ตอนที่ 49 เพียงถือโอกาสลงมือไปด้วยเท่านั้น สิ่งมีชีวิตในเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล
หลินเทียนได้สิ้นชีพไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงร่างเปล่าเท่านั้น
สำหรับกู้ฉางเกอในตอนนี้ การจัดการกับผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตนั้นก็นับว่ามีอยู่หลายวิธี วิธีแรกซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการสังหารโดยตรง แต่ผลตอบแทนนั้นค่อนข้างจำกัด เพราะจะได้รับเพียงแต้มชะตาสวรรค์เพียงบางส่วนเท่านั้น และไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปิดใช้งานกฎแห่งฟ้าสำหรับการล้างแต้มวาสนาให้เป็นศูนย์ เพื่อให้ได้รับรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ได้
นอกจากนี้หากโอกาสหรือโชคลาภของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตยังมิได้ถูกเปิดเผย เขาก็ยากที่จะแย่งชิงมาเป็นของตนเองได้
อีกวิธีการหนึ่งคือการข่มขวัญผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่เขาเลือกใช้ในตอนนี้ วิธีการนี้มิเพียงแต่จะได้รับค่าชะตาสวรรค์เท่านั้น แต่ยังสามารถถือโอกาสช่วงชิงโชคลาภวาสนาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้อีกด้วย
และเมื่อใดที่แต้มวาสนาถูกลบล้างจนเป็นศูนย์แล้ว เขาก็จะสามารถสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเพื่อรับรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ได้
ถึงแม้ว่าวิธีการนี้จะยุ่งยากกว่าวิธีการแรก แต่ผลตอบแทนกลับมหาศาลนัก
กู้ฉางเกอตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเลือกใช้แนวทางไหน
จากนั้นเขาก็เดินออกจากคุกใต้ดินด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับเรียกหน้าต่างสถานะของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้นจนแปรเปลี่ยนไปราวกลับพลิกสวรรค์ฟื้นปฐพี
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นกลาง
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตาสวรรค์: 4,500
ค่าวาสนา: 450 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *2 การ์ดปล้นวาสนา *3 การ์ดคำนวณรางวัลโบนัส *1
“การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ก็ถือว่าได้กำไรมาไม่น้อยเลยทีเดียว”
กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
“ตอนนี้ข้าก็มีแต้มชะตาสวรรค์ถึง 4,500 แต้มแล้ว ซึ่งนับว่าก็สามารถลงมือทำอะไรได้อีกมากมาย อีกทั้งทวนมารทลายสวรรค์ก็ใกล้จะปรากฏขึ้นแล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องไปจัดการสะสางเรื่องของเย่เฉินให้เรียบร้อยเสียที เพราะเขามิมีคุณค่าให้ใช้ประโยชน์อันใดอีกต่อไปแล้ว...”
“ส่วนเรื่องราวในแดนสวรรค์เบื้องบน ข้าก็ควรจะเริ่มเตรียมการไว้บ้าง...มิเช่นนั้นเมื่อกลับไป สถานการณ์ก็คงจะยุ่งยากมิน้อย”
กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเริ่มครุ่นคิดถึงแผนสำหรับจัดการกับปัญหาในแดนสวรรค์เบื้องบน
ตามที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเขาจะมีตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงคอยหนุนหลัง อีกทั้งยังได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักอมตะนิรันดร์ แต่สถานการณ์ในแดนสวรรค์ของเขากลับมิค่อยสู้ดีนัก
เพราะแต่เดิม วัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ตั้งแต่แรกของเขานั้นก็นับว่ามิได้บริสุทธิ์ใจนัก
สาเหตุที่เขายังคงเป็นศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ แต่มิสามารถเลื่อนเป็นศิษย์ทายาทของสำนักได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีความเกี่ยวข้องกับอีกสถานะหนึ่งของเขาเอง
ผู้อาวุโสระดับสูงในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์หลายคนยังคงมีท่าทีระแวงและมิไว้วางใจเขา
ดังนั้นเขาต้องวางแผนหาทางสร้างความมั่นคงให้กับสถานะของตนเองหลังจากกลับไปยังแดนสวรรค์
มิเช่นนั้น ก่อนที่เขาจะเล่นงานผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้สำเร็จ เขาก็อาจจะโดนจัดการจนสิ้นชีพไปเสียก่อนได้
ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นหนึ่งในสำนักอมตะนิรันดร์ที่เป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนสวรรค์ ที่สืบทอดคงอยู่มายาวนานในสายธารแห่งกาลเวลา พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของสำนักก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะกล่าวบรรยายได้
ตระกูลโบราณรวมถึงราชวงศ์เซียนทั้งหลายต่างก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อส่งศิษย์และลูกหลานของตนเข้าร่วมในสำนัก เพื่อหวังแสวงหาโอกาสอันล้ำค่า
แม้กู้ฉางเกอจะมีตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงคอยสนับสนุน แต่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสำนักอมตะนิรันดร์นั้นก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมาก
และแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาต้องจัดการเมื่อกลับไปยังแดนสวรรค์
ตอนนี้เขาเลือกที่จะไม่คิดถึงมันชั่วคราว
“คุณชายกู้...”
