“ข้ามองว่าเป็โอกาส แต่ไม่มีความจำเป็ที่เราต้องคว้าทุกโอกาส”
เสียงของเหนือหัวแห่งต้าซีตรัสขึ้นเมื่อเริ่มพูดคุยกับราชเลขาคู่บารมีของตัวเอง ที่จริงแล้วในฐานะของนักธุรกิจแล้วการเห็นช่องทางแห่งโอกาสย่อมดีที่จะคว้าโอกาสนั้น แต่ในทางกลับกันการคว้าทุกโอกาสบางครั้งก็เป็ดั่งกับดักเหมือนกัน เพราะในบางครั้งที่เราคว้าบางโอกาสที่เราไม่ได้้า มันจะบังคับให้เราต้องปล่อยมือจากอีกโอกาสที่เรา้าจริง ๆ ไป...
...มันก็ต้องคิดให้ดีก่อน บางโอกาสก็เหมือนเหมืองแร่ทองบางโอกาสก็กับดัก...
การที่ต้าซีจะเลือกรวบโลหยางเลยนั้นก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร หลังจากที่ข่มขู่ไปแล้วก็เพียงดำเนินแผนทางการเมืองและการทหารอีกเพียงเล็กน้อยโลหยางที่กำลังระส่ำระสายย่อมยอมให้กับต้าซีอย่างง่ายดาย เรียกว่าง่ายเสียยิ่งกว่าลู่ซุนอีก
แต่ในการที่เธอได้โลหยางในครั้งนี้จะส่งผลอะไรหรือไม่แน่นอนว่าจากทัศนคติของเ้าผู้ครองเมืองแล้วโลหยางย่อมไม่้าผู้นำที่เป็สตรีแน่นอน เพราะฉะนั้นแม้ว่าขั้นตอนการได้โลหยางจะง่าย แต่ขั้นตอนการปกครองนั้นยุ่งยากไม่น้อย เธอน่าจะเอาเวลาที่ต้องมายุ่งยากกับการปรับทัศนคติคนในโลหยางให้เข้าใจเธอไปทำประโยชน์อื่น ๆ ให้กับต้าซีน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ
“โลหยางมีตาน้ำเยอะ อีกทั้งสินแร่กำเนิดดินดำที่นำมาทำเชื้อฟืนได้”
“หมายถึงดินปืนหรือ?” หนวี่หวงตี้หันไปถามราชเลขาเถียนด้วยความสนใจทันที
“ดินปืน?” เหล่าขุนนางและราชเลขาผู้ชาญฉลาดต่างก็เอ่ยทวนคำนั้นกันด้วยความงุนงง
มิสเฉินอยากจะตีตัวเองให้แดงเลยทีเดียวเมื่อนึกได้ว่าเอ่ยอะไรออกไป ก็สมัยนี้ยังไม่มีปืนจะเรียกดินปืนได้อย่างไรกัน จะว่าไปก็เป็สูตรดินปืนนี่แหละที่ทำให้แผ่นดินใหญ่ในยุคก่อนสามารถขยายอาณานิคมได้มาก เธอจำได้ราง ๆ ว่าเป็การคิดค้นสักสมัยหนึ่งเพื่อใช้ในาก่อนจะถึงยุคสำเภาทอง พอถึงยุคสำเภาทองเราก็เลือกที่จะเปลี่ยนจากการทำตัวเป็นักล่าอาณานิคมกลายเป็พ่อค้าอาวุธไป
...ซึ่งก็ฉลาดแล้ว...
มีข้าวกินก็ยังดีกว่ามีคนตาย แทนที่จะสู้รบกันเพื่อศักดิ์ศรีที่ตายตามตัวไปอย่างเสียเปล่าเอาเืเนื้อของพี่น้องไปแลกกับแผ่นดินที่ไม่ใช่ของเราและคนที่ก็ไม่ได้รักและซื่อสัตย์กับเรานัก สู้เอาความรู้ความสามารถไปแลกอาหารและยามารักษาชีวิตคนในแผ่นดินน่าจะเหมาะกว่า เื่แบบนี้ไม่ลองตายสักครั้งไม่รู้หรอกว่าคุณค่าของชีวิตคืออะไร
“ข้าหมายถึงดินดำที่ใช้ทำอาวุธน่ะ” เหนือหัวเอ่ยแก้อีกครั้งซึ่งนั่นก็ยังไม่ทำให้ใครก็ตามเข้าใจอยู่ดี
“หนวี่หวงตี้ตรัสถึงสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เถียนเจิ้งซื่อขมวดคิ้ว “ดินดำที่โลหยางมีนั้นเป็เชื้อเพลิงไว้ใช้ในเทศกาลเล่นพลุไฟเดือนเจ็ดเพื่อบวงสรวงเทพั”
การให้ข้อมูลของเถียนเจิ้งซื่อทำให้นักธุรกิจสาวลูกเ้าพ่อมาเฟียได้เข้าใจเื่ยุคขึ้นอีกนิด ถ้ามีดินปืนแต่ยังไม่เป็อาวุธก็แสดงว่าน่าจะอยู่ยุคหลังาห้าดินแดน แต่ก่อนยุคราชวงศ์ซ่งสินะ...
