บทที่ 52 หนึ่งต้านสามพัน!2
ชายร่างท้วมเห็นดังนั้นก็สะดุ้งเล็กน้อยความโกรธทวีมากขึ้น “เจ้าจะขัดขัดขืนอย่างนั้นหรือ”
เย่ฉวนยืนกำหมัดแน่น “กองทหารจากแคว้นถังเข้ามาปล้นสะดมและข่มขืนชาวเมืองเพราะความละเลยของเจ้า เวลานี้ข้าจัดการพวกมันจนสิ้นซากหมดแล้วแต่เจ้ากลับตามมาจับข้า ทำไม? หรือว่าเจ้าเป็นคนของแคว้นถัง?”
ชายร่างอ้วนโมโหเดือดดาล “เจ้าฆ่าพวกมันแล้วรู้หรือไม่ว่าผลที่ตามมาคืออะไร? ไม่ไกลจากนี่ มันเป็นที่ตั้งกองทหารม้าเสื้อเกราะดำ เวลานี้เจ้าฆ่าพวกมันตายจนหมดเกลี้ยง เจ้าทำให้พวกนั้นหาข้ออ้างส่งกองกำลังทหารเข้ามาประชิดชายแดน ทีนี้ละก็ ผู้คนจะได้ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก เจ้ารู้หรือไม่?”
“งั้นก็แสดงว่าเจ้ากลัวตายซินะ?” เย่ฉวนตอกกลับอย่างเย้ยหยัน
ชายร่างท้วมหน้าบิดเบี้ยวเหยเก “เลิกพูดจาเหลวไหล ที่นี่เป็นเมืองหน้าด่านและข้าเป็นคนสั่งการ เจ้า...”
โดยไม่ได้สนใจเจ้านั่นต่อไป เย่ฉวนหันมาทางหญิงสาวและพูดว่า “จัดการมัน!”
หญิงสาวจ้องหน้าเย่ฉวน ก่อนหันหลังกลับเดินตรงไปยังทหารเกราะดำที่นอนพับบนพื้นดิน
ทันทีที่เห็นเช่นนั้น สีหน้าของชายร่างอ้วนพลันเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาร้องสั่งทหารอย่างกราดเกรี้ยว “จับตัวพวกมันมาให้ข้า!”
ในเวลานั้นเองที่เย่ฉวนคว้าหมับเข้าที่คอหอยชายร่างท้วมพร้อมกับทหารที่จะเข้ามาจับตน การกระทำดังกล่าวทำให้ทั้งสองหยุดชะงักไปทันที พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน
เย่ฉวนถลึงตามองแทบไม่กะพริบก่อนจะพูดออกมา “ข้ารังเกียจคนเช่นเจ้า ดีแต่สั่งให้คนของเจ้าลงมือ แต่ตัวเองกลับอ่อนปวกเปียกเป็นแค่สุนัขรับใช้พวกศัตรู ถ้าขืนพูดไร้สาระอีกข้าจะตัดหัวเจ้าเสีย!”
“เจ้า!”
ชายอ้วนมองเย่ฉวนด้วยความหวาดหวั่นฉายชัดในแววตา เขาไม่กล้าเอ่ยพูดอะไรได้อีก
“อ๊าก!”
ขณะนั้นเองมีเสียงร้องดังออกมาจากข้างหลัง
เมื่อหันไปเห็นที่มาของเสียง จึงพบว่าหญิงสาวได้ใช้มีดปาดเข้าที่ลำคอของทหารม้าเกราะดำไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงหยาดโลหิตที่สาดกระเซ็นอยู่บนใบหน้าของนาง!”
หลังจากจัดการทหารเสื้อเกราะจนสิ้นลมหายใจ นางจึงปล่อยมีดหล่นจากมือ ก่อนจะทิ้งกายอ่อนยวบพิงกับกำแพงด้วยสายตาเหม่อมองไร้จุดหมายยากจะหยั่งรู้ถึงความคิด
“เจ้า เจ้าก่อปัญหาใหญ่ขึ้นแล้ว!”
