Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 26 เปลวไฟที่พวยพุ่ง

    บทที่ 26

    เอเลนรีบเหินร่างกลับไปยังหมู่บ้าน ยิ่งใกล้มากเท่าไหร่เด็กหนุ่มก็ยิ่งได้กลิ่นควันไฟชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นด้วยทักษะวิสัยทัศน์จากเบื้องสูงทำให้เอเลนสามารถมองภาพรวมของสถานะการณ์ในตอนนี้ได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยภาพจากมุมด้านบน

    กำแพงหมู่บ้านทางทิศตะวันตกถูกทำลายจากสภาพกำแพงที่เสียหายยับเยินเอเลนเดาว่าอีฝ่ายคงใช้เวทมนต์ไฟหรืออะไรก็ตามที่มีพลังในการระเบิดอย่างรุนแรงแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มคนนิรนามร่วมร้อยคนที่กรูเข้ามาในหมู่บ้านผ่านรอยแยกของกำแพง

    กลุ่มโจรเงาทมิฬหนึ่งรอยนายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าโทนสีดำกันหมด มีทั้งมนุษย์และอมนุษย์ปะปนกันไปหากไม่ได้พวกเซลีนบัญชาการเกรงว่าพวกมันคงบุกกันไปถึงตัวสมาคมนักผจญภัยแล้ว เด็กสาวนักผจญภัยออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มแนวหน้าและหลัง

    แนวหน้าประกอบด้วยเซลีนและนักผจญภัยของสมาคมสิบคนกำลังทำหน้าที่ยันฝูงโจรร่วมร้อยด้วยความยากลำบากโดยมีลูน่าคอยยิงธนูสนับสนุนอยู่แนวหลังเพียงลำพัง แม้เลเวลเฉลี่ยจะอยู่ที่ 45 แต่พวกเขาล้วนเป็นัวกะทิที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมแต่ละคนมีศักยภาพเพียงพอจะต้านการรุมโจมตีได้ห้าถึงหกคนพร้อมๆกัน

    แต่ความสามารถนั้นย่อมสัมพันธ์กับสมรรถภาพทางร่างกายแม้พวกโจรจะเอาชนะนักผจญภัยไม่ได้พวกมันจึงใช้แผนผลัดกันมาเชิญหน้าค่อยๆริดรอนพละกำลังและเรี่ยวแรงของฝ่ายนักผจญภัยไปเรื่อยๆหาปล่อยไว้นานเข้าสถานะการณ์จะย่ำแย่

    เอเลนรีบสำรวจหาทักษะที่มีประโยชน์กำหนดผนการคร่าวๆในใจก่อนเปล่งเสียงผ่านพลังเวทย์บังคับให้ลอยไปเข้าหูเหล่านักจญภัย

    “อีกห้าวินาทีให้ถอยมาสิบก้าวหลังจากนั้นอีกห้าวินาทีให้บุกเข้าไปฆ่าให้ได้มากที่สุด”

    คำสั่งง่ายๆถูกบอกต่ออยู่รวดเร็ว มือขวาปรากฏดาบยักษ์ขึ้นพลังเวทมนต์สีเงินถูกถ่ายทอดใส่เข้าไปจนเต็มเปี่ยม พลังเวทย์ที่มีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณถูกดึงออกมาจากโมบิอุสในร่างโคจรรวมเอาไว้ในมือซ้าย สองเท้าใช้ออกด้วยท่าเท้าทะยานเมฆพุงผ่านลูน่าใช้ยอดอาคารนักผจญเป็นแท่นเหยียบร่างสูงกระโดดลอยเส้นโค้งในสภาพเงื้อดาบขึ้นเหนือศีรษก่อนจะตกลงใจกลางกลุ่มโจร

    กลุ่มโจรเห็นร่างเอเลนกลังตรงขึ้นมาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ การโจมตีระยะไกลนานาชนิดถูกประเค็นใส่ร่างเด็กหนุ่ม แม้ร่างกายจะผนึกพลังประสิทธิ์ศาสตร์ป้องกันเอาไว้จนแข็งแกร่งเท่าเกราะแรงค์ B แต่พลังชีวิตของเขาก็ลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่พลังเวทมนต์ลดลงเร็วยิ่งกว่า

    [ท่านอยู่ใจกลางสนามรบ ตราประทับเทพสงคราม แสดงผล]

    [ค่าพลังโจมตเพิ่มขึ้น 200%]

    [ค่าสถานะพื้นฐานทุกชนิดเพิ่มขึ้น 101 หน่วย ชั่วคราว]

    ในขณะที่ร่างร่อนลงสู่พื้นเอเลนพลังฟาดดาบจากบนลงล่างทำให้เกิดแสงก้องราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

