ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 167 พัฒนาการของแซม
วิญญาณโปร่งแสงมุ่งหน้ามาถึงอาคารไม้หลังใหญ่ ที่นี่คือโรงเลี้ยงสัตว์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์อสูร และนอกเหนือจากสัตว์อสูรแรกเริ่มทั้งสามตัว ทางตระกูลพีไรซ์ก็ซื้อสัตว์อสูรระดับต่ำมาเพิ่มอีกสี่ถึงห้าตัวเพื่อหวังจะนำมาใช้งานในอนาคต
จินค่อยๆ ลอยไปหยุดอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังทำความสะอาดโรงเลี้ยงสัตว์อย่างขยันขันแข็ง
สายตาของร่างวิญญาณแฝงความชื่นชมเอาไว้ ชายหนุ่มตรงหน้าทำหน้าที่ของตนเองได้ดียิ่ง นอกจากฝึกฝนและดูแลกิจการของตระกูลแล้ว เขาก็ยังแบ่งเวลามาดูแลเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้อยู่ตลอด ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก 'เคน' สมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่แปด
นี่ไม่ใช่ว่าสมาชิกคนอื่นไม่ได้มาดูแล หลายๆ คนล้วนหมุนเวียนผลัดกันมาช่วยดูแลเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าหน้าที่หลักยังคงเป็นของเคน และเป็นอย่างที่เห็น คงไม่มีใครที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีและมีความสุขเท่าเขาอีกแล้ว
ร่างวิญญาณในชุดขาวยืนรออีกฝ่ายอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเสร็จธุระแล้วจึงค่อยๆ ควบแน่นร่างวิญญาณของตนเองแปลงมวลสารให้กลายเป็นทึบแสง
การทำเช่นนี้ใช้พลังงานสูงมาก แม้จะเป็นอีโวลระดับที่หนึ่งอย่างจินก็คงสภาพเอาไว้ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
สัญชาตญาณของเคนทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นด้านหลัง จึงหันหน้าไปมอง
“อ๊ะ!” ร่างของชายหนุ่มผงะถอยหลังเล็กน้อย ก่อนจะหยุดลงหลังจากถอยฝ่าเท้าไปได้ครึ่งก้าว
ด้านหลังของเคนปรากฏเป็นโครงร่างโปร่งแสง เห็นเพียงร่างสีขาวจางๆ ลอยอยู่กลางอากาศ ทั่วทั้งตัวเป็นสีขาวใสราวกับแผ่นผ้าบางๆ ที่สามารถมองทะลุไปยังฉากด้านหลังได้
ในทีแรกการปรากฏตัวอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงเช่นนี้ก็ทำให้เคนตกใจไม่น้อย เพราะประสาทสัมผัสของอเวกระดับที่หกก็ใช่จะย่ำแย่ หากมีใครเดินเข้ามาใกล้ที่นี่ เคนก็ต้องสัมผัสมาได้ตั้งแต่ไกลแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมารู้สึกเหมือนในตอนนี้
นี่หมายความว่าการลอบเร้นของอีกฝ่ายจะต้องไม่ธรรมดา หรือไม่ก็มีระดับพลังที่เหนือกว่าเคนไปมาก ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีครบถ้วนทั้งสองเหตุปัจจัย หากไม่ได้ตั้งใจปรากฏตัวขึ้นมาเอง ให้ตายอย่างไรเคนก็ไม่มีทางรู้ตัว
เมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วน เคนก็รู้สึกคุ้นเคยกับร่างตรงหน้าไม่น้อย ความทรงจำในช่วงก่อนหน้าพลันผุดขึ้นในหัว
แม้ร่างตรงหน้านี้จะมาแค่โครงร่างโปร่งแสง แต่กับคนที่เคยพบเจอกันมาแล้วย่อมจดจำได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่มีความพิเศษอย่างมากต่อตระกูลพีไรซ์ บรรพบุรุษของตระกูล!
