ตอนที่ 4 ราชโองการพร้อมสู่า
ฉัวะ!!
แววตาเบิกโพลงกว้างพลางรูม่านตาหดรีดเล็กลงอย่างสุดขั้ว ปากอ้าค้างจนสุดกราม สีหน้าปิติยินดีเมื่อครู่ถูกกลืนหายไปกับคลื่นความตะลึงลาน ทั่วร่างแข็งค้างราวกับโลกถูกผนึกไว้โดยสมบูรณ์ ป่าดิบชื้นหนาทึบทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ในขณะนี้เอง สุดขอบการมองเห็นของมาเรีย เธอกลับเห็นผืนป่าเหล่านี้ทั้งหมด คู่สายตาสั่นไหวระรัวมองออกไปไกลจนสุดแดน ภาพเบื้องหน้าพลันปรากฏ สรรพสิ่งทั้งปวงได้ถูกสบั้นออกเป็สองส่วน!!
ต้นไม้,สัตว์อสูร,แม่น้ำ,ูเาหรือกระทั่งหมู่เมฆ ราวกับวันโลกาวินาศ มาเรียที่ตื่นตะลึงจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น หญิงสาวที่ใช้ชีวิตมานานถึงยี่สิบหกปีกลับยังไม่เคยเห็นพลังอำนาจสะท้านฟ้าเช่นนี้!! กระทั่งในจิตนาการของเธอยังมิอาจวาดฝันมันออกมา ห้วงเวลาไหลผ่านเพียงสามลมหายใจ สำหรับมาเรียมันนานยิ่งดุจร้อยปี สรรพสิ่งที่ลอยกระเด็นขึ้นจากการถูกตัดผ่าน ทันใดนั้นเองที่วัตถุต่างๆเริ่มร่วงหล่นลงมา
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!….
เสียงดังก้องสะท้านกัมปนาทดังขึ้นราวกับ์ถล่มลง พวกมันยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลงในระยะเวลาอันสั้น เสียงบาดแก้วหูยังคงดังอยู่เรื่อยๆ มันดังมากจนกระทั่งคนในเมืองแดนตะวันออกล้วนได้ยินกันทุกคน ทันทีที่เกิดเสียงนี้ขึ้น ภายในเมืองทิศตะวันออกก็เข้าสู่ความโกลาหล
ยามเสียงแรกบังเกิดขึ้น ยังไร้วี่แววการตอบสนองของผู้คน ทันทีที่เสียงสองตามมา สีหน้าเมินเฉยเริ่มปรากฏคิ้วขมวด ทันทีที่เสียงที่สาม สี่ ห้า… พวกเขาเริ่มรู้สึกอยู่ไม่สุข ใบหน้าปรากฏความหวาดผวา ด้วยเหตุนี้เอง เ้าเมืองแดนตะวันออกถึงขั้นชักธงสีแดงขึ้นเหนือเมือง
สำหรับเ้าเมืองแล้ว พวกเขาจะมีอภิสิทธิ์ใหญ่ในการปกครองเมืองนั้นๆอย่างเด็ดขาด การชักธงแต่ละสีขึ้นหมายถึงระดับความคุกคาม สีน้ำตาล(อันตราย)-โปรดอยู่แต่ที่พักอาศัยของตัวเอง สีเงิน(รุกราน)-ไปรวมกันใจกลางลานกว้างของเมือง สีแดง(หายนะ)-อพยพเข้าเมืองหลวงของราชอาณาจักรโดยเร็ว ถึงกระนั้นธงแต่ละสียังมีความสำคัญต่อฐานะของผู้ที่จะมาช่วยเหลือจากเมืองหลวงอีกด้วย สีน้ำตาล-นักเวทย์ระดับห้า สีเงิน-นักเวทย์ระดับแปด สีแดง-นักเวทย์ระดับสิบ
เนื่องจากธงสีเหล่านี้ถูกสร้างโดยกษัตริย์ ทันทีที่ธงของเมืองใดถูกชักขึ้น กษัตริย์ที่พำนักอยู่เมืองหลวงจะรู้ตัวทันทีและเร่งส่งกำลังเสริมมาโดยไว
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
เสียงดังสนั่นกัมปนาทยังคงดังไม่ขาดสาย
“เกิดอะไรขึ้น!!”