    ดาราสวรรค์พลิกผัน

    บรึ้มมม

    แรงกระแทกประดุจอุกกาบาตกระจายพลังเวทย์มนต์สีเงินกระแทกเข้าสู่ร่างผู้ที่อยู้ใกล้สุดเสียชีวิตในคราเดียว 17 คน ยังไม่ทันที่กลุ่มโจรจะแตกตื่นพลังเวทมนต์ส่วนใหญ่ที่เหลือพลันซึมหายไปในพื้นดินไหลไปตามพื้นกระจายตัวไปหยุดอยู่ใต้ฝ่าเท้าขอพวกโจรก่อนที่จะปะทุจากล่างขึ้นบนส่งร่างพวกมันให้ลอยไปในอากาศโดยไม่มีทางขัดขืนก่อนจะถูกขุมพลังเดียวกันกดร่างกลับลงมากระแทกดินพร้อมติดสถานะผิดปกติ

    [ท่านตกอยู่ในสถานะหลงลืมแรงโน้มถ่วงเป็นเวลา 5 วินาที]

    เอเลนรีบตะโกนขึ้น

    “ตอนนี้แหละ”

    เซลีนและคนอื่นๆพลันได้สติรีบประเคนการโจมตีเพื่อให้อีกฝ่ายตายในจังหวะที่ยังขยับตัวไม่ได้ในช่วงเวลาห้าวินาทีนั้นพวกเอเลนมีกันสิบกว่าคนในขณะที่พวกโจรเหลืออีกเกือบร้อยดังนั้นต้องมีคนตั้งตัวได้ในที่สุดและเอเลนที่อยู่ใจกลางวงล้อมอันเป็นจุดที่อันตรายที่สุด

    พวกโจรที่เริ่มตั้งตัวได้ค่อยๆย่างกรายเข้ามาเอเลนไม่ได้สนใจมากขึ้นเพราะเมื่อใช้ทักษะดาราสวรรค์พลิกผันเขาจะขยับไปไหนไม่ได้ 5 วินาทีซึ่งอันตรายมากแต่ถึงห้ามไม่ให้ไปไหนแต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้ทักษะอื่น เด็กหนุ่มตบฝ่ามือข้างซ้ายที่เปี่ยมไปด้วยพลังเวทย์ที่มีกลิ่นอายเก่าแก่ลงบนพื้น

    เวทมนต์กาลเวลา เคลื่อนกาล

    วูบ

    พลังเวทย์เก่าแก่ที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นเว้นแต่ผู้ครอบครองกาลอนันต์กระจายราวกับถูกสายลมพัดอาบลงบนร่างโจรที่ยังคงไม่เข้าใจการกระทำของเอเลนก่อนจะแปลกใจว่าทำไมจู่พวกมันก็เคลื่อนไหวได้ช้าลง

    เคลื่อนกาลเป็นทักษะเวทมนต์ชุดแรกที่เอเลนได้รับมาพร้อมกับกาลอนันต์ในทางเทคนิคแล้วเอเลนไม่มีวันเวทมนต์สายกาลเวลาได้เพราะธาตุของพลังเวทมนต์พื้นฐานของเขาคือโลหะเว้นเสียแต่จะเป็นจอมเวทย์ธาตุดังกล่าว แต่เอเลนครบครองกาลอนันต์ยุทธภัณฑ์เทวะที่เกี่ยวข้องกับกาลเวลาอย่างลึกซึ้ง

    เอเลนสามารถใช้กาลอนันต์เป็นสื่อกลางเหมือนพวกจอมเวทย์ที่ใช้ไม้เท้าในการร่ายเวทย์ กาลอนันต์จะปรับเปลี่ยนพลังเวทมนต์พื้นฐานออกมาเปลี่ยนเป็นพลังธาตุเวลาโดยมีโมบิอุสเป็นสื่อกลาง วิธีนี้แม้จะสามารถทำให้เขาใช้พลังแห่งกาลเวลาได้แต่ก็สิ้นเปลืองมานาเป็นอย่างมาก

    เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามใบหน้าแต่สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยแม้จะเพิ่งใช้เวทมนต์สร้างสถานะผิดปกติให้คนพร้อมกันเป็นร้อยๆคนมา พลังเวทมนต์เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งแต่ร่างกายของเขายังคงแข็งแรงดีเมื่อเคลื่อนไหวได้อีกครั้งก็แผ่จิตสังหารออกมารอบตัวพร้อมเปลี่ยนอาวุธจากดาบยักษ์เป็นมีดคู่หนึ่งทะลวงใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า

    ฉึก

    “แค่ก”

    ร่างปริศนาพลันหลุดออกมาจากความว่างเปล่าหน้าอกของถูกแทนที่ด้วยคมมีดคู่ของเด็กหนุ่ม ร่างกายสั่นระริกใบหน้าของมันแสดงถึงความไม่อยากจะเชื่อ

    “ก แกรู้ได้ยังไง”

    “ก็เล่นปล่อยจิตสังการต้านกลับมาแบบนี้ใครๆเขาก็มองออก”

    “ท ที่แท้นั่นเป็นกลลวง”

