ท้ายที่สุด ศึกไล่ล่าอสูรก็ดำเนินต่ออีกพักใหญ่ ผลการรบสุดท้าย หน่วยล่าอสูรชนะสอง อสูรร้ายอาอวี่ชนะสาม ถือเป็ผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ค่อยยอมรับนัก
ลานนาที่เคยสงบ บัดนี้เต็มไปด้วยรอยเท้า กองฟางกระจัดกระจาย อาเปาหอบจนพุงกระเพื่อม หลินเทานอนแผ่กลางพื้นไม่ขยับ อาตงกับเสี่ยวหนิงเองก็เริ่มหมดแรงไม่ต่างกัน มีเพียงอาอวี่ที่ยังยืนกอดอกอยู่ข้างคันนา สีหน้าเหมือนไม่ได้ผ่านาใดมาเลย
“หมดแรงกันแล้วหละสิ เ้าพวกเด็กน้อย” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนสองคนเดินเข้ามาจากอีกฝั่งของนา หนึ่งคือพ่อของอาตง อีกคนเป็ลุงเ้าของพื้นที่นาแถบนี้ ทั้งสองมองสภาพลานนาอยู่พักหนึ่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปทางหลินเทาและอาตง “อืม…ข้าว่าพวกเ้าสองคนลืมงานอยู่หรือไม่”
หลินเทาชะงัก อาตงนิ่งค้าง ชั่วพริบตาต่อมา “อ้าาา!!” ทั้งสองเด้งตัวลุกขึ้นแทบพร้อมกัน อาตงหันขวับไปหาอาเปา “อาเปา! เ้านะเ้า! ข้าวยังแยกข้าวไม่เสร็จเลย!”
อาเปากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบลุกขึ้นตบอกตัวเอง “เื่แค่นี้สบายมาก! เมื่อหน่วยล่าอสูรเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือชาวบ้าน!” เ้าตัวโบกมือยิ่งใหญ่ราวกับกำลังประกาศคำสั่งทัพ “ทุกคน! เข้าประจำตำแหน่ง!”
ไม่นานนัก เด็กทั้งห้าก็ถูกจับมานั่งล้อมถาดไม้กลางลานนา เริ่มคัดแยกเมล็ดข้าวกันอย่างช่วยไม่ได้ โดยมีผู้ใหญ่สองคนนั่งคุมอยู่ไม่ไกล เสียงเมล็ดข้าวกระทบถาดไม้ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ลมยามบ่ายพัดผ่านทุ่งนาเบา ๆ พาเอากลิ่นดินและต้นข้าวลอยผ่านไปช้า ๆ
ผ่านไปพักหนึ่ง ลุงเ้าของนาเหลือบมองอาเปา “จริงสิ ได้ยินเมื่อครู่เ้าพูดว่า…พ่อเ้าส่งจดหมายมา?”
อาเปาเงยหน้าทันที “อ้อ! ใช่! พ่อข้าพบอสูรระหว่างคุ้มกันขบวนสินค้า!”
มือของผู้ใหญ่สองคนชะงักไปเล็กน้อย พ่อของอาตงขมวดคิ้ว “พบจริงรึ”
“อสูรลิงั์!” อาเปาพยักหน้าแรง ๆ “พ่อข้าบอกว่ามีคนาเ็ไม่น้อย!”
ลมพัดผ่านลานนาอีกครั้ง ผู้ใหญ่ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนพ่อของอาตงจะถอนหายใจ “พ่อเ้าคือหัวหน้าผู้คุ้มกัน หากไม่นับท่านผู้ใหญ่บ้าน ก็ถือว่าเป็คนแข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของหมู่บ้านแล้ว”
สีหน้าภูมิใจของอาเปาเพิ่งขึ้นมาได้ครึ่งเดียว ประโยคถัดมาก็ฟาดลงมาตรงหน้า
“ถึงอย่างนั้น…สิ่งที่เลือกก็ยังเป็ถอยหนี”
อาเปาชะงักเล็กน้อย ผู้ใหญ่ส่ายหน้าเบา ๆ “อย่าเข้าใจผิด หากพบเจออสูรจริง…เพียงยังกล้าเผชิญหน้ามัน ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
ลานนาเงียบลงชั่วครู่ อาตงก้มมองเมล็ดข้าวในมือ หลินเทาหยุดคัดข้าวไปเล็กน้อย แม้แต่อาเปาเองก็ยังขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
ก่อนเ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นหากพบอสูรจริง…พวกเราควรทำอย่างไร”
พ่อของอาตงตอบเรียบ ๆ “วิ่ง กลับหมู่บ้าน ไปหาท่านผู้ใหญ่บ้านให้เร็วที่สุด”
“หา....ท่านผู้ใหญ่บ้าน?”