ภายนอกคุกใต้ดิน หลินชิวหานที่ยังคงรอเขาอยู่ก็เอ่ยเรียกนามเขาเสียงเบาเมื่อเห็นเขาเดินออกมา
ดวงตาของนางยังคงแดงก่ำ มิอาจสลัดความโศกเศร้าออกไปได้
“ไม่เป็นไรแล้ว ข้าจัดการเรื่องของหลินเทียนให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว วิญญาณที่ครอบครองร่างเขาอยู่ก็ถูกข้ากำจัดไปแล้วเช่นกัน” กู้ฉางเกอยิ้มบางพร้อมกล่าวปลอบโยน
“ขอบคุณคุณชายกู้มากนัก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ยังต้องรบกวนท่านอีก” หลินชิวหานกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไร เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” กู้ฉางเกอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ยังคงรอยยิ้มไว้มิเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าหลินชิวหานจะต้องการสังหารหลินเทียนด้วยมือของนางเอง แต่กู้ฉางเกอก็จะมิมีทางยอมปล่อยให้นางลงมือได้
หากมิใช่เป็นเขาที่ลงมือเอง แล้วจะได้รับรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์ได้อย่างไร
อีกทั้งเขายังถือโอกาสนี้สร้างความประทับใจให้หลินชิวหาน เพื่อทำให้นางซื่อสัตย์ภักดีและพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเขาในอนาคตได้ เช่นนี้กู้ฉางเกอจะยอมพลาดโอกาสในครั้งนี้ไปได้อย่างไร
“รีบให้คนไปจัดการฝังร่างของน้องชายเจ้าให้เรียบร้อยเสียเถิด ร่างของเขาถูกยึดครองมานานขนาดนั้น วิญญาณของเขาอาจจะยังมิสลายหายไปหมด ยังมีโอกาสกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้งได้...” จากนั้นกู้ฉางเกอก็เอ่ยพร้อมยิ้มบาง
ที่จริงแล้วตั้งแต่ตอนที่ถูกยึดครองร่าง วิญญาณของหลินเทียนก็ถูกหลอมรวมไปพร้อมกับเศษเสี้ยววิญญาณของจอมราชันเทพสังหาร มิเช่นนั้นก็คงมิเกิดเรื่องราวอย่างจิตยึดติดที่ยังหลงเหลือความอาฆาตแค้นอยู่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อครู่วิญญาณของหลินเทียนก็ถูกกู้ฉางเกอกลืนกินไปพร้อมกันด้วย
เรื่องการเวียนว่ายกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ย่อมเป็นเพียงคำพูดปลอบใจเท่านั้น
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาย่อมต้องแสดงท่าทีเพื่อปลอบโยนหลินชิวหานเสียก่อน
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะรีบสั่งให้คนไปจัดการฝังร่างของน้องข้าทันที...” หลินชิวหานมิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะห่วงคิดถึงเรื่องนี้แทนนาง ความรู้สึกซาบซึ้งจึงเอ่อล้นขึ้นในใจ ก่อนจะรีบไปจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยทันที
เมื่อมองเห็นแผ่นหลังของนางเดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอก็จางหายไป และมิได้เอ่ยกล่าวอันใดอีก
หญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้รับมือได้ง่ายดายนัก เพียงแค่เขามีรูปลักษณ์ภายนอกที่หล่อเหลา พูดจาสุภาพ และมีท่าทีอบอุ่นอีกเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ กู้ฉางเกอมิได้รีบร้อนอะไรนัก เขาเริ่มใช้ค่าชะตาสวรรค์ 3,000 แต้มเพื่อเพิ่มระดับพลังการบำเพ็ญไปยังขั้นปลายของระดับเจ้าครองแคว้น