“ท่านบรรพบุรุษ!” เคนโพล่งออกมาเสียงดัง ก่อนจะรีบประสานมือโค้งคำนับ อดแปลกใจไม่ได้กับรูปลักษณ์ใหม่ที่ตนได้เห็น ไม่เคยมีใครในตระกูลเล่าให้ฟังมาก่อนว่าได้พบบรรพบุรุษในสภาพเช่นนี้ โดยมากแล้วจะเป็นการเข้าฝัน ไม่ก็อยู่ในร่างกายแปลกๆ
แต่สิ่งที่เคนเห็นตรงหน้านี้มีความแตกต่างออกไป ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความฝัน แต่เหมือนเป็นวิญญาณโดยแท้จริง
“ข้าเอง มาเถอะข้าไม่ได้มีเวลามากนัก” จินจ้องไปที่เคนก่อนจะหันไปทางสัตว์อสูรทั้งสามตัวที่อยู่ในคอกส่วนตัวของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นทอร์ดที่ดูงุ่มง่าม อูร่าที่นอนขดตัวเพื่อสะสมพลังงาน หรือแซมที่เดินมาเกาะรั้วยามเห็นร่างของจินปรากฏกายขึ้น พวกมันทั้งหมดต่างพัฒนามาถึงระดับที่ห้าแล้ว นี่นับว่าเป็นการพัฒนาที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะแซมที่บัดนี้เปล่งประกายขึ้นกว่าเดิมมาก ในที่สุดสายเลือดของสัตว์อสูรชนชั้นสูงก็เริ่มเฉิดฉาย พลังงานภายในร่างของมันนั้นเต็มเปี่ยม เรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของสัตว์อสูรระดับที่ห้าแล้ว อีกไม่นานคงก้าวข้ามไปยังระดับที่หกได้ก่อนใครเพื่อน
ร่างวิญญาณโบกมือทักทายสัตว์อสูรที่ยืนเกาะกรงเล็กน้อย อีกฝ่ายแบมือยกขึ้นทักทายกลับมาเช่นกัน แววตาดูตื่นเต้น แต่ยังรักษาท่าทีที่สงบได้ ดูเหมือนว่ามันจะฉลาดมากทีเดียว
ส่วนเจ้าทอร์ดเหมือนจะเพิ่งรู้ตัว มันวิ่งมาหยุดที่หน้าลูกกรงเช่นกัน วิ่งหมุนตัวไปมาดูดีใจกับการมาถึงของจิน
สำหรับอูร่า งูสีเขียวครามพร้อมกับปีกน้อยๆ บนหลังของมัน ค่อยๆ กะพริบตา ชูคอขึ้นมองด้วยสภาพงัวเงีย ดูเหมือนว่ามันยังไม่ได้ตื่นเต็มที่นัก
“เจ้าเลี้ยงพวกมันได้ดีมากจริงๆ ต้องขอบคุณในความขยันขันแข็งของเจ้า พวกมันจึงเติบโตกันได้มากถึงขนาดนี้” โครงร่างโปร่งแสงหันกลับมามองที่ชายหนุ่มเบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวชมเชยในความใส่ใจของอีกฝ่าย
“นั่นเป็นหน้าที่ที่ข้าต้องทำอยู่แล้วท่านบรรพบุรุษ อีกอย่างเจ้าพวกนี้มันก็น่ารักดี การอยู่กับพวกมัน เหมือนทำให้ข้าได้พักผ่อน” เคนประสานมือพร้อมกับตอบกลับไปด้วยความอ่อนน้อม ก่อนจะหันไปมองสัตว์อสูรภายในกรง รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมาที่มุมปาก
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะมีความสุขกับหน้าที่ของตนพอสมควร การได้ทำงานที่ชอบก็เหมือนกับได้พักผ่อนไปในตัว
จินมองอากัปกิริยาของอีกฝ่ายด้วยความพอใจ ดูเหมือนหน้าที่นี้จะวางไว้ถูกคนแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีก
ร่างวิญญาณวาดมือไปกลางอากาศ พลังงานที่มองไม่เห็นแง้มเปิดประตูลูกกรงทั้งสามออก เมื่อสัตว์อสูรทั้งสามตัวเห็นดังนั้นมันก็รีบออกมาหาจินและเคนทันที
“สบายกันเลยล่ะสิพวกเจ้า มีผู้ดูแลที่ใส่ใจเช่นนี้” แม้จะพูดคุยกับเหล่าสัตว์อสูรแต่จินก็ยังคงชมเชยเคนไม่หยุดปาก
สัตว์อสูรทั้งสามมารุมล้อมร่างวิญญาณเพียงแต่มันไม่สามารถสัมผัสร่างของจินได้ เคนจึงค่อยๆ ลูบพวกมันให้คลายความตื่นเต้นแทน
หลังจากนั้นจินก็ชูมือขึ้นกลางอากาศก่อนจะปรากฏหลุมมิติเล็กๆ โผล่ขึ้นมา ไม่นานกองชิ้นเนื้อกองหนึ่งพลันร่วงลงมาจากเบื้องบน
ก้อนเนื้อชุ่มเลือดถูกโยนลงกับพื้น แม้ว่าจะเป็นเพียงเนื้อบดเละๆ แต่พลังงานที่มาจากมันก็รุนแรงอย่างมาก แม้แต่เคนเองยังอดรู้สึกประหม่าไม่ได้เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าก้อนเนื้อชิ้นโตเหล่านี้