“ถูกต้อง” ลุงเ้าของนาพยักหน้า “หากยังทัน…พวกเ้าก็ยังมีโอกาสรอด”
อาอวี่ชะงักมือเล็กน้อย เสี่ยวหนิงเองก็เงยหน้าขึ้นจากถาดข้าว ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง อาเปาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “เอ๋? เกี่ยวอะไรกับท่านปู่เหอด้วย”
ผู้ใหญ่ทั้งสองพลันนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนลุงเ้าของนาจะเลิกคิ้ว “พวกเ้า…อยู่กับท่านผู้ใหญ่บ้านทุกวัน อย่าบอกนะว่าไม่รู้”
อาอวี่กะพริบตา เสี่ยวหนิงเอียงหัวเล็กน้อย “รู้เื่อะไร?”
ความเงียบลงอยู่พักหนึ่ง พ่อของอาตงถอนหายใจ “สมแล้ว…ท่านผู้าุโไม่เคยเล่าอะไรจริง ๆ”
อาอวี่โพล่งขึ้น “วันนี้...ข้าเห็นปู่เหอปล่อยไฟฟ้าจากนิ้วด้วยแหละ”
อาเปาตาโตทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็ตื่นเต้น “สายฟ้า...ปู่เหอเป็ผู้ใช้สายฟ้า”
ผู้ใหญ่สองคนเพียงขำแล้วหัวเราะเบา ๆ “เพ่ยย เ้ารู้แค่นั้นรึ ท่านเหอสุดยอดกว่านั้นอีก”
ผู้ใหญ่สองคนพูดต่อ “เ้าคิดว่าปู่พวกเ้าเป็เพียงคนแก่ที่มีหน้าที่เฝ้าหมู่บ้านหรืออย่างไร”
เสี่ยวหนิงกับอาอวี่เงยหน้ามองอย่างสงสัย “ไม่ใช่รึ”
อาเปาแทบกรีดร้อง “เล่า ๆ เล่าให้ข้าฟังที”
ผู้ใหญ่พลันหัวเราะ “เหอะ สมัยท่านเหอยังหนุ่มนะ ท่านเป็ถึงผู้ที่เกือบจะก้าวขึ้นระดับหอคอยนิรันดร์เชียว”
อาเปากรีดร้องทันที “หอคอยนิรันดร์!!!”
เด็กคนอื่น ๆ หันมอง “มันคืออะไร”
อาเปายืดอก “เอ๋ พวกเ้าไม่รู้รึ ที่เมืองใหญ่ ผู้แข็งแกร่งที่ประจำการที่นั่น ทุกคนย่อมเป็ผู้พิทักษ์ระดับหอคอย มีชื่อเสียงสูงส่ง ออกปกป้องชาวบ้านผู้อ่อนแอที่ถูกทำร้ายจากสัตว์ในป่า ” อาเปาพูดดวงตาเปล่งประกายดังม่านฝัน “สักวันหนึ่ง....ข้าจะเป็เช่นนั้น”
อาเปาที่กำลังฝันหวานแต่ปากยังคงถามต่ออย่างไม่อาจเชื่อ “เกือบเป็หอคอยนิรันดร์…ปู่เหอเกือบเป็ระดับนั้นจริง ๆ หรือ”
“เช่นนั้น…เหตุใดท่านจึงมาอยู่หมู่บ้านนี้”
อาเปาผงกหัวดั่งไก่จิก “ใช่สิ! ถ้าเกือบถึงระดับนั้น เหตุใดต้องมาเฝ้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แบบนี้”
ผู้ใหญ่ทั้งสองเงียบไปซักครู่ ก่อนลุงเ้าของนาจะเอ่ยขึ้นด้วยประโยคแฝงความนัยบางอย่าง “บางคน…เลือกกลับมาอยู่ที่ที่ไม่มีใครอยากอยู่แทน”
อาเปาพูด “งั้นปู่เหอก็ยิ่งเท่สิ! ทั้งที่ไปได้ไกล แต่กลับมาอยู่หมู่บ้านนี้!”
