เช้าวันรุ่งขึ้น จันได้ไปยืนรอที่หน้าบ้านของมาวิน เธอซ่อนร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าลายทหาร ยีนส์ขายาวสีดำและรองเท้าผ้าใบสีเดียวกัน อันดูทะมัดทะแมงเกินเด็กสาวทั่วไป ใบหน้ามุ่งมั่นภายใต้หมวกแก๊ปเริ่มขมวดนิ่ว
“ เมื่อไหร่มันจะมาซักที นัด 7 โมง แต่นี่ปาไป 8 โมงแล้ว ยังไม่โผล่หัวเลย มันน่าตืบมั้ยเนี่ย ” เด็กสาวบ่นพึมพำระบายอารมณ์
ทันใดนั้นเอง ความอดทนของจันก็ถึงขีดจำกัด เธอสะพายเป้ขึ้นบ่า จากนั้นก็ตรงไปที่หน้าบ้านของมาวิน
“ หน็อย เ้าหมอนี่ เห็นทีต้องสอนให้รู้จักเวลาซะบ้าง ” เด็กสาวถกแขนเสื้อ ท่าทางเอาเื่ เธอเคาะประตูถี่รัว พร้อมร้องเรียกอย่างดุดัน
“ ปัง ปัง ปัง……. ”
“ นายวินจะนอนไปถึงไหน ตื่นซะที เช้าแล้วนะ เ้าบ้า ”
ทุกสิ่งที่สะท้อนกลับมาคือความเงียบ ขณะที่เด็กสาวเตรียมจะจู่โจมรอบสอง ประตูบ้านก็แง้มเปิด ทำให้จันยิ้มขึ้นมาได้ เพราะคิดว่าการปลุกได้ผล ระหว่างที่เตรียมด่าเ้าตัวแสบ เธอก็ต้องตกตะลึงอย่างรุนแรง เมื่อได้เห็นสารรูปของบุคคลที่ก้าวออกมา
บุคคลผู้นั้นคือ “มาวิน” ทว่าสภาพของเขากลับดูยับเยิน ราวกับเพิ่งถูกสิบล้อเหยียบมาหมาดๆ ผมสีเขียวบนหัวยุ่งเหยิงไม่เป็ทรง สีหน้าอ่อนระโหยโรยแรง ขอบตาหมองคล้ำ เหมือนคนอดนอน แม้จะอยู่ในชุดเสื้อยืดขาว ยีนส์ขาสามส่วน รองเท้าผ้าใบเต็มอัตราศึก แต่เมื่อพิจารณาจากองค์รวม ไม่บ่งบอกว่าพร้อมเลย
“ เฮ้ย นายไปทำอะไรมา ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ ” เด็กสาวถามรัวเร็ว
“ เหอๆ ไม่มีอะไรหรอก ไปกันได้รึยัง ” เด็กหนุ่มตอบส่งๆ
“ นี่นายเล่นเกมยันเช้าอีกแล้ว ใช่มั้ย ” เด็กสาวนิ่งคิดแพลบนึง ก่อนเอ่ยถาม
“ ก็ใช่ ตอนแรกกะเล่นแป๊บเดียว แต่ดันตายตรงบอสใหญ่รัวๆ เลยติดลม สุดท้ายชั้นก็ชนะจนได้” มาวินดูภาคภูมิใจที่จบเกมแสนหินได้ซักที แม้เขาจะอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ก็ตาม
“ โป๊ก ”
มะเหงกลูกใหญ่ถูกฟาดลงไปที่กลางกระหม่อม ทำเอามาวินฟื้นจากอาการเซื่องซึม พร้อมโวยเสียงดัง
“ โอ๊ย เจ็บนะ ยัยจัน นี่ชั้นไปทำอะไรให้เธอนักหนา ถึงได้ตีเอาตีเอา ”
“ ก็นายอยากบ้าเอง มีอย่างที่ไหน จะเดินทางตอนเช้า กลับไม่ยอมหลับยอมนอน มัวแต่นั่งเล่นเกม อีกซักทีดีมั้ยเนี่ย ” เด็กสาวขยับกาย เพื่อเตรียมซัดอีกหน
“ อย่านะ กลัวแล้ว ชั้นผิดไปแล้ว ยอมๆ ” มาวินะโลั่น สองเท้าถอยหนี
ทันใดนั้นเอง ก็มีคุณป้าแถวบ้านเดินผ่านมา เมื่อผู้าุโร่างเล็กได้เห็นเหตุการณ์ เธอจึงรีบร้องห้ามด้วยเสียงยานคาง
“ หนูอย่าทะเลาะกันสิจ๊ะ เป็ผัวเมียกัน คุยดีๆก็ได้ อย่าตบตีเลย”