    มือสังหารคนนั้นสำรอกเลือกออกมาก่อนจะล้มลงพร้อมมีดอาบยาพิษในมือที่เอเลนปล่อยจิตสังหารออกมาไม่ใช่เพราะแค่ต้องการข่มขวัญแต่เพื่อกดดันให้ผู้ที่ซ่อนตัวเผยโฉมออกมาแบบที่ชายคนที่เพิ่งถูกฆ่าเพิ่งกระทำไป

    คลาสมือสังหารคือคลาสที่สามารถลงมือฆ่าได้โดยที่ศัตรูไม่รู้ตัว ทุกทักษะของพวกมันล้วนเอื้ออำนวยให้สถานะการปรกติกลายเป็นการลอบสังหารแม้พวกมันจะมีพลังโจมตีและระดับการลอบเร้นสูงแต่ร่างกายของพวกมันกลับเปราะบางจนแทบไม่ต่างจากจอมเวทย์

    ในสายตาพวกโจรเอเลนดูอันตรายและน่าหวาดหวั่นมากกว่านักดาบอัจฉริยะอย่างเซลีนเสียอีกตัวอันตรายเช่นนี้สมควรแก่การถูกกำจัด พวกมันไม่ลังเลที่จะกรุ้มรุมเข้ามาโดยพร้อมกัน ชายเจ็ดคนถืออาวุธไม่ซ้ำแบบพลันดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน

    “ตาย”

    ทั้งเจ็ดกล่าวออกมาพร้อมกันแต่เอเลนยังคงสงบนิ่งในสนามรบแบบนี้เขายิ่งต้องถูกบังคับให้เยือกเย็นประดุจน้ำแข็งดวงตาและประสาทสัมผัสกวาดไปรอบเดียวก็สามารถจัดลำดับการโจมตีก่อนหลังก่อนจะกำหนดรูปแบบการโต้ตอบที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด

    เอเลนปัดหอกเป็นลำดับแรกมักแฉลบผ่านมีดคู่ของเขาไปปักอยู่ตรงพื้น ในจังหวะที่ปะทะกันเอเลนแฝงพลังเวทย์ผ่านหอกเข้าไปเล็กน้อยเพื่อใช้มันตรึงหอกเอาไว้กับพื้น ผู้ใช้หอกสามารถใช้เวลาหนึ่งวินาทีในการแก้เกมในทางตรงข้ามหนึ่งวินาทีของเอเลนถือว่าเพียงพอที่จะเสียดแทงมีดลอดผ่านรอยต่อของเกราะเพื่อตัดขั้วหัวใจของอีกฝ่ายได้โดยที่มันยังไม่ทันส่งเสียง

    ร่างมือหอกยังไม่ทันล้มกระแทกพื้นร่างของมือกระบี่สองคนแต่งกายคล้ายกันพลันเข้ามาแทนที่ กระบี่อ่อนเลื้อยไปมาประดุจอสรพิษผ่านการขยับข้อมืออันละเอียดอ่อน ครานี้เอเลนรีบปามีดที่พวกมันคนละเล่มในจุดที่อันตรายจนพวกมันต้องสลายการโจมตีกลางคันก่อนที่มีดจะเสียบตัดขั้วหัวใจ เอเลนเคลื่อนเข้าหาด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามาหยุดกึ่งกลางระหว่างสองมือกระบี่ ในระยะเนี้พวกมันไม่มีทางใช้วิชากระบี่เพื่อลงมือขัดขวางส่งผลให้เอเลนสามรถคว้าลำอก่อนจะออกแรงบีบด้วยกำลังแขนอันมหาศาลส่งพวกมันไม่เยี่ยมนรกพร้อมกันในคราเดียว

    กร๊อบ

    เสียงหน้าสยดสยองดังขึ้นพรอ้มกับที่มือกระบี่ทั้งสองตะเหลือกร่างกายสั่นระริกก่อนที่มือจะอ่อนระทวยจนทิ้งอาวุธ ดวงตาสีทับทิมไม่สนใจมองผลงานถลันร่างตรงไปยังนักรบคลั่งที่ใช้ขวานด้ามยาวเป็นอาวุธ

    “หัวของแกเป็นของข้า”

    มันประกาศกร้าวก่อนจะเพิ่มค่าสถานะด้วยทักษะบันดาลโทสะแบบเดียวกับที่เท็ดดี้เคยใช้เอเลนกรอกสายตาไปมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะสับร่างอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆด้วยพละกำลังอันเหนือชั้น ตอนนั้นเองหมุดสีครามที่มัดลวดโลหะพลันม้วนรอบเอเลนก่อนที่หมุดจะปักลงกับพื้น

    เป็นฝีมือของมือสังหารอีกคนหนึ่งที่แฝงกายไปกับความว่างเปล่ามันมีจังหวะให้ลงมือแทรกและหวาดกลัวว่าจะถูกเอเลนจับได้แบบเดียวกับที่สหายของมันที่เพิ่งถูกฆ่าจะใช้อาวุธลับตรึงเอเลนจากระยะไกลแทน

    “จอมเวทย์”

