“พอแล้วขอรับอย่าให้เนื้อสุกมาก มันจะแขงและไม่อร่อย”ผมตอบ
“นายน้อยลองก่อนไหมเจ้าคะ”นางถามขึ้นอีก
“ได้”ผมหยิบบาร์บีคิวขึ้นมาจากเตา1 ไม้แล้วเริ่มกิน
“อืม!!อร่อย กลิ่นเนื้อย่างกับสับปะรดหอมไปอีกแบบ”ทันทีที่ผมส่งเนื้อเข้าปากทุกคนก็ลงมือ เงยหน้ามองอีกครั้งทุกคนก็มีบาร์บีคิวอยู่ในมือแล้วคนละ 1 ไม้
“หอมมากอืม งั่ม ๆบาร์บีคิว อร่อยมาก!!รสชาติแบบนี้ช่างละมุนยิ่ง!”เสียงของอี้หลันทำให้ผมหันมองไปรอบๆ นางและคนอื่นๆแสดงสีหน้ามีความสุขออกมาเห็นแบบนี้แล้วผมรู้สึกว่าอาหารชนิดนี้ประสบความสำเร็จ ขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกแห่งความสำเร็จอยู่นั้น
“ง่ำๆแคก ๆ”เสียงของอี้หลันดังขึ้นอีกครั้ง นางสำลักบาร์บีคิวนางไออย่างรุนแรงและเริ่มตาเหลือก
“เฮ๊ย!!เป็นยังไงบ้าง”ผมตบหลังนาสองทีเนื้อที่ติดคอก็หลุดออกมา มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก แต่บังเอิญได้ผลเป็นโชคดีของนางที่เนื้อชิ้นนั้นหลุดออกมา
“เฮือก!!อ้า!!แสบคอ น้ำ ขอน้ำ”ผมส่งกระบอกน้ำให้นางทันที่
“อึกๆๆอ้า!!...”นางถอนหายใจออกมาใช้มือเล็กๆเช็ดน้ำนาออกจากหางตาไปด้วย นางสำลักจนน้ำตาไหล
“ค่อยๆกินก็ได้ไม่ต้องรีบขนาดนั้นบาร์บีคิวยังมีอีกหลายไม้”ผมแสดงความเป็นห่วงออกมา
“ฮ้าๆก็มันอร่อยนี่น่า”นางหัวเราออกมา แล้วลงมือกินต่อเห็นแบบนี้แล้วผมก็ได้แต่ส่ายหน้าเท่านั้น
“ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างครับ”ผมถามขึ้น
“อร่อยมากแม่ว่าต้องขายดีแน่ ๆ”นางให้ความเห็น ผมทำเพียงแค่ยิ้มรับ
“ตอนนี้สายแล้วเรียกทุกคนมากินข้าวเลยดีหรือไม่”
“ดีขอรับลุงหม่า ไปตามทุกคนมากินด้วยกัน วันนี้เราจะกินบาร์บีคิวเป็นอาหารเช้า”ผมหันไปบอกลุงหม่าเขาพยักหน้ารับแล้ววิ่งออกไปทันที
“กินข้าว!!!!ทุกคนมากินข้างได้แล้ว วันนี้นายน้อยเลี้ยง บาร์บีคิว อร่อยมาก!!!”วิ่งพ้นออกไปจากลานครัวลุกหม่าก็แหกปากร้องออกมาเสียงดัง
ทุกคนหัวออกมาอย่างพร้อมเพรียงแต่ละคนแสดงธรรมชาติที่ควรจะเป็นของพวกเขาออกมา แววตาของพวกเขาเป็นประกายขึ้นอย่างช้าๆ
มันแสดงถึงกำลังใจที่เพิ่มมากขึ้นจึงแสดงออกทางหน้าตาอารมณ์ของทุกคนดูผ่อนคลาย ไม่มีอมทุกหรือท้อแท้สิ้นหวัง
ตอนนี้ร่างกายของทุกๆคนค่อยกลับมาแข็งแรงแล้วเพราะอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และได้ออกกำลังการ กันอย่างสม่ำเสมอ
เพียงไม่นานทุกคนก็มารวมตัวกันที่ลานโรงครัวลานนี้ถูกทำขึ้นหลังจากตั้งโรงครัวชั่วคราวเสร็จนี่เป็นหนที่สามที่พวกเขามากินข้าวที่นี่
ไม่นานทุกคนก็ได้รับอาหารคนละจานในจานมีบาร์บีคิวคนละ 7 ไม้
“ไม่อิ่มมาเอาเพิ่มได้เลยนะ”คนครัวเอ่ยบอกคนที่มารับอาหารเป็นระยะๆ บาร์บีคิวที่ผมทำขายมีขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานมาก7 ไม้ที่ทุกคนรับไปกินหมดนั้นต้องอิ่มจนจุกแน่นอน
“อร่อย!! อาหารนี้มันอร่อยมาก” หนึ่งในคนงานร้องขึ้นขณะกินบาร์บีคิว
“ใช่ๆบาร์ตะคิวอร่อยที่สุด”
“อ้าย!!เอ้าอ้า มันไม่ใช่บาร์ตะคิว บาร์บีคิวโว้ย”อีกคนแย้งขึ้นมาเสียงอู้อี้ เพราะมีเนื้อยู่เต็มปาก
“อร่อยจริงๆข้าแทบจะหยุดกินไม่ได้” เสียงชมเชย ดังออกมาไม่ขาดปาก