“นี่...คือสิ่งใดกัน” ชายหนุ่มจ้องมันด้วยความพิศวง เขาเคยเห็นเนื้อของสัตว์อสูร รวมถึงศพมนุษย์ แต่ไม่เคยเห็นชิ้นเนื้อที่เปล่งพลังอันลึกล้ำออกมามากเช่นนี้เลย
“ก้อนเนื้อจากอีโวลระดับที่หนึ่ง ข้าบังเอิญได้มาระหว่างทาง จึงเก็บเอามาให้พวกมันทั้งสามได้กิน นี่น่าจะช่วยมอบพลังงานให้มันได้ดีทีเดียว” จินพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เหลือบตามองสัตว์อสูรทั้งสาม ดูเหมือนพูดเรื่องปกติอย่างการไปเดินจ่ายตลาด
“ก้อน...ก้อนเนื้อจากอีโวลระดับที่หนึ่ง?” เคนจ้องมองสิ่งนั้นด้วยท่าทางอึ้งๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ ก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นชิ้นส่วนจากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งแน่ๆ มันจะต้องเป็นชิ้นเนื้อจากทั่วทั้งร่าง
จินไม่ได้อธิบายอะไรต่อไปอีก แต่เรียกสัตว์อสูรทั้งสามให้มากิน
พวกมันทั้งสามตัวเต็มไปด้วยความปรารถนาในดวงตาโดยเฉพาะเจ้าทอร์ด ก้อนเนื้อที่อุดมไปด้วยพลังงานมหาศาลเช่นนี้ทำเอากระเพาะของมันร้องโครกคราก แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกินให้รู้แล้วรู้รอด เพียงแต่มันยังมีความเกรงใจอูร่าและแซมอยู่บ้าง
เมื่อจินให้สัญญาณ แซมจึงเป็นผู้แบ่งชิ้นเนื้อทั้งสามออกเป็นสามส่วนอย่างเท่าเทียม จากนั้นจึงพยักหน้าอนุญาตให้ทุกตัวเริ่มสวาปามอาหารมื้อใหญ่ได้
สัตว์อสูรทั้งสามลงมือกินก้อนเนื้ออันโอชะด้วยความหิวกระหาย ยิ่งกินเข้าไปรัศมีพลังในร่างของพวกมันก็ยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้น
แน่นอน นี่คือเลือดเนื้อของอีโวล ต่อให้เป็นเพียงอีโวลระดับที่หนึ่ง แต่เลือดเนื้อทุกส่วนล้วนผ่านการขัดเกลามามากมายก่อนที่จะพัฒนามาถึงจุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายครั้งใหญ่หลังจากตัดผ่านเข้าขอบเขตอีโวล ทำให้ร่างนี้มีพลังสะสมอยู่มหาศาล และสำหรับสัตว์อสูร นี่นับเป็นผลประโยชน์ที่หาได้ยากยิ่ง
จินและเคนจ้องมองสัตว์อสูรทั้งสามกัดแทะก้อนเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย ภาพนี้ทำให้เคนรู้สึกเย็นยะเยือกอย่างไรชอบกล เมื่อนึกไปถึงที่มาของสิ่งที่ทั้งสามกำลังกัดกินอยู่นั่น
จริงๆ ภายในโรงเลี้ยงสัตว์แห่งนี้ยังมีสัตว์อสูรที่ตระกูลพาเข้ามาใหม่อีกหลายตัว แต่ในสายตาของจิน พวกมันยังอ่อนแอเกินไป และสายเลือดก็ไม่ดี สายเลือดของพวกมันเทียบกับทอร์ด สัตว์อสูรชนชั้นแรงงานจากเผ่าพันธุ์สะปรีไม่ได้ด้วยซ้ำ อนาคตของพวกมันค่อนข้างจำกัดอย่างมาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจินจึงไม่อยากเสียทรัพยากรดีๆ ไปกับพวกมัน และเลือกนำมาให้สัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้แทน
ไม่นานชิ้นเนื้อก้อนโตก็หมดไป แม้ก้อนเนื้อพวกนั้นจะตกลงไปอยู่ในท้องของพวกมันกันหมดแล้วก็ตาม แต่พลังงานภายในร่างของเหล่าสัตว์อสูรกำลังเติบโตขึ้นทีละน้อยในทุกวินาทีที่ผ่านไป โดยเฉพาะกับแซม
แต่เดิมแซมก็เป็นขั้นสูงสุดของสัตว์อสูรระดับที่ห้าอยู่แล้ว เมื่อกลืนกินชิ้นเนื้อจากอีโวลระดับที่หนึ่งเข้าไป พลังของมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น และบางสิ่งที่กั้นขวางมันจากระดับถัดไปก็เริ่มแตกออก!