มิสเฉินคิดถึงอาวุธโบราณสมัยราชวงศ์ซ่งที่เธอเคยประมูลมาให้บิดาของเธอแขวนประดับห้องทำงาน ในตอนนั้นเธอชั่งใจระหว่างการซื้ออาวุธใหม่กับการซื้ออาวุธเก่าอยู่นาน แต่สุดท้ายแล้วของขวัญในปีนั้นก็เป็อาวุธเก่าเพราะเธอไม่อยากให้บิดาต้องพกของขวัญจากลูกสาวในวันแซยิดไปดับเทียนชีวิตคนอื่น...
“อ่า... อย่างนั้นหรือ” มิสเฉินพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะเริ่มมีความคิดบางอย่างไหลเข้ามาในหัว
...ไม่อยากได้เมือง แต่อยากได้ดินปืน...
ความเงียบของหนวี่หวงตี้ทำให้เหล่าข้าราชบริพารมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ จริงอยู่ที่พระองค์เป็สตรีที่สนใจในอาวุธแต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าพระองค์จะกล่าวถึงอาวุธตลอดแม้กระทั่งดินดำที่เอาไว้เผาเทียนถวายเทพเซียน เหนือหัวก็ยังคิดเป็เื่ของอาวุธอยู่อย่างนั้นเอง ลองเป็อย่างนี้นานไปอาจจะแย่ก็ได้เพราะพวกเขาก็ไม่อาจเดาได้เลยว่าเหนือหัวที่สังหารคนโดยไม่กะพริบตาั้แ่สิบสี่ชันษาจะทำอะไรต่อไป
“กราบทูลฝ่าา ที่โลหยางยังมีหินสีไฟและอัญมณีที่ใช้ทำแท่นตราประทับของแต่ละแผ่นดินอยู่มากอีกทั้งมีสินแร่ที่นำมาทำเครื่องประดับสวยงามอีกมาก หากฝ่าาสนใจแล้วเราก็ควรที่จะวางแผนไว้รับมือกับการตอบรับโลหยางเพื่อให้เป็แผนที่สมบูรณ์” เถียนเจิ้งซื่อเสนอ
“ข้าอยากได้ดินดำ” องค์เหนือหัวตรัสเรียบ ๆ ด้วยสีพระพักตร์ที่จริงจัง
“ดินดำ?” เหล่ากงกงได้แต่ทวนคำอย่างแ่เบาด้วยความประหลาดใจ
สำหรับพวกเขาแล้วสินแร่มีค่ามากมายไม่ว่าอย่างไรก็มีค่ามากกว่าดินดำที่ทำได้เพียงแค่เผาเทียนเท่านั้น เหล่าขุนนางหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ หลายครั้งที่เหนือหัวมักจะมีดำริแปลก ๆ ถึงเื่ที่พวกเขาคาดไม่ถึงอยู่เสมอแต่ในครั้งนี้ไม่ว่าจะเดาอย่างไรก็ไม่อาจจะเดาได้จริง ๆ เศษดินไส้เทียนนั้นมีอะไรน่าสนใจอย่างนั้นหรือ
“ใช่ หากเราได้ดินดำมาแล้วเราจะได้เปรียบทุกดินแดน” องค์เหนือหัวตรัสด้วยความมั่นใจ
ยิ่งมั่นใจพวกเขาก็ยิ่งไม่เห็นทาง ไม่รู้เลยว่าดินดำที่ใช้ทำพลุไฟจะทำให้ต้าซีได้เปรียบทุกดินแดนได้อย่างไรหรือหนวี่หวงตี้จะคิดทำพลุไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อสดุดีเทพเซียนัให้อำนวยพรแก่ต้าซีกัน แต่... หนวี่หวงตี้ไม่เชื่อเื่เทพเซียนนี่ อย่างในตอนที่ได้ดินแดนเทพแห่งทะเลมายังสั่งให้ทหารไปถางที่อยู่เลย
“เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เถียนเจิ้งซื่อถามทวนอีกครั้ง
“ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ข้าเคยว่าอะไรผิดปากเสียที่ไหน”
“ให้คนบุกไปเรียบร้อยแล้วอย่างนั้นหรือ”