    มือสังหารคนนั้นดีใจจนแทบลิงโลดริบตะโกนสั่งเพื่อนโจรที่มีคลาสเป็นจอมเวทย์ มวลเมฆก่อตัวขึ้นเหนือฟ้าก่อนจะส่งลำแสงอัศนีบาตผ่าลงมาตรงที่เอเลนอยู่

    เวทมนต์สายฟ้า อัสนีพลัดถิ่น

    เปรี้ยงงงงง

    พลังเวทย์ธาตุสายฟ้าถูกส่งตรงมายังร่างของเอเลน พลังสายฟ้าแผดเผาร่างจะเขารู้สึกได้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเพราะค่าความเสียหายมากกว่าที่คาดเอาไว้ส่วนหนึ่งก็เพราะธาตุสายฟ้านั้นเป็นต่อต่อธาตุโลหะอย่างยิ่งยวด

    [ท่านได้รับสถานะ เหน็บชา เป็นเวลา 1 นาที]

    [คำอวยพรแห่งการก่อกำเนิดแสดงผล สถานะผิดปกติทุกอย่างถูกยกเลิก]

    “อะไรกัน”

    นักเวทย์คนนั้นอุทานด้วยความตกตะลึงตามปรกติแล้วพลังธาตุสายฟ้าโดดเด่นด้านการสร้างสถานะผิดปกติแต่เจ้าเด็กผมดำนี่กลับไม่เป็นอะไรเลย ยังไม่ทันที่มันจะได้ร่างเวทย์อะไรต่อเอเลนก็ขยับมือด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน รู้ตัวอีกทีมีดในมือข้างหนึ่งก็ย้ายมามาปักกลางศีรษะของมันพร้อมพลังชีวิตที่หมดลง

    มือสังหารพลันเบิกตากว้างเพราะสิ่งที่เอเลนเพิ่งทำลงไปคือการซัดอาวุธลับหนึ่งในทักษะติดตัวที่ฝึกได้ยากมากๆและยังสิ้นเปลืองอาวุธลับ แต่เจ้าเด็กผีนี่กลับเปลี่ยนมีดสั้นยาวหนึ่งฟุตให้กลายเป็นอาวุธโจมตีระยะกลางได้ในพริบตา ไม่รอให้เด็กหนุ่มหลุดออกจากพันธรนาการมือสังหารหนุ่มก็เตรียมตัวเผ่นด้วยทักษะล่องหน

    เอเลนทีเห็นมือสังหารคนนั้นกำลังจะหนีพลันรู้สึกรำคาญจึงเอ่ยปากขึ้น

    “เผามันซะสลามันเดอร์”

    พรึบ

    อ้ากกกก

    ร่างยังไม่ทันเลือนหายไปมือสังหารคนนั้นก็กรีดร้องเสียงโหยหวน ร่างกายพลันมีเพลิงปริศนาลุกไหม้โดยไร้ที่มาแม้เพื่อนโจรจะพยายามดับไฟด้วยเวทย์น้ำแต่นั่นเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงไปในกองไฟเสียมากกว่าไม่นานเสียงกรีดร้องก็ขาดห้วงก่อนที่มือสังหารนายนั้นจะแน่นิ่งไปในที่สุด

    เหล่าโจรที่เหลือต่างแสดงความลังเลเพราะตอนนี้เอเลนทำตัวเป็นเส้นกันแบ่งกลุ่มพวกมันออกเป็นสองส่วน เมื่อมองข้ามหัวไหล่ไปกลุ่มของเซลีนที่ศัตรูลดลงครึ่งหนึ่งทำให้สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้คาดว่าไม่นานโจรครึ่งหนึ่งจะถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง

    เอเลนหยิบน้ำยาฟื้นพลังชีวิตและมานาขึ้นมาดื่มเงียบๆแต่ก็มีโจรคนใดกล้าฉวยโอกาส เอเลนลงมือได้หมดจดเกินไป น้ำยาทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยมเว้นเสียแต่ว่าไม่อาจดื่มติดต่อกันได้เอเลนโยนขวดที่ว่างเปล่าทิ้งก่อนจะกระชับมีดสั้นทั้งสองเล่มแน่นพร้อมปล่อยจิตสังหารออกมา

    “ร เรามันร่วมร้อยรีบรุมฆ่ามันเร็ว”

    โจรคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มการต่อสู้อีกครั้ง ไม่ว่ามันผู้ใดเข้ามาใกล้ในระยะที่แขนเอื้อมถึงมันผู้นั้นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นเศษเนื้อ เคล็ดวิชาเทพสงครามถูกใช้ออกมาจนถึงขีดสุดสามารถใช้หนึ่งปราบพันได้โดยไม่เพรี่ยงพร้ำไม่นานนักเสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นและเงียบไปก่อนที่เสียงของโลกจะดังขึ้น

    [ท่านสังหารโจรเงาทมิฬกลุ่มที่ 4 จำนวน 63 คน]

    [เลเวลของท่านเพิ่มเป็น 59]