มื้ออาหารเมนูบาร์บีคิวถูกกินเข้าไปอย่างเปรมปรีดิ์พร้อมๆ กับเสียงวิจารณ์อันหลากหลายของทุกคน ดังก้องไปทั่วลาน
หัวหน้ากลุ่มทุกคนตาเป็นประกายพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังตอนนี้พวกเขามั่นใจแล้วว่าอาหารในมือ จะสร้างเม็ดเงินให้กับครอบครัวใหญ่ได้แน่นอน
ผมกับบิดาเดินออกจากกลุ่มคนมานั่งกินที่ใต้ต้นตะขบที่เดิมบิดามองดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลานโรงครัวด้วยรอยยิ้ม
“เนื้อนี่รสดีจริงๆข้าว่าต้องขายดีแน่ๆ”ท่านพ่อเอ่ยขึ้น เปิดประเด็น สายตาของเขาจ้องเนื้อบาร์บีคิวมือด้วยความทึ่ง
บาร์ตะคิวเป็นอาหารง่ายๆ แค่หมักหมูใส่เกลือ น้ำตาล และไข่ไก่ เครื่องเคียงอย่างอื่นไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นสับปะรด มะเขือเทศ ฝักกระเจี๊ยบ ทำแค่หั่นแล้วนำมาเสียบไม้
ทาด้วยซอสบาบีคิวขณะย่าง กำหนดความสุขพอประมาน ไม่สุกมากไป ไม่สุกน้อยไปเนื้อจะฉ่ำหวานอมเปรี้ยวด้วยน้ำของสับปะรด
“มันต้องอร่อยอยู่แล้วขอรับท่านคิดว่าข้าลูกใคร ฮ้า ๆ”ผมหัวเราะ ไม่ลืมที่จะเอ่ยอวยตัวเองและยกหางบิดาไปด้วยสิ่งนี้ทำให้ท่านพ่อมีความสุขมาก
“ฮ่าๆ เจ้าลูกข้าไง มันก็เลยเก่งเหมือนบิดาผู้นี้”ซานหู่หัวเราะร่า
“ฮ่าๆ”เราหัวเราะไปด้วยกัน วันนี้เป็นอีกวันที่บิดาดูผ่อนคลายมาก เราพูดหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูกกินไปอวยกันไปไม่อายฟ้าดินอยู่นาน
“ท่านพ่อดูท่านจะอารมณ์ดีขึ้นหว่าแต่ก่อน”
“ฮ้าๆ ไม่แปลกหรอก ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเดินไปในทางที่ดีขึ้นถ้าข้าไม่อารมดีสิแปลก”ซานหู่ยิ้ม แววตาของเขาเจือไปด้วยความชื่นชม
“ดูงานของเราสิ มันเป็นไปตามแผนทุกอย่าง...เรื่องนี้ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้หลันเอ๋อถ้าเป็นแต่ก่อนถึงจ้างคนงาน 50 คนมาทำงานแบบนี้ก็คงไม่คืบหน้าเร็วเท่านี้หรอก”ซานหูมองไปรอบๆด้วยดวงตาเป็นประกาย
เป็นดังที่ผมคิดตอนนี้ทุกคนทำงานโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแผนงานที่ชัดเจนทำให้ทุกคนมองเห็นความสำเร็จของตัวเองในทุกๆวัน
สิ่งนี้จะทำให้พวกมองเห็นอนาคตที่ดีขึ้นผ่านความคืบหน้าของงานที่กำลังทำ ทุกคนจึงมีความหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
“อันที่จริงพวกเราจะทำงานได้เร็วกว่านี้มาก หากมีเครื่องมือที่เหมาะสม”ผมพูด
“จริงหรือ”
“จริงขอรับแต่ด้วยกำลังของพวกเราตอนนี้ ทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”บิดาไม่ถามอะไรในเรื่องอีกเขาเปลี่ยนเรื่อง
“เทียบกับเมื่อก่อนคนงาน 50 คนครอบครัวเราคงจ้างไม่ได้ ดูตอนนี้สิเจ้าไม่ได้จ้างใครเลยสักเหรีญ”ซานหู่ถอนหายใจออกมา
“มีขอทานมากมายแค่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของพวกเขา”ผมพูดออกมาเสียงเบา
“ใช่นั้นเพราะ…บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนพวกนี้”บิดาเอ่ยเรื่องนี้ไม่แปลก จะมีใครที่ไหนในโลกที่มีความคิดริเริ่มผุดออกมาไม่หยุดหย่อนเหมือนผมกัน
ดูกันง่ายๆแค่วิธีทำเงินลูกชายคนนี้ ก็มีหลายสิบวิธีแต่ละวิธี ต้องใช้กำลังคนทั้งนั้นเอาเข้าจริง 50 คนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอกับงานที่เขาคิดออกมา