เสียงตวาดดังลั่นจากยอดแม่ทัพแห่งเฉียนฉินทำให้เหล่าทหารที่เข้ามารายงานอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งไปตาม ๆ กัน แม้ว่าจะเคยชินกับการตวาดอย่างนี้แล้วก็ตามแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดว่าจะได้ยินในสถานการณ์นี้อีก เหล่าทหารจากต้าซีที่เข้ามารายงานด้วยนั้นก็ใไม่แพ้กัน พวกเขาชินกับความโเี้ในความเงียบมากกว่าการตวาดเสียงดัง
“ใคร!” แม่ทัพฮัวเฟยเทียนหันไปถามทหารที่เข้ามา
“ฝ่าาให้มาแจ้งเพียงเท่านี้ขอรับ ที่เหลือเป็เื่ภายในของต้าซีต้องขออภัยท่านแม่ทัพด้วย” ทหารคนหนึ่งของต้าซีตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตัวเองในสถานการณ์นี้นัก
“เื่ภายในต้าซี” ฮัวเฟยเทียนขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
เป็อย่างที่องค์ชายแปดเตือนมาไม่มีผิดคำพูดไปเลยแม้แต่น้อย เด็กคนนี้ช่างเป็เด็กที่รั้นเสียยิ่งกว่าสตรีใดในแผ่นดิน แม่ทัพหนุ่มผ่อนลมหายใจของตัวเองอย่างแรงเมื่อเริ่มนึกถึงเื่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ความน่าจะเป็ต่าง ๆ ในหัวของเขาในฐานะของแม่ทัพผู้มากด้วยประสบการณ์ การกระทำนั้นจะส่งผลอะไรบ้างต่อต้าซีแล้วจะกระทบอะไรกับเฉียนฉินบ้างนั่นเป็สิ่งที่เขาจำเป็ต้องรู้ในฐานะแม่ทัพของเฉียนฉิน
มันก็น่าสงสัยไม่น้อยกับการตัดสินใจนั้นของเด็กน้อยคนนั้น ดูไปแล้วหนวี่หวงตี้ของต้าซีก็ดูไม่ใช่คนที่จะตัดสินพระทัยวู่วามอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นจะคิดว่าทรงทำเพราะ้าเอาชนะก็ไม่ได้ อีกทั้งยังทรงประกาศซ้ำ ๆ ด้วยว่าตัวเองไม่ได้้าา
แล้วอย่างนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร ตัวเขาเองและกองทัพเฉียนฉินควรจะทำอย่างไรกับเื่นี้ดี? การเข้ามาร่วมรับรู้แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมลงมือมันก็น่าขายหน้าน้อยเสียเมื่อไหร่ นี่ยังไม่รวมว่าเป็การเสียหน้าต่อลู่ซุนด้วยนะ ช่างเป็การทำงานที่ไม่ได้เห็นแก่ความช่วยเหลือจากแผ่นดินอื่นเอาเสียเลย
แม่ทัพหนุ่มหันไปคว้าจอกสุราร้อนมาดื่มเพื่อดับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นในตัวอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นยิ่งดื่มก็ไม่ได้จะช่วยให้อารมณ์นั้นเย็นลงเลยสักนิด สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้มันยุ่งยากเสียจนตัวเขาไม่อยากรับรู้ด้วยอีกต่อไปด้วยซ้ำ ให้เทพเซียนเป็พยานเถอะงานที่เขาได้มาจากฉินหานเฟิงนั้นช่างเป็เื่ยากเสียเหลือเกิน
“แล้วผลเป็อย่างไรบ้าง มีการปะทะหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มหันไปถามเอาความจากทหารต้าซี
“ไม่มีการปะทะขอรับ” ทหารคนนั้นตอบ
“ไม่มีอย่างนั้นรึ? ” ฮัวเฟยเทียนถามย้ำ
“ไม่มีขอรับ” ทหารคนนั้นแจ้งต่อตามที่ได้รับรายงานมา “ฝ่าารับสั่งว่างานจบแล้ว แต่หากเฉียนฉิน้าจะอยู่ฟังผลด้วยก็จะจัดที่พักให้ขอรับ”
...อยู่รอฟังผล...