ทันทีที่สองหนุ่มสาวได้ยินเสียงร้องห้าม ก็สตั๊น อาการถัดมาคือพูดไม่ออก หน้าแดงก่ำ
“ เอ่อ หนู มะ ไม่ใช่ ” เด็กสาวตอบตะกุกตะกัก
“ เฮ้ย ไม่ใช่นะป้า ” ส่วนเด็กหนุ่มรีบปฏิเสธโดยเร็ว
“ ดีแล้วจ้ะ อย่าทะเลาะกัน มีอะไรค่อยพูดค่อยจา ชีวิตคู่จะได้ยืนยาว ” ป้าสูงวัยยิ้มละไม และพูดต่อโดยไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใดๆ จากนั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มสาวตกเป็จำเลยของความอาย
ความเงียบเข้ามาเยือนได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็เป็ฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ เอ่อ ยัยจัน พวกเราไปกันได้รึยัง ”
“ อ้อ ไป ไปสิ ” จันตอบกลับทันที ท่าทางเคอะเขินเล็กน้อย
เด็กหนุ่มหัวเขียวขยับกายไปที่มอเตอร์ไซด์ฮอนด้า เพื่อเตรียมทำหน้าที่พลขับ ทว่าเด็กสาวกลับร้องทัก
“ เดี๋ยวก่อน วันนี้ชั้นขอขับเอง ขืนให้นายคุมแฮนด์ มีหวังพวกเราไปไม่ถึงบ้าน ”
“ หา อีกแล้วเหรอ ” เด็กหนุ่มผวาเฮือกใหญ่ ท่าทางเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง
“ เร็ว หรืออยากกินขนมตุ้บตั้บอีกรอบ ” เด็กสาวข่มขู่ ท่าทางเอาเื่
“ จ้า เชิญเลยจ๊ะ ” เด็กหนุ่มทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากยอมแต่โดยดี
หลังจันขยับมาประจำที่นั่งคนขับ เธอก็สวมหมวกกันน็อคสีดำ โดยมีเด็กหนุ่มนั่งซ้อนท้ายและสวมหมวกกันน็อคสีเดียวกัน ก่อนสตาร์ท มาวินได้สะกิดเอว พร้อมร้องเตือนด้วยเสียงที่สั่นเทา
“ เอ่อ ขับช้าๆก็ได้นะ ค่อยๆไป เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน”
จันซ่อนยิ้มไว้ภายใน พร้อมยกนิ้วโป้งขึ้นมา เป็การให้สัญญาณว่ารับทราบ ถึงกระนั้น มาวินก็ยังรู้สึกตุ้มๆต่อมๆ เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีในการนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ที่เด็กสาวเป็ผู้ขับ และทันทีที่ออกตัว พาหนะก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
“บรื้น…..”
เด็กหนุ่มหัวเขียวได้แต่ร้องเหวอ ในใจรู้เลยว่าตนพลาดไปแล้ว
“ ไม่น่าเล่นเกมยันเช้าเลย ตูจะรอดมั้ยเนี่ย ”
………………………
จากบ้านพักแถวชานเมืองถึงใจกลางปทุมธานี ใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาที ทว่ามาวินก็ตื่นตัวตลอดเวลา เพราะการขับขี่ของเด็กสาวทั้งรุนแรงและรวดเร็ว มีจังหวะโฉบเฉี่ยวให้เห็นบ่อยครั้ง บางขณะก็ฉวัดเฉวียน ซิกแซกซ้ายขวา ถ้าเป็ทางตรง เป็อันว่าบิดคันเร่งจนมิดข้อทุกคราวไป
มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าแล่นผ่านสายหลัก พอถึงสี่แยกใหญ่ จันก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายรองอย่างฉับพลัน ด้วยทักษะการขับขี่ที่ใกล้เคียงนักบิด ทำให้เด็กหนุ่มเกือบตกรถ เพราะตั้งตัวไม่ทัน จากนั้นเด็กสาวก็ผ่อนคันเร่งลง เหลือความเร็วเพียงวิ่งเอื่อยๆ
"ฟู่.......มาถึงตรงนี้ได้ เราน่าจะรอดแล้ว"เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่มือไม้ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
แม้ถนนสองเลนที่ขับผ่านจะถูกลาดยางดูทันสมัย แต่ด้านซ้ายมือกลับเป็ท้องนาเหลืองอร่ามสลับบ้านเล็กที่ยกพื้นสูง ด้านขวาเป็ลำคลองทอดยาวไปตลอดทาง สายลมพัดโชยให้ความเยือกเย็นจนทั้งคู่ต้องถอดหมวกกันน็อคออก เพื่อซึมซับบรรยากาศที่แสนบริสุทธิ์
“ พวกเราไม่ได้กลับบ้านมาตั้งนานแล้ว ” จันแหงนหน้าขึ้นรับลมเย็นยามสาย เส้นผมดำขลับปลิวไสว ใบหน้าอมยิ้มน้อยๆด้วยอารมณ์ที่เป็สุข
“ เชอะ กลับมาก็ไม่เห็นได้เื่ได้ราวอะไร” มาวินสบถ หน้าตาบูดบึ้ง
“ นี่ ขอร้อง ถ้าคิดจะทำลายบรรยากาศดีๆอีก ชั้นจะถีบนายตกรถซะเดี๋ยวนี้ ” เด็กสาวขู่ เสียงแข็ง ส่งผลให้เ้าลิงหัวเขียวเงียบสงบในบัดดล
เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งคู่ก็ถึงจุดหมาย นั่นก็คือบ้านเรือนไทยสองชั้น พื้นที่โดยรอบค่อนข้างกว้างจนสามารถทำสนามฟุตซอลได้อย่างสบาย
จันนำพาหนะแรงเร็วไปจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างเรือน พอสองเท้าััพื้น ก็ปรากฏสุนัขพันธุ์ไทยวิ่งเข้ามาหา มันมีขนสีดำ ใบหน้าแหลมยาว คล้ายจิ้งจอก หางเรียวกระดิกไปมาด้วยอาการดีใจ
“ ไง ไอ้ตึก ชั้นมาแล้ว ” จันร้องเรียกสุนัขที่วิ่งมาต้อนรับ ทันทีที่เ้าสี่ขาเข้าถึงตัว มันก็ะโขึ้นเกาะเอว พร้อมครางหงิงๆเป็เชิงทักทาย เด็กสาวลูบหัวไปมาด้วยความเอ็นดู บางครั้งก็เกาคางให้ ซึ่งไอ้ตึกก็ดูชอบใจเป็อย่างยิ่ง
หลังจากเด็กสาวทักทายไอ้ตึกอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็ขึ้นไปบนเรือนไทยยกพื้นสูง มันจึงหันเหความสนใจไปที่มาวิน สายตาดูลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปหาเด็กหนุ่มดีหรือไม่
“ เชอะ ไอ้หมาบ้า เมื่อไหร่รถจะคาบแกไปรับประทานซักทีฟะ ” เด็กหนุ่มทำหน้าหงิก จากนั้นก็เดินผ่านไอ้ตึกที่ดูหงอย พอคล้อยหลังได้สามก้าว เขาก็โยนไส้กรอกที่ซื้อมาจากเซเว่นให้
สุนัขพันธุ์ไทยเหลือบมองไส้กรอกที่ตกอยู่ตรงหน้าด้วยอาการฉงน มันนึกระแวงอยู่อึดใจ ก่อนจะสวาปามอาหารชิ้นโปรดอย่างเอร็ดอร่อย
......................