“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้กำลังคนเป็นหลักทั้งนั้น เหตุใดเราต้องทิ้งคนเหล่านี้ให้ว่างงานและเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายด้วยล่ะ
สำหรับข้าไม่ว่าจะเป็นไม้ ถ่าน หิน ดิน สัตว์ป่า ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพย์ยากรที่ได้มาฟรี คนพวกนี้ก็เป็นทรัพยากรที่ได้มาฟรีเช่นกันมีแล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ น่าเสียดายออก”
“ทรัพยากรหรือ...”บิดาทวนคำศัพท์แปลกๆที่ได้ยินเป็นครั้งแรก เขาไม่คุ้นเคยกับคำ ๆ นี้นัก แต่ก็พอเดาได้ว่าทรัพยากรคืออะไร
“ใช่ขอรับ..คนก็เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่จำเป็นมากและที่สำคัญคือในโลกนี้เรามีทรัพยากรมนุษย์ ให้เลือกใช้ฟรีๆอีกมาก ท่านว่าไหม”ผมพูดกระซิบ ก่อนจะยิ้มตาหยี่มันคงไม่ดีนักหากพูดคำนี้ออกไปให้คนอื่นได้ยิน
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆดูผู้คนที่กำลังหัวเราะเฮฮากัน ตามประสา ส่วนความคิดในหัวของผมนั้นจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้
บิดาจ้องหน้าผมอยู่นานโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง และชื่นชมไปพร้อมๆ กัน
เป็นความจริงที่มีขอทานหรือคนเร่ร่อนอยู่มากมายแต่จะมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของคนเหล่านี้ ช่างน้อยนัก วิสัยทัศน์และแนวความคิดของลูกชายคนนี้ไปไกลกว่าตัวเขานัก
ที่ซานหู่ไม่รู้คือวิสัยทัศน์ของผมไปไกลกว่าที่เขาคิดมากเราต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆเพียงลมพัดผ่านทุกคนก็จัดการอาหารเช้าเสร็จสิ้น
“ท่านพ่อข้าว่าพวกเราทำตัวเด่นเกินไปหรือไม่ขอรับ”ผมถามขึ้นอีก เมื่อเขาฉุกคิดบางอย่างที่สำคัญขึ้นได้
“เด่น!ลูกคิดแบบนั้นหรือ”บิดาทวนคำก่อนเขากวาดสายตาไปรอบๆการก่อนสร้าง กองวัตถุดิบ สิ่งของต่างๆ มากมายกองอยู่ ในลานโล่ง ยังมีนั่งร้านไม้ไผ่แปลกๆพวกนั้นอีกมันไม่ใช่แค่เด่น แต่เด่นมากต่างหาก
“ใช่เจ้าพูดถูก”บิดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจตกใจที่ตนลืมคิดเรื่องนี้ไปสนิท
“โบราณว่าทำตัวเด่นจะเป็นภัย...เราควรปิดบังสิ่งเหล่านี้จากสายตาคนอื่นสักหน่อยท่านว่าไหมขอรับ”ผมหันไปจ้องหน้าบิดา เราสองคนประสานสายตากัน
“จริงเจ้ามีความคิดอะไรดีๆหรือไม่”บิดาถามขึ้น
“มีขอรับเราต้องสร้างรั้วกั้น รอบพื้นที่ทั้งหมดเพื่อบังสายตาของทุกคน
“รั้ว!!มันจะไม่เด่นเพราะรั้วหรือ”
“เราก็ทำให้รั้วกลมกลืนไปกับป่าแถวนี้ก็ได้ขอรับ”
“ยังไง”
“เราทำรั้วง่ายๆด้วยไม้ไผ่ทำรัวเสร็จเราก็ย้ายต้นไผ่มาปลูกบังรั้วไว้อีกทีเป็นไงขอรับ”
“แบบนั้นก็ไม่เลว”บิดายิ้มขึ้น
“เราไม่ต้องรีบมากเริ่มจากทำรั่วฝั่งทิศเหนือที่ติดกับถนนก่อน จากนั้นทำด้านทิศตะวันออกทิศที่มองเห็นตัวเมือง
เสร็จแล้วค่อยทำด้านอื่นๆทีหลังที่สำคัญงานสร้างกำแพงต้องไม่กระทบกับงานอื่นแผนของเราจะล่าช้าไม่ได้”
“ได้เอาตามที่เจ้าว่ากำแพงไม้ไผ่สร้างง่ายใช้เวลาไม่มากหรอก”
“ท่านเห็นนั่งร้านนั้นไหมขอรับทำแบบนั้นมันจะแข็งแรงกว่าปกติ เราจะทำสูงแต่ไหนก็ได้”