    [ค่าประสบการณ์บางส่วนถูกแบ่งให้ตราประทับเทพสงคราม]

    [คำอวยพรแห่งการสูญสิ้นแสดงผล]

    และอีกมากมาย

     

    เอเลนเช็ดเลือดที่เปื้อนใบหน้าด้วยแววตาเฉยเมยดวงตาสีทับทิมเหลือบไปมองกลุ่มของเซลีนและโจรที่เหลือที่ยังคงไม่รู้ตัวว่าการต่อสู้ตรงนี้จบลงแล้วก่อนจะถอนสายตากลับมายังโจรคนสุดท้ายที่กำลังยืนสั่นงันงกดวงตาของมันจ้องมองเอเลนราวกับอสูรร้าย

    เด็กหนุ่มคว้าคออีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยปาก

    “ค่ายของพวกแกอยู่ที่ไหน”

    “ค แค่ก”

    เอเลนผสานจิตสังหารแบบอ่อนลงในน้ำเสียงแต่ก็มาพอจะทำให้โจรที่ไม่มีกะจิตกะใจทั้งยังขวัญหนีดีฝ่อ

    “บ บอกไม่ได้ ถ้าบอกตอนนี้ละก็ท่านผู้นั้น....”

    “ระหว่างชั้นกับคนที่ไม่รู้ว่าอยู๋ที่ไหนแกกลัวใครมากกว่า”

    “อึก...”

    โจรหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเมื่อจ้องมองไปที่แววตาเฉยเมยของอีกฝ่ายจะบอกตอนนี้หรือไม่บอกก็มีค่าเป็นตายเท่ากัน มันชั่งน้ำหนักครู่หนึ่งก่อนที่จะยอมตามน้ำไปก่อน

    “ต ตกลง แต่ก็ต้องไม่ฆ่าชั้นนะ”

    “แน่นอน...”

    เอเลนรับปากแต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อเด็กหนุ่มพลันเย็นสันหลังวาบลูกธนูยาวหนึ่งเมตรและหัวลูกศรขนาดเท่ากำปั้นพลันทะลุจากหลังมาหน้าตัดผ่านหัวใจของคนที่เขาตั้งใจจะเค้นข้อมูล พลังที่แฝงมามองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือยอดฝีมือพลังเวทมนต์ที่น่าสะอิดสะเอียดแพร่กระจายราวกับเชื้อโรคกัดกินผิวหนัของเอเลนอย่างเจ็บแสบก่อนที่จะทันได้ทำอะไรหัวลูกศรพลันกระแทกหน้าอกแกร่งของเอเลนก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม

    เด็กหนุ่มอ่านการใช้พลังออกทันทีรีบเหวี่ยงร่างที่ติดกับลูกธนูออกไปแต่ก็ช้าไปเสียแล้วในเสี้ยววินาทีที่หัวลูกศรกระแทกกับเอเลนมันก็ถูกเปลี่ยนเป็นศรหัวระเบิด

    บรึ้ม!!!

    เสียงระเบิดดังกึกก้องเปลี่ยนพื้นบริเวณนั้นให้กลายเป็นหลุมพร้อมส่งร่างเอเลนที่สื้อผ้าขาดวิ่นกระแทกกับอาคารสามหลังก่อนจะหยุดลง เด็กหนุ่มถูกโจมตีกะทันหันพลันรู้สึกอื้ออึงก่อนจะฝืนอาการบาดเจ็บลุกขึ้นแล้วใช้ทักษะวิสัยทัศน์จากเบื้องสูง

    จากทิศของลูกธนูเอเลนสามารถคาดเดาตำแหน่งคร่าวๆของผลซุ่มยิง แต่เขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อจุดที่คาดเอาไว้นั้นในตอนนี้กลับว่างเปล่า

    “ชิ หนีเก่งซะด้วย”

    เด็กหนุ่มสบถก่อนจะก้มลงสำรวจอาการบาดเจ็บศรหัวระเบิดแม้จะดูธรรมดาแต่แรงระเบิดนั้นทำให้หัวศรแตกเป็นเศษชิ้นเล็กๆฝังเข้ามาร่างกายช่วยเสริมกำลังให้พลังเวทย์ที่กัดกินอยู๋สามารถรุกรานเจ้ามาในร่างกายได้ไวขึ้นหากไม่ใช่คลาสนักบวชก็มีแต่ผู้ที่ใช้พลังได้ทั้งแบบภายนอกและภายในที่พอจะขับมันออกมาได้

    เอเลนโครพลังครู่หนึ่ค่อยๆขับพลังแปลกปลอมในร่างออกก่อนจะกลับไปสมทบกับคนอื่นๆ

    “ระห่ำเกินไปแล้วนะยะ”

    เซลีนบ่นก่อนจะเช็ดคราบเลือดที่ดาบในขณะที่คนอื่นๆกำลังอยู่ในสภาพเหนื่อยหอบหากไม่ใช่เพราะนี่เป็นเหตฉุกเฉินเธอไม่มีทางยอมให้อีตานี่ใช้แผนห่ามๆแบบนี้อีกเด็ดขาด

    “เอาน่าเรื่อนั้นช่างมันเถอะ”

    เอเลนบอกปัด

    “ไม่มีใครพอจะให้เค้นข้อมูลได้เลย?”