เพราะแม้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเลื่อนขั้นเพียงเล็กน้อย
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญผู้เยาว์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว การพัฒนานี้คือการยกระดับพลังการต่อสู้อย่างมหาศาล ต่างจากแต่เดิมก่อนหน้าอย่างมิอาจเทียบเคียงกันได้โดยสิ้นเชิง
แม้ว่ากู้ฉางเกอจะมิค่อยได้ลงมือเอง แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเขาจะมีพลังการต่อสู้ที่อ่อนด้อย เพียงแต่เขามิจำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง เพราะเพียงแค่ใช้แรงกดดันจากพลังของเขาก็เพียงพอที่จะสามารถสะกดข่มขวัญทุกคนได้แล้ว
หากต้องลงมือต่อสู้จริง แม้แต่ผู้ที่มีพลังระดับจอมราชัน เขาก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าการทะลวงพลังขึ้นไปอีกขั้น แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่ก้าวเล็กๆ แต่ราคาที่ต้องใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มานั้นก็นับว่ามิน้อยเลยทีเดียว
กู้ฉางเกอคาดการณ์ว่า หากเขาต้องการเลื่อนระดับเป็นเจ้าครองแคว้นขั้นปลาย ก็คงจะต้องใช้แต้มชะตาสวรรค์อย่างน้อย 5,000 แต้ม
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคิดว่ามันคุ้มค่า
ตอนนี้ความคืบหน้าของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ของเขาก็ใกล้จะถึงขั้นที่แปดแล้ว
ตามความทรงจำของเขา ศิษย์เอกคนอื่นๆ ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็ยังมิมีผู้ใดก้าวมาถึงขั้นนี้ได้
แม้ว่าเขาจะมิรู้ว่าในช่วงเวลานี้พวกเขามีความก้าวหน้าหรือได้รับโอกาสอันใดบ้างหรือไม่
แต่สำหรับกู้ฉางเกอที่ลงมายังโลกเบื้องล่างล่วงเลยมาเกือบครึ่งปีแล้ว
เขาก็มองว่าความก้าวหน้าของตนเองนั้นก็นับว่ารวดเร็วมากแล้ว
…
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามวันก็จะถึงงานประลองวิถีแห่งมรรคาของเหล่ายอดอัจฉริยะแห่งดินแดนจงโจวแล้ว
บรรยากาศในเมืองนครโบราณชงเยวี่ยเริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ บนท้องถนนต่างคราคร่ำไปด้วยเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสิ่งมีชีวิตจากหลากหลายเชื้อสาย เสียงอึกทึกครึกโครมดังจอแจไปทั่ว
หลังจากเหตุการณ์การล่มสลายของสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลว เหล่าขุมอำนาจต่างก็ยิ่งเพิ่มความเคารพเกรงกลัวต่อบุรุษหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่จากแดนสวรรค์มากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็คิดเช่นเดียวกันว่า
หากสามารถประจบประแจงบุรุษหนุ่มผู้นั้นได้ อำนาจและความมั่งคั่งก็ย่อมตกมาอยู่ในกำมือของพวกเขาได้อย่างง่ายดายแล้วมิใช่หรือ