“เสียงมาจากทางคฤหาสน์ท่านดยุกเซอร์ไทน์”
“อะไรนะ!! ตอนนี้เป็วันที่กษัตริย์เรียกประชุมขุนนางไม่ใช่เหรอ?!! ท่านดยุกเซอร์ไทน์สมควรไม่อยู่คฤหาสน์ตน!!”
“นั่น---เกิดอะไรขึ้นที่ป่านั่น…”
ท่ามกลางความตื่นตะลึง ผู้คนหลายคนก็เริ่มสังเกตเห็นวัตถุที่ลอยคว้างกลางอากาศ ูเาถูกตัดสองท่อน ต้นไม้ปีศาจที่มีขนาดใหญ่ดั่งูเาซึ่งเป็รังของสัตว์อสูรยังถูกตัดขาดออกเป็สองท่อน ทั่วทั้งผืนป่าถูกสบั้นสิ้น!! ที่น่าตกตะลึงกว่านั้นคือหมู่เมฆ เมฆาถูกแหวกออกอย่างราบเรียบดุจถูกของมีคมตัด ทว่า นั่นคือก้อนเมฆ!! วัตถุที่มิอาจตัดออกได้ยังถูกตัดขาดเป็ทางยาวจนสุดขอบฟ้า
“ใคร---เป็ฝีมือของใครกัน!! ถ้าพวกเ้าโกหกข้าให้ชักธงสีแดงขึ้นทั้งที่ไม่เป็อันตรายอย่างที่คิด พวกเ้ารู้ไหมว่าเมืองเราจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง!!” เ้าเมืองที่ได้รับคำขอสุดเร่งด่วนจากบรรดาชาวเมืองให้ชักธงสีแดงขึ้น เขาบ่นพึมพำเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากข้อมูลนั้นเป็เท็จ ในที่สุดเ้าเมืองก็ได้แหงนศีรษะขึ้น ใน่เวลาที่ได้เห็นสรรพสิ่งถูกสบั้นขาด หัวใจของเขาราวกับถูกบีบรัดอย่างรุนแรง
“สัตว์---สัตว์ประหลาดแบบไหนกัน…”
มิอาจสรรหาคำมาบรรยายถึงพลังอำนาจตรงหน้ากระทั่งนักเวทย์ระดับสิบผู้ทรงอำนาจ พวกเขายังไม่มีพลังทำลายล้างระดับนี้!! ความโกลาหลของเมืองตะวันออก เพียงพริบตา ข่าวก็ลามไปทั่วราชอาณาจักรดุจไฟลามทุ่ง ผู้คนของเมืองตะวันออกต่างอพยพหนีกันอย่างอลหม่าน
…
ในขณะนี้ห้องโถงใหญ่โอฬารปรากฏผู้คนมากมายกว่าร้อยชีวิต พรมสีแดงปูทางไปจนถึงขั้นบันไดราวยี่สิบขั้น บันไดขั้นสูงสุดนำไปสู่บัลลังก์สีทองคำตั้งตระหง่าน ชายวัยกลางคนซึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ใบหน้าเคร่งขรึมดูขึงขังตลอดเวลาทอดมองเหล่าขุนนางน้อยใหญ่เบื้องล่างตน กษัตริย์นั่งอยู่บนบัลลังก์ ณ บันไดขั้นที่ยี่สิบ ส่วนอาร์ชดยุกจะนั่งอยู่บนที่นั่งราวบันไดขั้นที่สิบห้า สำหรับดยุกจะได้นั่งบนที่นั่งราวขั้นที่สิบ ส่วนขุนนางยศต่ำกว่านั้น จำเป็ต้องยืนต่อหน้ากษัตริย์ตลอดเวลา