    เซลีนได้ฟังก็ยักไหล่

    “ก็อย่างที่เห็น มีแต่พวกระดับล่างๆเท่านั้นเค้นไปก็ไม่ได้อะไร”

    เอเลนพยักหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้น

    “พอจะรู้จักใครที่มีความสามารถด้านการใช้คันศร....ไม่สิ ต้องบอกว่าพอจะรู้จักคนที่ใช้อาวุธแบบนี้รึเปล่า”

    พูดจบเอเลนก็ก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง เซลีนพยักหน้าก่อนจะตอบ

    “อาวุธเป็นเอกลักษณ์มาก...ทางสำนักงานใหญ่น่าจะมีข้อมูลอยู๋ ช่วยรอหน่อยนะ”

    “อืม งั้นชั้นจะล่วงหน้าไปก่อนเธอช่วยไปตามพวกชาวบ้านหาช่วยกันซ่อมกำแพงที”

    “ตกลง”

    ตกลงกันเสร็จสรรพเอเลนก็ปลีกตัวออกมาคนเดียว นอกจากเขากับเซลีนแล้วคงมีแค่ลูน่าที่พอจะเคลื่อนไหวปาได้ส่วนเหล่าหัวกะทินั้นตอนนี้นั่งหมดแรงข้าวต้มไปพลางซดน้ำยาไปพลาง

    การซุ่มโจมตีคราวนี้พวกมันไม่ได้อะไรกลับไปเลยแต่ก็แลกมาด้วยความเสียหายเป็นวงกว้างเซลีนรีบสังให้คนที่ยังพอลุกไหวไปตรวจตรารบๆพร้อมจัดกลุ่มลาดตระเวรชุดใหม่โชคดีที่ไม่มีการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้น ระหว่างที่กำลังประเมินความเสียหายก็มีวิ่งหนึ่งปรากฏตัวในวิสัยทัศน์เป็นคนกลุ่มหนึ่ง

    พวกมันแต่งกายยืนพื้นด้วยเสื้อผ้าแบบธรรมดาที่สวมทับด้วยชุดเกราะบางส่วนที่มีสภาพทรุดโทรม แต่ละคนมีอายุประมาณ 17 ปีเท่านั้นทุกคนล้วนมีบาดแผลไม่มากก็น้อยแต่ที่มีเหมือนกันหมดคือใบหน้าที่ผิดหวังเล็กๆ

    “โฮ้ยๆ หมู่บ้านมีเจ้านี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

    ชายคนที่เดินนำหน้าสุดเอ่ยขึ้น มันมีดวงตาเรียวเล็กเหมือนหนูจนเอเลยเผลอเรียกคนๆนี้ว่าเจ้าหน้าหนูในใจ เจ้าหน้าหนูเสมอไปรอบๆก่อนที่สายตาของมันจะตกมาอยู่ที่เอเลน

    “แก...หน้าตาไม่คุ้นเลย คนเมืองหลวงงั้นเรอะ”

    พูดจบเจ้าหน้าหนูก็พ่นลมหายใจเหยียดหยันความประทับใจของมันที่มีต่อเอเลนไม่มีเลยสักนิดด้วยท่าทางซอมซ่อราวกับขอทานทำให้มันพลันนึกรังเกียจ ผนวกกับการล่าวูซูที่มีมันเป็นต้นคิดแม้จะสำเร็จแต่ก็ไม่ราบรื่นอย่างที่คิดทำให้มันในตอนนี้อารมณ์ไม่ดีอย่างแรง

    เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายเอเลนที่มีสีหน้าเรียบนิ่งพลันหางคิ้วกระตุกแต่ยังคงไม่อยากพูดอะไร ในทางตรงข้ามพวกคนที่มาใหม่นั้นเมื่อเห็นเอเลนก็คิดในทางเดียวกัน มันคิดว่าคนจากเมืองหลวงจะสวมใส่ยุทธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมแบบอัศวินในนิทานเสียอีก

    บรรยากาศอึมครึมอยู่ได้ไม่นานนักเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นๆเดินทางมาถึง

    “มัลคอมม์ เจ้าบ้ารู้รึเปล่าว่าแกทำอะไรลงไป”

    มาลรีคที่มีใบหน้าชายหน้าหนูหรือมัลคอมม์หลายส่วนสรรเสริญลูกชายทันที่เห็นหน้าแต่ฝ่ายลกชายดูจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวไหร่

    “ตะโกนเสียงดังทำไมเล่าตาแก่”

    มัลคอมม์เอ็ด มาลรีคที่เห็นดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น