ดังเช่นตระกูลหลินในตอนนี้ ท่าทีเย่อหยิ่งจนแทบจะลอยทะลุนภา มิว่าจะปรากฏตัวที่ใดก็มิมีผู้ใดคิดริอาจจะกล้าต่อกร อีกทั้งยังต้องรีบเข้าหาประจบประแจงเสียด้วยซ้ำ
ในโลกที่ยึดถืออำนาจเป็นหลัก ผู้แข็งแกร่งก็ย่อมได้ครอบครองทุกสิ่ง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เหล่าขุมอำนาจจำนวนมากต่างพยายามวางแผนเอาอกเอาใจเพื่อหาทางสร้างความสัมพันธ์กับบุรุษหนุ่มผู้มาจากแดนสวรรค์เบื้องบนผู้นั้น
ณ เวลานี้ ในนครโบราณชงเยวี่ย
ภายในศาลเทพอันลึกลับที่แวดล้อมด้วยหมอกวิญญาณพร่างพราว มีเหล่าสิ่งมีชีวิตหนุ่มสาวหลากรูปลักษณ์กำลังสนทนากัน
บ้างมีปีกคู่งอกอยู่กลางหลัง บ้างมีเกล็ดสีม่วงประดับหน้าผาก บ้างมีรูปโฉมงดงามดั่งเทพเจ้า อีกทั้งก็ยังมีบางตนที่มีเปลวเพลิงลุกโชนลามเลียพันอยู่รอบแขน
แต่ละตนล้วนเปล่งประกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์แผ่รัศมีเทพ พลังปราณแข็งแกร่งจนแม้แต่ผู้สืบทอดจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในดินแดนจงโจวก็ยังมิอาจจะเทียบเคียงได้
กระทั่งพวกเขาก็ยังมิมีคุณสมบัติมากพอที่จะนำมาเทียบเคียงอยู่ในระดับเดียวกันได้ด้วยซ้ำ
แม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในเหล่าสิ่งมีชีวิตนี้ก็ยังมีพลังบำเพ็ญเพียรถึงระดับขั้นมหาปราชญ์ ซึ่งเพียงพอที่จะข่มขวัญผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นอาวุโสบางคนได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น ในบริเวณโดยรอบสิ่งมีชีวิตอายุน้อยเหล่านั้นก็ยังมีเหล่าผู้ติดตามและคนรับใช้ที่แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวยืนคุ้มกันอยู่
และหากมีผู้บำเพ็ญเพียรผู้ใดบังเอิญมาเห็นภาพนี้เข้า พวกเขาก็คงมิอาจห้ามความตื่นตระหนก และดวงตาเบิกโพลงไปด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่
เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล!
สิ่งมีชีวิตอายุน้อยเหล่านี้ล้วนมาจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล ภูมิหลังของพวกเขานั้นลึกลับและน่าสะพรึงกลัวจนมิอาจจะจินตนาการได้อย่างยิ่ง
ขณะนี้พวกเขากำลังสนทนากันอยู่
“คาดมิถึงเลยว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวจะถูกทำลายลงไป ชายหนุ่มที่มาจากแดนสวรรค์เบื้องบนผู้นั้นมีภูมิหลังอันใดกันแน่...”
สิ่งมีชีวิตอายุน้อยที่มีปีกสองข้างกลางหลังกล่าวพลางส่ายหน้าด้วยท่าทางเสียดาย
แต่แน่นอนว่าความเสียดายนั้นเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น
แท้จริงแล้วเขาก็มิต่างจากผู้อื่นที่มองสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวด้วยความดูแคลน และมิได้สนใจชะตากรรมของที่แห่งนั้นเลยแม้แต่น้อย
“แต่มิว่าเขาจะมีภูมิหลังอันใด ข้าก็จะทำให้เขาต้องชดใช้อย่างสาสมให้ได้” หญิงสาวรูปงามที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหารอันเย็นเยียบ กล่าวเสียงเย็นพลางวางมือลงบนดาบสีขาวดุจหิมะตรงหน้า