พิธีปอบสังเวยมนุษย์
ในตำนานพื้นบ้านอีสาน-ลาว-ล้านนา มีความเชื่อเล่าขานกันว่า ปอบบางตน โดยเฉพาะปอบสายสืบทอด หรือที่เรียกว่า ‘ปอบครู’ หรือ ‘ปอบก้อม’ จำเป็นต้องประกอบพิธีเซ่นสรวงด้วย ชีวิตมนุษย์ เพื่อยืดอายุอาคมและพลังของตน
ลานหมู่บ้านชนบทที่เคยเป็นเพียงพื้นที่เรียบง่าย รายล้อมด้วยผืนดินอุดมสมบูรณ์และเงาไม้สูงตระหง่าน บัดนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพิธีกรรมมืดมิด ผู้คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันเต็มลานกว้าง ชายหญิงทุกวัยแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างประณีต ใบหน้าปะพรมด้วยแป้งหอมที่อบร่ำมาจากครัวเรือน ชวนให้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและการเตรียมการที่มิใช่ธรรมดา หากแต่เพื่อการบูชาครั้งสำคัญที่ทุกคนเฝ้ารอ
เสียงพิณ เสียงกลอง และเสียงแคนดังคลอเคล้ากันอย่างไม่ขาดสาย ท่วงทำนองที่ควรจะเป็นเพียงเสียงดนตรีพื้นบ้านกลับขับกล่อมด้วยความกดดันประหลาด ราวกับเป็นสัญญาณเรียกขานวิญญาณลี้ลับจากห้วงกาลเวลา ลมหนาวที่พัดโบกซัดพาเอากลิ่นควันไฟและกลิ่นธูปกำจายไปทั่ว แสงเปลวเพลิงที่ถูกก่อขึ้นหลายกองสะบัดวูบไหว เงาร่างของผู้คนโยกคลอนบนพื้นดินดุจเงาผีหลอกหลอน
ท่ามกลางบรรยากาศนั้น พานบายศรีสูงตระหง่านถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตร บนแคร่ไม้กลางลาน ล้อมด้วยสายสิญจน์ศักดิ์สิทธิ์ที่ขึงตึงแน่นราวกรอบเขตต้องห้าม เบื้องหน้าพานนั้น มีร่างชายชราผู้ทรงอาคมอันเป็นที่นับถือที่สุดของหมู่บ้าน ‘อาจารย์สุเทพ’ ใบหน้าอันขรึมขลังถูกแต้มด้วยแสงไฟไหว สายตาคมกริบจับจ้องไปยังเบื้องหน้า เสียงสวดมนต์โบราณที่ท่านเปล่งออกมาเป็นท่วงทำนองทุ้มต่ำ สะกดทุกจิตใจให้แนบแน่นไปกับพิธี
กลางลานพิธี ท่อนไม้ใหญ่ถูกตั้งตระหง่านอยู่ภายในวงสายสิญจน์ บนพื้นดินเบื้องหน้านั้นเองที่ปรากฏร่างของนักศึกษาเด็กหนุ่มสาวหลายคน ถูกมัดมือไขว้หลังด้วยเชือกเหนียวแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น เสียงสะอื้นขาดห้วงประสานกับเสียงดนตรีที่ยังดำเนินไม่หยุดยั้ง ยิ่งขับเน้นให้ความสิ้นหวังของพวกเขาหนักหน่วงยิ่งขึ้น
เหล่าชาวบ้านค่อย ๆ เดินวนรอบสายสิญจน์ ถือธูปและเทียนไว้ในมือ ก้าวย่างเป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงกลอง เสียงพิณ ราวกับทุกฝีเท้ากำลังเร่งเร้าเรียกพลังมืดให้มาปรากฏ เสียงสวด เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่หลุดรอดจากปากผู้คนบางส่วน คล้ายมิใช่เสียงของมนุษย์ หากแต่เป็นเสียงที่ถูกชักใยจากบางสิ่งเหนือธรรมชาติ
ยามราตรีครั้งนี้…มิได้เป็นเพียงค่ำคืนธรรมดาอีกต่อไป หากแต่เป็นคืนที่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน กำลังสังเวยชีวิตมนุษย์แด่ความมืดดำของ “กาฬภพ”