    “ถ้าแกกับพวกๆของแกยังอยู่พ่อก็คงม่ต้องเครียดขนาดนี้ รู้มั้ยว่าไม่กี่นาทีก่อนเพิ่งหมู่บ้านเพิ่งจะถูกโจมตี”

    “เห งั้นเหรอ”

    มัลคอมม์ลากเสียงก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะกวาดมองรอบหมู่บ้านร่องรอยการต่อสู้ยังคงสดใหม่ นอกจากนี้มันยังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจจากสายตาของนักผจญภัยสังกัดสมาคม

    “ไม่ต้องห่วงน่าพ่อ เดี๋ยวผมจัดการเองน่ะ”

    มัลคอมม์ตอบปัดๆก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้ดูแลสมาคมมันจึงเดินผ่านผู้เป็นพ่อของมันไปแบบไม่ใยดี

    “นี่คือหลักฐานการล่าวูซู ขึ้นเงินให้ที”

    ไม่พูดเปล่ามันก็ให้ลูกน้องของมันนำถุงที่บรรจุหางของวูซูจำนวนมากโยนลงตรงหน้าผู้ดูแลสมาคมโดยไม่สนใจบรรยากาศตรงหน้าเลย นักผจญภัยของสมาคมไม่เว้นแม้แต่ผู้ดูแลเพราะจำนวนหางที่อัดแน่นอยู่ในถุงนั้นมีไม่ต่ำกว่าร้อยชิ้นดีไม่ดีอาจจะเป็นพันๆ

    “มากขนาดนี้ นี่ล่าวูซูมามากขนาดไหนกัน”

    คนคนหนึ่งเอ่ยข้นด้วยน้ำเสียงทึ่งๆเมื่อพิจารณาจากจำนวนคนที่มีกัน 20 คนสามารถ่าวูซูเป็นพันตัวได้โดนใช้เวลาแค่สี่ห้าวัน

    “หึหึ ก็คนมันเก่งนี่เนอะ”

    มัลคอมม์ยิ้มอย่างถือดีก่อนจะเบนหน้ากลับไปที่ผู้ดูแลสมาคม

    “ว่าไง รีบๆเอาเงินมาได้แล้วพวกเราเหนื่อย”

    “แล้วไม่คิดว่าพวกเขาเหนื่อยบ้างรึไงคะ”

    เซลีนที่เงียบมานานเอ่ยข้นก่อนจะเดินมาประชันหน้าชายหน้าหนูดวงตาสีมรกตคมกริบราวกับดาบเล่มหนึ่ง

    “รู้รึเปล่าว่าตลอดเวลาที่คุณมัวแต่ออกไปล่าโดยไม่ทิ้งคนไว้ที่นี่เลย หมู่บ้านกับสมาคมเดือดร้อนกันขนาดไหนแล้วนี่อะไร ช่วยก็ไม่ช่วยคิดแต่จะเรียกร้องละอายใจเป็นรึเปล่า”

    “....อีหนูนี่ใคร รู้รึเปล่าว่าข้าเป็นลูกใคร”

    มัลคอมม์ที่โดนต่อว่าไปแบบนี้ก็หน้าขึ้นสีในหมู่บ้านเล็กๆนี้ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านที่ครอบครัวมันสืบต่อกันมานั้นล้วนได้รับความเคารพ ไม่มีสักคนเลยที่จะไม่ก้มหัวให้เวลามันเข้าใกล้แล้วนังผู้หญิงคนนี้เป็นใครทำไมมันต้องเคารพ

    “คนที่พ่อเชิญมาเพื่อช่วยพวกเราไงล่ะ”

    เป็นมาลรีคตอบทำเอามัลคอมม์พูดทวนด้วยความไม่เชื่อ

    “อะไรนะ? ยัยหนูนี่เนี่ยนะคนที่จะมาช่วย มาเป็นภาระสิไม่ว่าใช่มั้ยพวกเรา”

    ฮ่าๆๆๆ

    ชายคนอื่นร่วมหัวเราะไปด้วยหลังจากผ่านความตึงเครียดกันมาอย่างยาวนาน

    “ไม่เอาน่าอย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นซี่ คืนนี้เอาไว้เรามาคุยเรื่องปกป้องหมู่บ้านกันสองต่อสองบนเตียงดีกว่ามั้ยจ๊ะ”

    พูดจบมันก็หัวเราะหวังจะยั่วโมโหนักผจญภัยจากเมืองหลวงมัลคอมม์เชื่อมันอย่างไม่มีสั่นคลอนว่าความเก่งกาจที่มันสั่งสมมาตลอดสี่วันจะสามารถจัดการกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ได้ แต่ก่อนที่มันจะทันได้ฝันหวานฝ่ามือเล็กๆข้างหนึ่งก็ตบเข้าที่ใบห้าของมันอย่างจัง

    “แค่ก”

    แรงตบมากพอจะทำให้ใบหน้าของมันจูบลงกับพื้นใบหน้าของมันสับสนก่อนจะเงยขึ้นมาพบกับเอลฟ์สาวคนหนึ่งกำลังมองมันมาด้วยใบหน้าที่โกรธจัด

