“โอ๊ย กลุ้มๆๆ”
ชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงโปร่งวัยยี่สิบแปดปีบ่นออกมาดังๆขณะเดินพล่านไปทั่วห้องนั่งเล่นของครอบครัวซึ่งอยู่บนชั้นสองของบ้านอย่างแสดงว่ากำลังรู้สึกตามที่บ่นออกมานั้นจริงๆ
“จะกลุ้มอะไรนักหนาว่ะ มีอะไรที่ต้องกลุ้มขนาดนั้น”
เสียงห้าวๆที่มีอำนาจแฝงอยู่ในพลังน้ำเสียงดังขึ้นที่หน้าประตู ทำให้คนที่บ่นเอะอะอยู่คนเดียวในตอนแรกต้องหันขวับไปมอง
“ผู้พันจ๋า”
ธีรชัยอุทานออกมาอย่างยินดีเมื่อเห็นเ้าของร่างสูงสง่ากำยำ บึกบึน องอาจและผึ่งผายของชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มที่มีทรงผมค่อนข้างสั้นเกรียนนั้นเดินเข้ามา
“เออ ฉันเอง ว่าแต่แกเถอะกลุ้มใจอะไรนักหนาถึงได้เดินพล่านเป็หมาติดจั่นทีเดียว”
“โธ่ พี่จ๋า เขาว่าเสือติดจั่นต่างหาก ไม่ใช่หมา”
หนุ่มผู้เป็น้องรีบกล่าวแก้เมื่อได้ยินพี่ชายพูดผิดแบบลดศักดิ์ศรีกันไปจากหน้ามือเป็หลังมืออย่างนั้น
“เออ ขอโทษ ก็บังเอิญฉันมองแกแล้วมันไม่นึกถึงเสือเลยนี่หว่า”
นายทหารหนุ่มยศพันตรีกล่าวกลั้วหัวเราะ เขาเป็พี่ชายแท้ๆของธีรชัยและมีอาชีพรับราชการทหาร ประจำการอยู่ที่ต่างจังหวัด นานๆจะกลับมาบ้านสักครั้ง
“แหม พี่จ๋าน่ะ”
ธีรชัยเรียกพี่ชายที่มีชื่อเล่นแสนหวานผิดจากรูปร่างหน้าตาและลักษณะนิสัยใจคอไปคนละทิศละทางนั้นเสียงอ่อนใจก่อนที่จะย้อนถาม “แล้วนี่พี่จะมาอยู่บ้านกี่วัน”
“ฉันลาหยุดได้ยี่สิบวัน”
นายทหารหนุ่มผู้เป็พี่ตอบขณะเข้าไปนั่งลงบนโซฟาตัวหนานุ่มด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย
“โอ้โฮ”
ธีรชัยอุทาน เพราะไม่บ่อยเลยที่พี่ชายของเขาจะลาหยุดยาวๆอย่างนี้ เพราะปกติเขาบ้างานจนพ่อกับแม่น้อยใจเลยทีเดียวที่ลูกชายคนโตไม่เคยมีเวลาให้
“ทำไมแกต้องเสียงดังอย่างนั้นว่ะ”
“ดีใจแทนแม่กับพ่อไงครับ เห็นท่านบ่นๆอยู่เหมือนกัน ว่าไม่เห็นพี่กลับบ้านนานแล้ว”
“อืม แล้ววันนี้แกไม่ได้ไปทำงานหรือไง”
รัชพงษ์พยักหน้ารับรู้ก่อนย้อน ถามน้องชายที่เรียนจบปริญญาโทและปัจจุบันทำงานเป็ผู้จัดการของบริษัทแห่งหนึ่งอยู่
“นี่มันวันอาทิตย์นะครับ พี่จ๋าจะให้ผมทำงานแบบไม่ต้องมีวันหยุดเลยหรือไง”
“เออ จริงสิน่ะ แล้วถ้างั้นคุณพ่อกับคุณแม่หายไปไหน”
รัชพงษ์ถามต่อถึงบิดาและมารดาที่ทำงานเป็ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่
“ออกไปทานข้าวกับพวกเพื่อนๆมั้ง”
“ทำตัวเป็วัยรุ่นไม่เลิกน่ะ พ่อกับแม่ของเราเนี้ย”
รัชพงษ์กล่าวยิ้มๆลึกๆก็คือดีใจที่เห็นบิดาและมารดาสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“เห็นบ่นถึงพี่อยู่บ่อยๆนี่ บอกอยากให้ลาออกจากราชการแล้วมาหางานทำอยู่ในกรุงเทพ”
“จะบ้าเหรอ ตอนที่ฉันต้องทำหน้าที่อย่างยากลำบากทั้งฝึกหนักหรือไม่ว่าจะต้องไปประจำการอยู่ตามตะเข็บชายแดนต้องนอนกลางดินกินกลางทรายและยังต้องเสี่ยงอันตรายสารพัด ไม่เห็นจะมีใครว่าอะไร แต่พอฉันมียศสูงขึ้นลำบากน้อยลงกว่าแต่ก่อนเื่อะไรจะมาให้ฉันลาออก”
รัชพงษ์โวยวายออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าจะมีอะไรมากระทบกับงานที่ตนรักและภาคภูมิใจเข้า
“ก็ตอนนั้นพี่จ๋ากำลังไฟแรง ใครเข้าไปขวางได้ล่ะแต่ตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่คงเห็นว่าพี่แก่แล้ว คงใจเย็นพอจะยอมฟังเหตุของพวกท่านบ้างนะสิ”