เหล่าขุนนางจำเป็ต้องเข้าร่วมการประชุมของกษัตริย์ หากพวกเขากล่าวปฏิเสธก็เหมือนพวกเขาไม่ให้เกียรติาาของแผ่นดิน หัวข้อสนทนาที่ควรจะคุยเื่ “ความช่วยเหลือจากคริสตจักร” ใน่เวลานั้นเองที่กษัตริย์ได้เปลี่ยนประเด็นหัวข้อในฉับพลัน
“เมืองทางทิศตะวันออกยกธงสีแดง” กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเวสเตอร์เรียกล่าว
เพียงพริบตาเดียว แววตานับร้อยคู่พลันเบิกโพลงกว้าง คนที่เบิกกว้างปานถลนเห็นทีจะเป็ดยุกเซอร์ไทน์ เขาได้รับหน้าที่ปกครองเขตด้านตะวันออก หากอาณาเขตการปกครองตนเป็อะไรขึ้นมา มันจะส่งผลต่อผลงานและเกียรติของเขา
การยกธงนั้นไม่ใช่เื่ล้อเล่นได้ โทษฐานสำหรับการยกธงเท็จคือการปรับภาษีขึ้นสามเท่าตลอดสามปี เป็การลงทัณฑ์ผู้คนทั้งเมือง!! และโทษทัณฑ์นี้มิใช่การกล่าวเล่นๆ หากแต่ยังเคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาก่อน ผู้คนที่ได้ประจักษ์กันถ้วนหน้าล้วนไม่มีใครกล้าลองดีอีกเพราะฉะนั้นขุนนางที่ตื่นตะลึงในยามนี้ต่างคิดว่าธงสีแดงที่ถูกยกขึ้นนั้นเป็ผลมาจากภัยอันตรายที่เคลือบคลานเข้ามา
หลังกษัตริย์กล่าวจบ ไม่มีสุ้มเสียงใดดังขึ้นเป็เวลานานก่อนดยุกเซอร์ไทน์จะทำลายความเงียบงันพลันยืนขึ้นเอ่ยถาม “ฝ่าา---บ่าวขอทูลทราบเื่เหตุการณ์ในตอนนี้ได้หรือไม่”
“ผู้คนของเมืองตะวันออกกำลังอพยพมา คาดว่าอาจจะใช้เวลาสามวันเต็มกว่าจะอพยพกันเสร็จ ข้าได้ส่งหนึ่งในสามผู้ปกปักษ์ไปตรวจสอบแล้ว คาดว่าอีกครึ่งวันก็จะได้รู้เื่ราว” าากล่าวเสียงราบเรียบ
ทันทีที่าาเอ่ย “หนึ่งในสามผู้ปกปักษ์” ใบหน้าเคร่งเครียดของเหล่าขุนนางพลันผ่อนคลายลงราวแปดส่วน สามผู้ปกปักษ์แห่งราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ดำรงอยู่ในฐานะนักเวทย์ระดับสิบผู้เกรียงไกร เป็ข้ารับใช้ที่สาบานตนภักดีต่อตระกูลเวสเตอร์เรียตลอดชีวิต ถึงธงสีแดงจะเป็ระดับหายนะก็จริง ทว่า ต้องหน้านักเวทย์ระดับสิบย่อมไม่นับเป็อะไร ตัวตนของพวกเขายังทำให้อาณาจักรรอบตัวยำเกรง
“บ่าวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเบาใจ” ดยุกเซอร์ไทน์กล่าวก่อนนั่งลงอย่างสงบ
….