    “สำนึกก็ไม่ยังจะทำตัวหยาบคายอีก ท่าทางแบบนี้เก็บไวรังแต่จะเป็นภาระขอชั้นฆ่ามันทิ้งเลยได้มั้ยคะเซลีน”

    ลูน่ามาเรยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทำให้นักผจญภัยหมู่บ้านพร้อมใจกันชักอาวุธออกมามัลคอมม์ที่เพิ่งได้สติพลันุมแก้มและชี้หน้าลูหน้าด้วยความโกรธ

    “นังนี่กล้ามากที่ตบหน้าข้า ไว้ทุกอย่างจบลงก่อนข้าจะเอ็นดูแกกับนังผมทองนั่นให้หนำใจ”

    ยิ่งฟังคำที่มันพ่นออกมามากเท่าไหร่สองสาวก็ยิ่งรู้สึกคลื่นไส้มากขึ้นเท่านั้นเซลีนหันไปส่งสายตาให้กับเอเลนและคนอื่นๆว่าไม่ต้องยุ่งก่อนที่ผู้ดูแลสมาคมจะรำพึงเสียงแผ่ว

    “หว่าๆๆ เพิ่งรับมือพวกโจรกันมาพวกเธอจะไหวมั้ยเนี่ย”

    ตอนนั้นเองเอเลนที่ย้ายมาอยู่ข้างมันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้พลันหัวเราะเบาๆ

    “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ นักผจญภัยที่มีดีแค่เลเวลไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเธอสองคนหรอก อีกอย่างพวกมันก็ดู...โง่มากด้วย เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กนั่นแหละเรารับชมเฉยๆก็พอครับ”

    เอเลนกล่าวยิ้มๆอันที่จริงเขาเกือบจะเป็นคนลงมือถ้าลูน่าไม่ชิงจัดการเองเสียก่อน สองสาวที่กำลังเครื่องติดเปรียบเสมือนไฟกองโตที่พี้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้กลายเป็นจุล

     

    ***************************************************************************

    ช่วงมุมบ่นของนักเขียน(อะแห่ม)

    ช่วงนี้ผมอาจจะบ่นเยอะหน่อยโดยจะเป็นการบ่นถึงชีวิตการทำงานประจำของผม ไม่อยากให้เพื่อนๆนักอ่านต้องมาซีเรียสกับผมสามารถข้ามข้อความหลังจากนี้ไปได้เลยครับ

    .

    .

    .

    .

    .

    เตือนแล้วนะ

    สัปดาห์นี้งานยังคงหนักเหมือนเคยและยังคงหนักยิ่งขึ้น ปกติแล้วหน้าที่ของผมคือการประสานงานระหว่างหน้างานกับทางผู้บริหาร แต่ด้วยความที่ช่วงนี้มีคนลาออกแม้ตำแหน่งจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่งานของคนๆนั้นกลับถูกโอนมาให้ผมแบบเหนือความคาดหมาย

    ด้วยงานที่มากขึ้นทำให้เวลากลับบ้านต้องถูกเลื่อนออกไป เหนื่อยงานนี่ไม่เท่าไหร่กับคนนี่เหนื่อยกว่า ที่ออฟฟิสมักจะมีคนๆหนึ่งเขามักจะเอางานตัวเองมาโยนให้เราทำและเมื่อถามว่าทำไมไม่ทำเองทั้งที่ตัวเองก็มีเวลาเหลือพอจะทำก็มักจะจบด้วยคำว่า"ช่วยหน่อยไม่ได้รึไง" ไอ้ช่วยน่ะช่วยได้นะแต่เราทำงานของเราให้เสร็จก่อนแล้วค่อยทำงานของเขากลายเป็นว่าเขามองเราว่าเราไม่ยอมช่วยเขาเพราะงานของเขาสำคัญที่สุดและเมื่อไม่ได้ดั่งใจเขาก็จะโทรมาด่าเราให้เสียสุขภาพจิตเล่น พอเราสวนกลับก็หาว่าเราไม่เคารพรุ่นพี่ทั้งๆที่การเอาอายุมาเป็นข้ออ้างแบบนี้ควรจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 - 20 ปีที่แล้ว

    จริงๆคนๆนี้เคยด่าลูกน้องในทีมของเขาจนตัดสินใจลาออก เขาก็ไม่รู้สึกิดอะไรเพราะเขามองว่าการที่เขาด่า เสียงดัง พูดกระโชกโหกหาก พูดแดกดัน มันเป็นนิสัยของเขาเขาไม่มีความจำเป็นต้องสนใจว่าคนอื่นๆจะรับนิสัยของเขาได้หรือไม่ แถมยังนิสัยเสียชอบเอาปากกาเราไปใช้แล้วเนียนเป็นของตัวเอง เอาขยะของตัวเองมาทิ้งไว้โต๊ะคนอื่น ด่าสามวันเจ็ดวันก็ไม่หมดคือไม่มีความเกรงใจคนอื่นเลย