ทันทีที่ทั้งสองขึ้นมาบนเรือน ก็พบกับภายในที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป LEDTV ขนาด 52 นิ้วถูกวางอยู่กลางบ้าน นอกจากนี้ยังมีพัดลมตั้งพื้นชนิดคอยาววางกระจายอยู่โดยรอบ อันดูเผินๆไม่ต่างจากศาลาวัด
วัยรุ่นทั้งสองมาถึงห้องหนึ่ง พอเปิดเข้าไป ก็พบว่าภายในเก็บของเก่าแก่โบราณอยู่หลายชิ้น ท้ายห้องมีรูปถ่ายขนาดใหญ่ใส่กรอบทองสวยงามแขวนอยู่ มันคือภาพชายแก่ฝาแฝดที่กำลังยืนกอดคอกันอย่างสนิทสนม ทั้งคู่ดูเป็คนอารมณ์ดี ผมสั้นเตียนสีขาว ดวงตาเรียว ใบหน้ายาว มองเผินๆคล้ายมาวิน
“ หวัดดีค่ะ ปู่ทิม ปู่ทับ ” เด็กสาวร่างสูงยกมือไหว้ เมื่อเสร็จกิจ เธอก็หันไปทางเด็กหนุ่ม ทำนองจะบังคับให้ทำตาม
“ ไง ปู่ทับ ปู่ทิม ” เด็กหนุ่มทักทายห้วนๆ พร้อมโบกมือให้ตามสไตค์ของตัวเอง
จันรู้สึกระอาในความบ้าบอของมาวิน แต่ก็ไม่ได้ด่าอะไร เพราะถึงยังไง มันก็ไม่ช่วยให้เด็กหนุ่มจอมกวนหายจากอาการขวางโลก ทว่าในเวลาต่อมา เธอก็เริ่มอมยิ้ม พร้อมหันไปมองคู่สนทนาสลับสองชายชราที่อยู่ในภาพ
“ ยิ้มอะไรมิทราบยะ คุณนายจัน ” เด็กหนุ่มหัวเขียวพูดลอยๆ สีหน้าดูหงุดหงิด เพราะเริ่มรู้แล้วว่าเด็กสาวมองเขาทำไม
“ ขำนายน่ะสิ ดูยังไงก็แฝดคนที่สามชัดๆ นี่ทำให้นึกถึงหน้านายตอนแก่ได้เลยนะเนี่ยเอ..... ว่าแต่นายจะได้แก่ตายรึเปล่า เพราะดันปากปีจอซะขนาดนี้” เด็กสาวร่างสูงอดไม่ได้ที่จะแซว เพราะมาวินมีหน้าตาคล้ายปู่ฝาแฝดจริงๆ
“ ปู่ของชั้นไม่น่าเกิดมาเป็แฝดกับปู่ของเธอเลย” มาวินกล่าวเนือยๆ
“ พูดอย่างกะชั้นอยากให้เป็แบบนั้นนักแหละ หยะแหยงจะตายที่ต้องเป็ดองกับนาย ” จันตอบกลับ สีหน้าท่าทางออกอาการขยะแขยงสุดๆ
“ เชอะ นังทอมบอยบ้าพลัง ” เด็กหนุ่มสบถ
“ ว่าไงนะ เ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวเสียงแข็งขึ้นมาบ้าง
“ ไม่มีอะไรครับ คุณนายจันหูแว่วไปเอง ” เด็กหนุ่มรีบกลับคำ น้ำเสียงอ่อนลงทันควัน เพราะไม่อยากเจอฝ่าเท้าเบอร์ 43 ของจัน
............................
เวลาต่อมาทั้งสองก็ไปประจำที่ห้องรับแขก เพื่อรอใครบางคน จันนอนเอกเขนกบนโซฟา พร้อมอ่านหนังสือ “เคล็ดวิชาป้องกันตัว” ส่วนมาวินยังคงเดินหมุนไปหมุนมาตามสไตค์คนอยู่ไม่สุข
“ เซ็ง ไม่มีไรทำ จะบ้าตายอยู่แล้ว ” มาวินเริ่มโวยวาย
“ นอนสิ เมื่อคืนนายไม่ได้หลับเลยนี่นา ” เด็กสาวตอบเนือยๆ
“ ก็อยากนอนอ่ะนะ แต่เมื่อไหร่พวกอาจะกลับ นี่ใกล้เที่ยงแล้วนะ ” มาวินดูกระวนกระวาย
“ อ้อ เป็ห่วงแม่กับพ่อของชั้นเหรอ ” เด็กสาวถามลอยๆ ดวงตายังไม่ละจากกระบวนท่าเด็ดในหนังสือ
“ ก็ใช่ เฮ้ย ไม่ใช่โว้ย ชั้นแค่หิวข้าวต่างหาก ” เด็กหนุ่มหลุดปาก ก่อนจะเฉไฉไปเื่อื่น
“ เดี๋ยวก็มา ไปดูทีวี ดื่มนม แล้วนอนซะ ชั้นไม่มีเวลามาดูเเลเด็กน้อยหรอกนะ ” เด็กสาวโบกมือไล่ จิตใจส่วนหนึ่งยังคงหมกมุ่นกับยุทธศาสตร์การต่อสู้
“ เชอะ นังทอมบอยงี่เง่า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเชิดใส่ พร้อมวิ่งหนีเข้าห้องนอนของตัวเอง จากนั้นก็ล็อกประตู เพื่อป้องกันบาทาภัย
“ เฮ้อ…… ไอ้เพี้ยน ” เด็กสาวถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็หันเหความสนใจไปที่ตำรา
.........................