คนร่างท้วมชี้หน้าเย่ฉวน ตัวมันสั่นเทิ้มไม่หยุด
แทนที่เย่ฉวนจะสนใจ เขากลับเดินไปหานางโดยไม่พูดไม่จา ก่อนจะหยิบเหรียญทองจำนวนหนึ่งยัดใส่มือ “เอาไว้ใช้ชีวิตให้สุขสบาย!”
ว่าแล้วหันหลังเดินจากไป
หญิงสาวนางนั้นมองตามหลังของชายหนุ่ม ท่าทางของนางดูตกใจไม่น้อย
ทันใดนั้นทุกคนได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่มุ่งมาจากทางด้านนอกเมือง แต่ครั้งนี้หาใช่ฝีเท้าม้าเพียงไม่กี่ตัวไม่ ทว่ามันกลับเป็นเสียงฝีเท้าของม้าจำนวนนับไม่ถ้วน!
เมื่อภาพเริ่มปรากฏชัดขึ้น มันก็เอาทำเอาชาวเมืองโดยรอบเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เสี่ยวหลานมาพร้อมผู้ติดตาม
ชายอ้วนที่หันมองไปตามต้นเสียงเองก็ถึงกับหน้าถอดสีเช่นกัน “จบสิ้น จบสิ้นแล้ว พวกทหารม้าเสื้อเกราะดำมากันแล้ว พวกมันมาแล้ว...”
ด้วยความโมโห เขาหันไปชี้หน้าเย่ฉวนอย่างโกรธจัด “ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เพราะเจ้า การที่พวกชาวเมืองจะตายกันหมดก็เป็นเพราะเจ้า!”
ชาวเมืองที่รายล้อมโดยรอบเมื่อได้ยิน สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนไป ชาวเมืองบางคนถึงกับหันมาจ้องมองเย่ฉวนด้วยความเกลียดชัง พวกเขาพากันกล่าวโทษชายหนุ่มที่แส่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นจนทำให้คนโดยรอบต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย!
ตอนนั้นเองที่เสียงของสตรีลึกลับจะดังก้องขึ้นในหัวของเย่ฉวน “เจ้าเป็นพวกรักความเป็นธรรม แต่พวกเขากลับตอบแทนเจ้าเช่นนี้ เจ้ารู้สึกเช่นไร”
เย่ฉวนกระซิบตอบ “ข้าทำไปด้วยความจริงใจหาใช่เสแสร้ง! ทำไม่พวกเขาถึงกล่าวหาข้าเช่นนี้ สิ่งที่ทำลงไปเพื่อพวกเขาทั้งสิ้น”
เสียงของสตรีลึกลับเงียบไป
เย่ฉวนเดินตรงไปยังประตูเมืองอย่างช้า ๆ ในเวลานั้นเย่หลิงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็ได้ร้องเรียก "พี่ชาย!"
ชายหนุ่มตัวสั่นน้อย ๆ เขาหันมามองหน้าน้องสาว ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วพูดว่า "เจ้าไม่ต้องห่วง อย่าลืมสั่งบะหมี่เผื่อให้สักชามนะ อีกเดี๋ยวจะกลับมากิน"
สั่งเสร็จก็หันหลังกลับ มุ่งหน้าเดินเข้าหาประตูเมือง
เย่หลิงได้แต่มองตามหลังพี่ชายของนางพร้อมด้วยน้ำตาไหลพราก
เย่ฉวนเดินข้ามประตูเมือง ทันทีที่ก้าวออกไป เขาก็ต้องหยุดกะทันหันเมื่อเห็นว่ามีผู้เดินตามมาติด ๆ หญิงสาวผู้นั้นได้แอบตามเขาออกมาอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่ชายหนุ่มเดินพ้นออกมา ประตูเมืองก็กระแทกปิดให้หลัง
ภายนอกประตูเมือง ตรงข้ามกับจุดที่คนทั้งคู่ยืน มันได้มีกองทหารม้าเสื้อเกราะดำนับพันตั้งขบวนรอท่าไว้ก่อนแล้ว!