“นี่มันอะไรกัน…” ชายชราปรากฏสีหน้าตกตะลึงลาน แววตานั้นจับจ้องภาพเบื้องหน้าไม่กระพริบ ป่าดิบชื้นหนาทึบที่ตนเคยบินผ่านเป็บางคราว ตอนนี้ปรากฏภาพของต้นไม้จำนวนมหาศาลที่นอนล้มเกลื่อดกลาดไปเสียหมดกระทั่งูเายังแยกออกเป็สองส่วน ทว่า สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง กลับเป็การตัดผ่านต้นไม้ปีศาจ ภาพเบื้องหน้ายังคงปรากฏสัตว์อสูรที่วิ่งหนีออกไปจากดินแดนแห่งนี้
ชายชราไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เขาค่อยๆร่อนกายลง ท่ามกลางสัตว์อสูรน้อยใหญ่ พวกมันกลับวิ่งผ่านชายผู้นี้ ไม่ทราบว่าไม่ได้อยู่ในสายตาพวกมันหรือน่าหวาดกลัวเกินจะยุ่งเกี่ยว สัตว์อสูรบางตัวที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตยามพบเข้ากับชายวัยกลางคนผู้นี้ มันถึงกับหาเส้นทางหลีกหนีใหม่
ฝ่ามือของชายชราลูบคลำผิวไม้มหึมาที่ทอดยาวบนพื้น เป็ผิวไม้ของต้นไม้ปีศาจ ทันทีที่ชายชรายืนยันได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาพลันปล่อยคลื่นความร้อนลงไป คลื่นความร้อนที่เขาปล่อยออกมา มันมีอานุภาพมากพอจะละลายเหล็กกล้าจนแหลกเหลวในสามลมหายใจ ทว่า ต่อหน้าต้นไม้ปีศาจ มันกลับไร้ร่องรอยใดๆ
แท้จริงแล้ว ชายชราผู้นี้มีนามว่า “นารอส” หนึ่งในสามผู้ปกปักษ์แห่งราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ความแข็งแกร่งถูกจัดอยู่ในระดับนักเวทย์ระดับสิบ ด้วยฐานะระดับนี้ พวกเขาสามารถเย้ยหยันผู้คนได้ทั่วทั้งราชอาณาจักรโดยไม่มีใครผู้ใดคิดเอาความแม้แต่น้อย เป็อำนาจเบ็ดเสร็จ!! ถึงกระนั้นความแข็งแกร่งนี้ยังมิอาจสร้างกระทั่งรอยขีดข่วนให้กับต้นไม้ปีศาจ
นับเป็หนึ่งในสาเหตุที่ต้นไม้ปีศาจยังคงดำรงอยู่มา ณ ทุกวันนี้เพราะกระทั่งนักเวทย์ระดับสิบยังมิอาจสร้างาแให้กับมัน หนำซ้ำ ที่แห่งนี้ยังกลับกลายเป็รังของสัตว์อสูรไปเสียอีก มันยิ่งทำให้การถอนรากถอนโคนต้นไม้ปีศาจเข้าสู่ระดับเป็ไปไม่ได้ ถึงกระนั้นต้นไม้ปีศาจกลับไม่ได้มีที่เดียว มันปรากฏอยู่ด้วยกันถึงสี่ทิศ เนื่องด้วยเหตุนี้ กษัตริย์จึงมอบหมายให้เหล่าผู้แข็งแกร่งรับหน้าที่จัดการการรุกรานของสัตว์อสูรที่มีมากจนเกินไป
“เกินจินตนาการของข้าไปมากโข… สัตว์ประหลาดเช่นไรกันที่สร้างพลังทำลายล้างระดับนี้” นารอสกล่าวอย่างเยือกเย็น หากแต่ในห้วงจิตต่างสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง เขาดำรงอยู่ในฐานะผู้แข็งแกร่งมาก็นาน ยามเจอพลังชั้นฟ้า มีหรือที่เขาจะทานรับแรงกระทบนี้ไว้ มันบ่งบอกว่าเขายังห่างชั้นจากความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ชายชราผู้นี้รู้ดีแก่ใจ ในเมื่อมันสามารถสร้างพลังทำลายล้างชั้นฟ้าได้ ต่อให้รวมผู้คนทั้งราชอาณาจักรเข้าด้วยกัน พวกเขาก็มิอาจต่อกรมันได้!! เป็ความต่างชั้นของระดับพลังราวฟ้ากับเหว
นารอสที่ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการสืบเบาะแส สัตว์ประหลาดตัวนี้ ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด ทุกอย่างกลับคว้าน้ำเหลวกระทั่งร่องรอยเวทมนตร์ยังมิลงเหลือเอาไว้ ถ้าสัตว์ประหลาดตนนี้สามารถปกปิดร่องรอยของเวทมนตร์ได้ มันย่อมมิใช่ตัวตนธรรมดาอีกแล้ว พลังชั้นฟ้าและความสามารถอันลึกล้ำ สมควรเป็เทพหรือปีศาจ!!