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง จันยังอยู่ในโลกส่วนตัว ส่วนมาวินได้หนีไปเดินวนต่อในห้องแม้เขาจะรู้สึกง่วงนอน แต่ก็ไม่ยอมหลับ ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งดังเข้ามา
“ อ้าว ลูกจัน กลับมาแล้วเหรอ ”
จันรีบเด้งตัวจากโซฟา พร้อมวิ่งไปหาต้นเสียง และเมื่อไปถึง เธอก็พบกับชายวัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดเสื้อ กางเกงม่อฮ่อม ผิวกายสีดำแดง คิ้วดก ดวงตาโต ผมสั้นเกรียนมีผ้าเคียนศีรษะประดับอยู่ ส่วนหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆเป็คนร่างเล็กบาง ่บนสวมเสื้อม่อฮ่อมเช่นเดียวกับฝ่ายชาย ท่อนล่างใส่ผ้าถุงสีดำ ผิวกายเป็สีเหลืองออกไหม้นิดๆ เพราะกรำแดด ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาคมซึ้งแบบดุๆ ดูไปดูมา ก็คล้ายเด็กสาวอยู่ไม่น้อย
“ หวาดดีค่า....พ่อกับแม่ ” เด็กสาวะโกอดหญิงชายวัยกลางคนแแ่ พร้อมฉีกยิ้มกว้างจนสุดหล้า
“ แหม เด็กคนนี้ ทำอย่างกับจากกันเป็ปีเป็ชาติอย่างงั้นแหละ ” หญิงวัยกลางคนที่คาดว่าน่าจะเป็แม่ เอื้อมมือไปลูบศีรษะ ดวงตาฉายแววเอ็นดู
“ ฮ่าๆ ลูกสาวกลับมา คราวนี้จัดหนักดีกว่า เลี้ยงส้มลังหนึ่งเลยเป็ไง ” ชายวัยกลางคนที่คาดว่าเป็พ่อเปล่งเสียงห้าวใหญ่
“ ฮะๆ ท่าทางพ่อจะดีใจที่ลูกกลับมา เลยเอาส้มที่สวนมาเลี้ยงตั้งลังนึง ” คุณแม่ของจันหัวเราะชอบใจ
“ ก็ลูกเราไม่ได้กลับบ้านมาเกือบสองเดือนแล้วนี่นา ต้องฉลองกันหน่อย” พ่อร่างใหญ่หันไปคุยกับคู่ชีวิตร่างเล็ก
“ ฮะๆ ” แม่ลูกหันไปมองหน้ากันเองโดยไม่กล่าวคำใด บรรยากาศในยามนี้ดูอบอวลไปด้วยความอบอุ่น
ระหว่างที่พ่อ แม่ ลูกกำลังดีใจกับการรวมตัว ทันใดนั้นเอง ประตูห้องนอนของมาวินก็เปิด และเด็กหนุ่มหัวเขียวได้ก้าวออกมา สีหน้าดูบูดบึ้ง ราวกับหมาหิวข้าว
ทุกคนหันไปมองเด็กหนุ่ม หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาใกล้ จากนั้นก็สวมกอดจอมกวนอย่างนิ่มนวล น่าแปลกที่มาวินไม่ได้ขัดขืนหรือปล่อยหมาออกจากปากเหมือนที่เคย
หญิงวัยกลางคนคลายอ้อมกอด ก่อนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อประคองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มขึ้นมามอง ปากก็ร้องถามแ่เบา
“ กลับมาแล้วเหรอ ลูก หิวหรือยัง กินข้าวกันเถอะ ”
“ ครับ ” มาวินพูดเพราะจนผิดปกติ แต่เขาก็เบือนหน้าหนี ส่วนจันและพ่อร่างั์ได้แต่ยืนมอง ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม
………………………
วงข้าวแบบคนต่างจังหวัดถูกนำมาเสิร์ฟที่พื้นกลางบ้าน มีทั้งแกงเผ็ด น้ำพริก ผักต้มหมูทอด ปลาย่าง แม้จะดูธรรมดา แต่ก็ชวนให้เจริญอาหาร เพราะคนที่ร่วมสำรับคือสมาชิกในครอบครัว