ฉับพลัน! กองพันทหารม้าเกราะดำนับพันก็พากันดาหน้าเข้ามาเป็นแผงราวกับฉากในโรงละครขนาดใหญ่ แม้แต่เย่ฉวนเองเมื่อเห็นภาพนั้นยังต้องตกตะลึง
ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะทหารได้ทั้งหมด!
ไม่มีทางจริง ๆ!
อย่าว่าแต่เย่ฉวนเลย แม้แต่อันหลานซิ่วผู้สำเร็จยุทธ์ขั้นทะยานสวรรค์ก็คงไม่อาจต้านทานแรงปะทะของกองทหารม้านับพันที่จู่โจมเข้ามาพร้อมกันได้
แต่ถึงแม้จะทำลายทหารทั้งกองพันไม่สำเร็จ เขาก็จะสู้ไม่ถอย!
เย่ฉวนตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาจึงต้องสู้ รู้เพียงว่าเขาอยากสู้
"ข้าชื่ออายู่" หญิงสาวข้างหลังร้องบอกมา
"ส่วนข้า เย่ฉวน" ชายหนุ่มพยักหน้าบอก
นางหันมามองเขาเต็มสองตา "เย่ฉวน...ข้าจำได้แล้ว ข้าจะจดจำชื่อของเจ้าเอาไว้ ไม่ว่าจะชาตินี้ ชาติหน้า หรือว่าชาติไหน!"
ทว่าเย่ฉวนไม่ได้ยินเสียงของนาง ด้วยตอนนี้เขากำลังเดินเข้าหากองทหารที่กำลังแค้นเคือง
ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงพลังของกระบี่หลิงเซี่ยวที่กำลังปะทุเดือดในกาย
กลัวความตายหรือไม่?
จริงอยู่ที่เย่ฉวนเกรงกลัวความตาย ทว่าในบางครั้งเขาก็ยอมทำบางอย่างแม้รู้ว่าอาจจะต้องตายก็ตาม
ชายหนุ่มไม่เคยล่วงรู้เรื่องราวระหว่างแคว้น แต่เขารู้ดีว่าตนเป็นคนแคว้นเจียง
แม้แคว้นนี้จะมีข้อด้อยมากมาย ทว่ามันก็เป็นแคว้นที่เขาอยู่อาศัย ยังไงเสียชายหนุ่มก็คือคนของแคว้นเจียง ไม่ว่ามันจะเป็นแคว้นที่มีข้อด้อยหรือไม่ก็ตาม ที่นี่ยังคงเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขาอยู่ดี
ถึงแม้แผ่นดินแม่ของเขาจะลำบากยากเข็ญ แต่เขาก็จะไม่มีวันยอมให้ศัตรูต่างถิ่นมาดูแคลนได้เป็นอันขาด
สู้ตาย!
การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่เพื่อน้องสาว หรือเพื่อตนเอง!
เย่ฉวนเคลื่อนที่เร็วขึ้น สายตาจับจ้องไปที่กองทหารม้าเสื้อเกราะดำด้วยแววตาที่ปราศจากความหวาดกลัว มันเป็นนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความแน่วแน่ และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ !
"ฮ่ะฮ่า..."
เย่ฉวนแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "เข้ามาเลย!"
ฉับพลัน! เสียงของเขาก็พลันขาดหาย ร่างทั้งร่างจะสั่นเทิ้มชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะมีพลังบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากกาย
"นี่มันบ้าอะไรกัน!"
ในโลกแห่งหอคอยเรือนจำ เสียงแสดงถึงความประหลาดใจของสตรีลึกลับพลันดังขึ้น "จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้? เขากำลังจะทำอะไร? ผู้ฝึกกระบี่ที่ยังไม่เข้าใจเคล็ดวิชาเพลงกระบี่ ทว่ากลับเข้าใจเคล็ดวิชาต่อสู้แทน นี่ข้ากำลังสั่งสอนผู้ฝึกกระบี่จอมหลอกลวงหรือไงกัน?"
เคล็ดวิชาต่อสู้!