คำถามมากมายวนอยู่ในหัวเขา การที่ต้าซีดำเนินการเองโดยที่ไม่เรียกรับความช่วยเหลือจากเมืองอื่นนั้นย่อมหมายความว่าต้าซีจะต้องแบกรับความเสี่ยงนั้นไว้เพียงผู้เดียว แล้วทั้งที่ยังไม่รู้ผลด้วยซ้ำว่าจะออกมาเป็อย่างไรทำไมถึงกล้าชวนให้เมืองอื่นอยู่ฟังด้วย เพราะหากอีกฝ่ายตอบมาว่าพร้อมทำาแล้วล่ะก็มันก็น่าจะเกิดเื่ยุ่งยากขึ้นอีก เช่นการวางตัวของแต่ละเมืองต่อต้าซีเพื่อรักษาภาพต่อโลหยาง
าคือเหรียญสองด้านไม่แพ้ก็ชนะเพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเฉียนฉินยืนข้างต้าซีแต่แรกแล้วจะยืนข้างต้าซีตลอดไป พวกเขาอาจจะเปลี่ยนใจไปยืนข้างโลหยางแล้วเข้ายึดต้าซีก็ได้เพราะอย่างไรต้าซีก็เป็เมืองกันชนอยู่แล้ว ในเื่นี้เขาว่าตัวของเด็กหญิงคนนั้นก็ต้องมองออก...
“มีคนไปแจ้งลู่ซุนหรือยัง” แม่ทัพหนุ่มถามต่ออีก
“มีแล้วขอรับ แจ้งเหมือนกับที่แจ้งท่านแม่ทัพไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียวขอรับ” ทหารคนนั้นยังคงรายงานต่อ
...แจ้งลู่ซุนด้วยงั้นหรือ? ...
ยิ่งแจ้งลู่ซุนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะลู่ซุนเป็เมืองที่ติดกับโลหยางเช่นกัน เป็ไปได้สูงเลยว่าหากเกิดเื่ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นแล้วลู่ซุนก็อาจจะเข้ากับฝั่งโลหยางเพื่อยึดตีต้าซีก็เป็ได้ แล้วในตอนนั้นโลหยางกับลู่ซุนก็จะเข้ามาเป็ดินแดนติดกับเฉียนฉิน
แต่คนอย่างเหนือหัวตัวแสบนั้นไม่มีทางที่จะเลือกชวนให้ใครนั่งฟังผลด้วยอยู่แล้ว ถ้าหากว่าไม่มั่นใจว่าตัวเองจะชนะแน่นอน...
“แสดงว่ามั่นใจสินะว่าโลหยางจะก้มหัวให้” เสียงนุ่มของอีกคนดังขึ้น
ฉินชงหยวนที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นการเจรจาเื่ความสัมพันธ์ดินแดนกับเกอกงกงแห่งต้าซีไป เดินกลับเข้ามาในที่พักของชาวเฉียนฉินที่จัดเอาไว้ สีหน้าของเขาไม่แสดงอาการใใด ๆ ทั้งสิ้นกับเื่ที่เพิ่งจะได้ยิน หวางเ้าปัญญาเพียงแต่ก้มศีรษะรับการทำความเคารพจากเหล่าคนที่อยู่ในที่พักก่อนแล้วค่อยประทับนั่งลงด้วยท่าทางสงบ
“ทรงทราบสิ่งใดมาหรือพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฮัวขมวดคิ้ว
“ไม่มากไปกว่าท่านนักหรอกท่านแม่ทัพ” หวางเ้าปัญญาตรัส “ต้าซีเต็มไปด้วยบุคคลมากฝีมือ คิดว่าหนวี่หวงตี้คงจะเลือกคนที่ทรงมั่นใจแล้วว่างานจะสำเร็จแน่ไปทำงานครั้งนี้”
ท่าทีของหวางเ้าปัญญานั้นดูเย็นใจกว่าที่เป็จริง ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่กังวลเลยเื่ผลตอบรับก็อย่างที่แม่ทัพฮัวถามไปส่วนเื่ของลู่ซุน เขาคิดว่าแม่ทัพฮัวเองก็คงจะคิดได้เหมือนกันเื่ดินแดนติดต่อกันของลู่ซุนกับโลหยาง แต่ก็เพราะเป็หนวี่หวงตี้คนนี้ เื่ที่น่าห่วงเลยไม่ใช่เื่ที่โลหยางจะรวมกับลู่ซุนมารบกับต้าซี
...น่าห่วงว่าต้าซี โลหยางและลู่ซุนจะรวมกันเป็ขั้วอำนาจใหญ่มากกว่า...