ตอนแรกมาวินดูเงียบขรึม แต่หลังจากถูกบรรยากาศในวงข้าวพาไป เขาก็เลิกเก๊ก แล้วหันมาเอ็นจอยด้วยการขัดคอจัน ทำให้เด็กสาวถึงกับของขึ้นและทำท่าจะเล่นงานเป็ระยะ ดีที่หญิงวัยกลางคนห้ามทัพไว้ได้ทัน
“ เออ นี่จัน ไหนๆลูกก็มาแล้ว ช่วยแวะไปดูน้าเดชหน่อยสิ ” คุณแม่หันมาพูดกับลูกสาวสุดห้าว
“ อ้าว คราวนี้น้าเดชเป็อะไรไปอีกล่ะ” จันถามรัวเร็ว น้ำเสียงดูกึ่งๆระหว่างเป็ห่วงกับระอา
“ ไม่รู้สิ คราวนี้อาการหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เ้าเดชเอาแต่หมกตัวอยู่บนหอเก็บแท็งค์น้ำ คนไข้ในหมู่บ้านไปขอยา ก็ไม่สนใจ จนราชการจะถอดมันจากตำแหน่งหมอประจำอนามัยแล้ว ” คุณพ่อร่างใหญ่แจงบ้าง เขาเหนื่อยใจกับพฤติกรรมประหลาดของน้องเขยตัวดี
“ บางวันน้าเดชก็ไม่มากินข้าวที่บ้าน แม่ต้องเอาสำรับไปส่ง แล้วบังคับให้กิน และยังไม่พูดจากับใคร เอาแต่ปีนขึ้นไปอยู่บนหอสูง แม่อ่อนอกอ่อนใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ” คุณแม่ร่างเล็กกลัดกลุ้ม
“ อืม ค่ะ เดี๋ยวหนูไปดูให้หลังกินข้าวเสร็จ ” เด็กสาวนิ่งคิดแวบนึง ก่อนรับคำ
“ ดีจ้ะ น่าจะมีแต่จันคนเดียวเท่านั้นที่คุยกับน้าเดชรู้เื่ ช่วยทีนะ ลูก ” คุณแม่ฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่ลูกสาว
หลังจากนั้น จันก็เร่งสปีดในการส่งอาหารเข้าปาก ไม่นาน เธอก็อิ่ม แล้วหันมาเรียกเด็กหนุ่ม
“ เอาล่ะ กินข้าวเสร็จแล้ว ไปกันเถอะ นายวิน ”
“ อ้าว แล้วชั้นไปเกี่ยวอะไรด้วย ชั้นไม่อยากไปหาตาแก่สติเฟื่องนั่นซักหน่อย ” มาวินร้องค้าน ปากยังคาบหมูทอดอยู่เต็มคำ บ่งบอกว่าเขายังไม่เสร็จกิจสวาปาม
“ จะไปหรือไม่ไป ” เด็กสาวยื่นคำขาด
“ แม่ดูสิ จันบังคับผมอีกแล้ว ” เด็กหนุ่มหันมาฟ้อง
“ ฮะๆ ไปเถอะลูก ยังไงหนูก็เป็หลานรักของน้าเดช ไปช่วยพูดอีกแรง เผื่อเเกจะกลับมาเป็ผู้เป็คน ” หญิงวัยกลางคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ ไม่ต้องเยิ่นเย้อแล้ว ไปกันเลยดีกว่า ” เด็กสาวพูดจบ ก็ล็อกคอมาวิน แล้วลากตัวไปอย่างรวดเร็ว
“ โอ๊ย เบาๆ เจ็บนะ ยัยทอมบ้าพลัง ” มาวินร้องเสียงหลง แต่ไม่ทำให้เด็กสาวหยุดมือ ตรงกันข้าม เธอกลับออกแรงยิ่งกว่าเดิม เพื่อลากเด็กหนุ่มหัวเขียวไปทำภารกิจ
หลังจากสองวัยรุ่นหายไปจากบ้าน คุณพ่อร่างใหญ่ก็พูดขึ้นมาเบาๆ ท่าทางกังวล
“ เฮ้อ….เด็กสองคนนี้จะไหวมั้ยนะ เ้าเดชยิ่งเพี้ยนๆอยู่ซะด้วย ”
“ ไหวอยู่แล้ว หนูจันเป็คนเก่ง ต้องเอาน้าเดชอยู่หมัดแน่ ” แม่ของจันยิ้มสดใส เธอมั่นใจในตัวลูกสาว
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