ชายชราที่พยายามคิดสมมติฐานต่างๆ นานา เขายากจะทำใจเชื่อว่าเป็เทพกับปีศาจ หากแต่ ไม่ว่าจะพยายามครุ่นคิดยังไง อัตราความเป็ไปได้ของสมมติฐานนี้ก็มากสุดเสมอ
ใน่เวลานั้นเองที่นารอสก็ได้พบกับกษัตริย์อีกครั้ง สีหน้าราบเรียบของนารอสกลับทำให้กษัตริย์แห่งเวสเตอร์เรียผู้นี้หัวใจเต้นถี่ระรัว “ข่าวคราวเป็เช่นไรบ้าง”
“บ่าวขอทูลกราบฝ่าา เป็ดั่งการชักธงแดง ถ้าให้ข้ากระหม่อมคาดคิด ต่อให้สิบธงแดงก็มิอาจเพียงพอต่อหายนะในครั้งนี้กระทั่งข้ากระหม่อมยังรู้สึกหวาดกลัว” นารอสกล่าวอย่างขึงขัง นอกจากใบหน้าราบเรียบ น้อยครั้งนักที่ชายชราผู้นี้จะแสดงสีหน้าหากแต่ยามนี้ใบหน้านั้นจริงจังถึงขีดสุด
กษัตริย์แห่งเวสเตอร์เรียหรืออีกนาม “มาโซรอฟ เซน ไฟเตอร์” กษัตริย์ผู้นี้ถูกยกย่องเชิดชูในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ การวางแผน การบริหารหรือกระทั่งความสามารถทางการทหาร กษัตริย์ผู้นี้มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเด็ดขาดและไร้ปราณี ถึงเขาจะไม่ใช่กษัตริย์ที่ดีเลิศประเสริฐศรีถึงกระนั้นเขาสามารถกุมหัวใจผู้คนของราชอาณาจักรเอาไว้ได้
มาโซรอฟสนิทสนมกับสามผู้ปกปักษ์เป็ที่สุด พลังของพวกเขาทั้งสามต่างเป็ที่ประจักษ์ต่อผู้คนโดยรอบ แข็งแกร่งจนมิอาจหาคู่เปรียบได้ ตอนนี้ หนึ่งในสามบุคคลผู้เกรียงไกรกลับเอ่ยคำ “หวาดกลัว” ออกมา กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องเหงื่อเย็นเยียบพลางทั่วร่างสั่นวาบ
“สรรพสิ่งถูกตัดออกเป็สองส่วน ต้นไม้,สัตว์อสูร,เมฆา,ูเา,ลำธารกระทั่งต้นไม้ปีศาจ ทุกสิ่งที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น กล่าวได้ว่าถูกสบั้นออกเป็สองส่วนกระทั่งระยะการโจมตียังไกลจนสุดลูกหูลูกตา ไม่อาจประเมินความเสียหายในครั้งนี้ได้เลยพะยะค่ะ” นารอสกล่าว เื่ราวนี้ดั่งเื่ลวงโลก
มาโซรอฟสีหน้ายิ่งมายิ่งทะมึนขึง รูม่านตาหดรีดเล็กลง “ต้นไม้ปีศาจ” หนึ่งในต้นตอที่ทำให้เขาต้องย้ายขุมกำลังหลักไปยังทิศทั้งสี่ ต้นไม้ปีศาจปริศนาที่แกร่งกล้าดั่งสิบขุนเขา ไม่ทราบว่าเื่นี้สมควรน่ายินดีหรือหัวเราะแห้ง