เสี่ยวหนิงมองไปทางบ้านปู่ของจนเงียบ ๆ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
หลังอาเปาสบัดความคิดชื่นชมออกจากหัวได้ ก็เกิดคำถามใหม่ขึ้นมา “เช่นนั้น หรือหมู่บ้านนี้…มีอะไรอยู่ถึงทำให้คนระดับนั้นอยู่ได้”
“หนึ่งในนั้นก็บ่อลมปราณธรรมชาติอย่างไรเล่า” เสียงหัวเราะแ่เบาของพ่ออาตง หากเมื่อเอ่ยขึ้นกลับมีแววตาภูมิใจลึกๆ
“เหห มันอยู่ที่ไหน”
ผู้ใหญ่ “ก็บ่อที่พวกเ้าต้องไปแช่ทุกเดือนนั่นแหละ”
เด็กทั้งหมด “เอ๋!! สระน้ำเหม็นเขียวพวกนั้นหนะนะ”
“นั่นไม่ใช่ของที่จะมีในหมู่บ้านทุกที่ ขนาดในเมืองยังมีแค่คนในตระกูลใหญ่เท่านั้นถึงจะมีได้”
เด็กๆที่พึ่งได้รับรู้ข้อมูลสุดเหลือเชื่อที่พวกตนไม่เคยได้รู้มาก่อนล้วนมีแต่ท่าทางตื่นเต้น “สุดยอดดดด!!”
อาเปา “แล้วแช่แล้วจะเป็อะไร ทุกครั้งที่เข้าไปข้ารู้สึกเพียงแสบจมูกและเหม็นจนปวดหัวก็เท่านั้น”
“มันช่วยเสริมสร้างร่างกายสำหรับผู้เตรียมพร้อมเปิดชีพจร”
อาเปา “แล้ว”
“เมื่อพวกเ้าเริ่มรวบรวมลมปราณ มันจะช่วยให้ไม่พบอุปสรรคในการฝึกตน”
อาเปา “งั้นถ้าข้าหมั่นแช่บ่อย ๆ ก็จะแข็งแกร่งเหมือนท่านปู่เหอได้สิ”
“อันนั้นก็ไม่แน่ มันขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง เช่น พร์”
อาเปา “แล้วข้าจะปล่อยไฟฟ้าได้มั้ย”
“เอ่อออ....ธาตุไฟฟ้าหายาก แต่ถ้าเป็ลมหรือจุดไฟ น่าจะพอได้” พ่ออาตงและลุงเ้าของนาเริ่มปวดหัวกับคำถามที่ไม่จบไม่สื้นของเ้าอ้วนคนนี้
อาเปา “ข้าเคยได้ยินท่านพ่อพูดเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นข้ากำลังอ่านคัมภีร์ศึกา…ไม่ได้การ! ข้าต้องเข้าไปแช่แล้ว!”
เด็กทั้งหมด “ข้าไปด้วย!”
“หยุดด! คิดว่าอยากแช่ก็แช่ได้เรอะ มันเปิดเดือนละครั้ง อีกไม่กี่วันถึงจะเปิด ทุกอย่างมีเวลาของมัน แล้วอย่าคิดจะออกไปไหน วันนี้ถ้าพวกเ้าแยกเมล็ดข้าวไม่เสร็จอย่าหวังจะได้ออกไปข้างนอก! หลินเทา อาตง พวกเ้าเข้าใจใช่หรือไม่”
“เห้ออออ…” เสียงถอนหายใจอันแ่เบาของเด็กอ้วนพลันปิดฉากฝันหวานลง