เปรี๊ยะ!
แม้จะเป็นเพียงเสียงเบาๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างของสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายลิงเบื้องหน้า แต่จินก็ได้ยินมันชัดเจนทีเดียว
บูม
พลังงานไหลทะลักออกมาจากร่างของแซมราวกับเขื่อนแตก ทั่วทั้งตัวสั่นกระตุกไปหมด ร่างกายค่อยๆ เติบโตขึ้นอีกเล็กน้อย ขนสีน้ำตาลอ่อนเปล่งประกายแสงสีทองออกมา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรหรือคนในบริเวณนั้นต่างก็จับจ้องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขม็ง
ไม่นานร่างที่สั่นกระตุกก็หยุดลง แซมก็ยังเป็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายลิงเหมือนเช่นเดิมเพียงแต่ตัวใหญ่ขึ้นนิดหน่อย
สภาพภายนอกไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิงคือพลังงานที่แผ่ออกมา
ก่อนหน้านี้นับว่าแซมก็มีความแข็งแกร่งมากแล้วในฐานะสัตว์อสูรระดับที่ห้า แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้ พลังของมันได้ก้าวไปอีกระดับ ถ้าให้เทียบกันจริงๆ ก็ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งกว่าเคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เสียอีก
นี่คือพลังของสัตว์อสูรระดับหก!
สำหรับสัตว์อสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งโดยกำเนิด ในระดับเดียวกันมันจะมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์เสมอ ยิ่งกับมนุษย์ที่อยู่ในระดับอเวก ส่วนใหญ่ไม่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาภายนอกร่างกายได้มากนัก ร่างกายจึงเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการต่อสู้ นั่นทำให้มนุษย์ไม่มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าสัตว์อสูรเลย
ฉะนั้นมนุษย์ที่ต้องการปราบปรามสัตว์อสูรได้อย่างสมบูรณ์จึงต้องมีระดับที่สูงกว่า หรือไม่ก็ใช้จำนวนที่มากกว่าเข้าสู้
มีมนุษย์บางส่วนเช่นกันที่พึ่งพาอาวุธในการต่อสู้ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จีรังนักสำหรับโลกมนุษย์นี้ ยิ่งมนุษย์พัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้น อาวุธที่เหมาะสมกับระดับของตนเองก็ยิ่งหาได้ยากมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอเวกระดับสูงและอีโวล กลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่ใช้อาวุธที่สร้างจากวัตถุดิบบนโลกมนุษย์อีกต่อไป เนื่องจากความแข็งแกร่งของร่างกายล้วนๆ นั้นเหนือล้ำกว่าการใช้อาวุธไปแล้ว
แน่นอนว่าหากมีอาวุธที่ยอดเยี่ยมทรงพลังอยู่จริงๆ อเวกระดับสูงและอีโวลต่างต้องการมันเช่นกัน เพียงแต่ของที่เหมาะสมกับระดับพลังของคนเหล่านี้จริงๆ ล้วนหาได้ยากยิ่ง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่เห็นเหล่าอีโวลพกพาอาวุธ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในร่างกายของตนเองมากกว่า รวมถึงไม่มีอาวุธที่ควรค่าแก่การใช้งาน
จินและเคนมองดูความเปลี่ยนแปลงของแซมด้วยสีหน้าเบิกบาน สัตว์อสูรอีกสองตัวต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีเช่นกัน
แซมลืมตาขึ้นช้าๆ พยักหน้าให้กับทุกตนที่อยู่รอบข้าง ก่อนจะหันมาโค้งคำนับให้กับจินและเคน
เมื่อเห็นสิ่งนี้จินก็พยักหน้ารับ พร้อมกับร่างที่ค่อยๆ เลือนราง เขาใช้พลังงานควบแน่นขึ้นเป็นรูปร่างมาพักใหญ่แล้ว หากยังฝืนต่อไปพลังงานคงหมดเกลี้ยงและต้องพักฟื้นกันอีกยาว จึงสมควรแก่เวลาที่จินจะต้องจากไป
เคนมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง บรรพบุรุษมักจะไปมาไร้ร่องรอยเช่นนี้เสมอ... หลังตั้งสติได้ เคนก็ลูบหัวเจ้าแซมที่บัดนี้ขนาดตัวของมันใหญ่พอๆ กับตนเองแล้ว ก่อนจะพาสัตว์อสูรทั้งสามกลับเข้ากรง
เมื่อส่งทุกตัวเข้ากรงครบ เคนก็เดินมาก้มมองรอยเลือดที่เปื้อนอยู่บนพื้นสักพักหนึ่ง...ดูเหมือนเขาจะต้องทำความสะอาดที่นี่อีกรอบอย่างนั้นสินะ