ลำพังแค่ต้าซีหรือลู่ซุนไม่น่ากลัว แม้แต่โลหยางที่เป็เมืองที่แตกตัวเป็เอกเทศก็ยังไม่น่ากลัว แต่หากสามดินแดนนี้รวมกันแล้วน่ากลัวแน่นอน และในตอนนี้จากความเป็ไปได้ที่เคยน้อยจนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย แต่ตอนนี้มันเริ่มมากจนเหมือนจะเป็ไปได้ในอีกไม่กี่วันด้วยซ้ำ ไม่ว่าอย่างไรลู่ซุนก็คงจะไม่ขัดข้องอยู่แล้ว ต่อให้ไม่เป็เมืองขึ้นแต่ว่าก็ต้องร่วมมือแน่นอน เซวี่ยหลิ่งเจียไม่ขัดพระทัยหยางเยว่ซืออยู่แล้ว
“ยอดฝีมือ...” แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว
ไม่ใช่เขาจะไม่รู้ว่ามีใครบ้างในต้าซีเพราะแผ่นดินนี้เป็ดั่งแหล่งรวมยอดฝีมือ ก็มีรายชื่อเป็ไปได้มากอยู่ที่จะทำงานนี้สำเร็จแต่การใช้คนนอกที่ไม่ใช่ทหารทำงานนั้น... ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็เื่ที่เสี่ยงเกินไป คนธรรมดาประชาชนโดยทั่วไปแล้วการที่จะเสียสละให้แผ่นดินนั้นเป็ไปได้น้อยมาก
...ประชาชนจะใช้ชีวิตเพื่อให้ตัวเองรอดก่อนอยู่แล้ว...
ไม่ว่าอย่างไรแม่ทัพหนุ่มก็ไม่สามารถนึกถึงประชาชนที่จะสละชีวิตตัวเองทำเื่เสี่ยงเพื่อบ้านเมืองได้เลย และการกระทำอย่างนั้นก็เป็เื่ที่เสี่ยงเกินกว่าจะรับได้ด้วย แม้ว่าหนวี่หวงตี้จะได้ชื่อว่าเป็ที่รักของประชาชนแต่ในเื่แบบนี้นั้น
“ใช่ ยอดฝีมือ” ฉินชงหยวนตอบ “ท่านแม่ทัพคงยังไม่รู้ว่าหนวี่หวงตี้มียอดฝีมือที่ยอมทำงานให้แบบถวายหัวอยู่มากทีเดียว”
สิ้นคำพูดนั้นทั้งที่พักของชาวเฉียนฉินก็ตกอยู่ในความเงียบทันที เหล่าทหารแห่งต้าซีขอตัวออกจากที่พักชั่วคราวไปเมื่อหมดหน้าที่ของพวกเขาแล้ว ที่เหลือชาวเฉียนฉินจะคิดอย่างไรจะตัดสินใจอย่างไรก็เป็เื่ของชาวเฉียนฉิน
“หวางเย่ทรง้าให้กระหม่อมทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฮัวเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบหลังจากที่คนของต้าซีออกไปหมดแล้ว
มาถึงตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว ต้าซีไม่ได้ให้เฉียนฉินเข้าร่วมในการบุกโลหยางให้เพียงมารับรู้เท่านั้น และการรับรู้นั้นก็เท่ากับเป็การย้ำชัยชนะของต้าซีเท่านั้นเสียด้วย มันช่างเป็การแสดงออกถึงการตัดความสัมพันธ์ในแง่ความช่วยเหลือระหว่างบ้านพี่เมืองน้องอย่างชัดเจนและรุนแรงเหลือเกิน
ชายที่อยู่กับสนามรบมาตลอดชีวิตอย่างเขาก็คิดได้เพียงเท่านี้แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าในแง่การเมืองแล้วเื้ัคงจะมีอะไรมากกว่านี้แน่ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในส่วนต่อจากนี้ก็ควรเป็เื่ของหวางเ้าปัญญาน่าจะเหมาะกว่า
“ก็อยู่รอฟังผลกับข้า แล้วค่อยกลับไปเฉียนฉินเพื่อวางแผนตั้งรับการรวมแผ่นดินของฝั่งตะวันออก”