“ทุกสิ่งทุกอย่างถูกตัดขาดอย่างเรียบเนียน คาดว่าฝีมือระดับนี้สมควรไม่ต่ำกว่าระดับชั้นฟ้า สถานที่แห่งนั้น ไม่มีร่องรอยของการใช้เวทมนตร์ จากสมมติฐานของข้า สัตว์ประหลาดตนนี้สมควรใช้พลังกายเพียวๆ แต่มันคือสิ่งที่มิอาจเป็ไปได้ ถ้าหากตัวตนที่แกร่งกล้าขนาดนี้ย่ำกรายเข้าสู่ราชอาณาจักร ฝ่าาสมควรทราบเื่นี้โดยทันที ข้ากระหม่อมมิอาจคาดเดาได้อีกแล้ว” นารอสตัดบทอย่างไร้หนทาง
ทันทีที่ฝีมือชั้นฟ้าถูกกล่าวออก ใบหน้าของมาโซรอฟยิ่งมายิ่งทะมึนมืด ตัวตนของระดับพลังชั้นฟ้า นอกจากในตำนานแล้ว ผู้คนระดับพลังชั้นฟ้าที่ดำรงอยู่ในมหาทวีป สามารถรับได้ด้วยนิ้วมือ เพียงบุคคลระดับชั้นฟ้าแค่คนเดียว มันก็มีพลังมากพอจะทำลายล้างทั้งราชอาณาจักร
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรทำเช่นไร…” กษัตริย์ที่เอ่ยกล่าวออกไปอย่างจำนน หายนะในครั้งนี้เป็สิ่งที่เขาไม่อาจตัดสินใจ สำหรับสามผู้ปกปักษ์ พวกเขาสมควรตัดสินใจเื่เหล่านี้ได้ดี
“ราชอาณาจักรเวสเตอร์เรียจำเป็ต้องเตรียมการรบให้พร้อมพะยะค่ะ" นารอสกล่าวพลางโน้มกายเคารพ “ถ้าเช่นนั้นผู้ชราก็ขอกล่าวลาฝ่าา” ชายชราหันขวับมุ่งออกทางประตู ทิ้งคำพูดไว้ให้กษัตริย์ได้ตัดสินใจ
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น กษัตริย์แห่งเวสเตอร์เรีย “มาโซรอฟ เซน ไฟเตอร์” ได้ออกราชโองการเตรียมพร้อมสู่า หนึ่งในคำสั่งที่ยิ่งใหญ่คือการบังคับให้เด็กทุกคนได้ร่ำเรียน!! เรียนฟรีไม่คิดค่าใช้จ่าย!! เพื่อขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต าาผู้นี้จำเป็ต้องสร้างอัจฉริยะขึ้นมา เนื่องด้วยเหล่าเด็กน้อยกว่าแปดในสิบส่วน มิได้ร่ำเรียนเนื่องจากไม่มีกำลังสามารถมากพอ าาที่มองเห็นถึงจุดนี้จึงประกาศราชโองการออกไป
าาผู้นี้ได้ทำการชักธงสีแดงขึ้นเหนือเมืองหลวง เป็สัญลักษณ์ของการพร้อมรบสู่า!! ไม่ว่าจะข่าวเื่การยกธงสีแดงประกาศาหรือกระทั่งข่าวการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดปริศนา มันไม่ได้แพร่ลามเพียงราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย เพียงแค่วันเดียว อีกสามราชอาณาจักรก็รู้กันทั่วทั้งประเทศ ถึงกระนั้นการยกธงสีแดงหมายถึงการประกาศกร้าวพร้อมรบต่อสามราชอาณาจักรเช่นกัน
ด้วยเหตุการณ์ในวันนี้ มันได้นำไปสู่มหาาอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป…