ลิขิตฟ้าภรรยาสลับร่าง

    บทที่ 28 เคราะห์ร้ายของคุณชายจิน

                เสี่ยวหยี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่ออ่านรายละเอียดของข่าวที่เขียนถึงต้นตอการรื้อคดีคุณชายสือว่าเกิดจากวิญญาณต้องการทวงแค้นและมีนักพรตผู้หนึ่งติดต่อวิญญาณได้แม้ว่าจะมิได้เอ่ยนามออกมาโดยตรงแต่เสี่ยวหยี่ก็รู้สึกว่ากลุ่มของตนคงจะถูกจับตามองจากสำนักข่าวนกกระจิบอยู่

                “ท่านอาจารย์ถูกเอ่ยถึงอย่างนี้พวกเขาคงกำลังจับตามองอยู่เป็นแน่”

                “เสี่ยวหยี่เจ้าคิดมากไปหรือไม่?”

                “ศิษย์พี่รองพวกเขาเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ของแคว้นหมิงย่อมต้องมีสายข่าวยิบย่อยยุบยับเต็มไปหมดหากจะให้คนจับตามองท่านอาจารย์ไว้ก็ไม่น่าแปลก”

                “น่าเสียดายนะถ้าในจดหมายข่าวเขียนชื่อนักพรตจูเหมิงลงไปล่ะก็ เราคงได้งานจ้างอีกเพียบเชียว”

                “ท่านไม่กลัวหรือ?หากว่าท่านอาจารย์เกิดไม่เห็นวิญญาณในคราวต่อไปพวกเราจะโดนคนมารุมเผาบ้านเช่าหรือไม่?”

                “ในเมื่อคนอื่นก็มองไม่เห็นก็ย่อมไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้เจ้าอย่ากลัวไปเลยน่า ข้าว่าท่านอาจารย์คิดถูกแล้วหากินกับวิญญาณนี่ล่ะพวกเราน่าจะอยู่กันได้สบาย”

                เสี่ยวหยี่ไม่อาจคัดค้านเพราะรู้ว่าคนทั้งสามอาศัยทำมาหากินแบบนี้จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้วการจะเปลี่ยนแปลงความเคยชินช่างยากนัก

            ขณะเดียวกันในวัดหยกสวรรค์ คนสกุลจินทั้งสามก็กำลังเข้าไปในอารามใหญ่จินวั่งซูเดินประคองท่านย่าอย่างระมัดระวัง

            “ข้าล่ะอยากขึ้นไปไหว้เจดีย์นัก”

            “ท่านย่าขอรับไหว้จากข้างล่างก็ได้เช่นกัน ท่านไม่จำเป็นต้องขึ้นไปให้ยากลำบากหรอกรูปปั้นพระโพธิสัตว์ในอารามใหญ่ก็ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ท่านย่าเคยบอกข้าตั้งแต่เล็กจนโต”

    “เสี่ยวซูเจ้าขี้เกียจพาย่าเดินขึ้นไปก็บอกมาตามตรงเถอะ”

            “ฮูหยิน เจ้าน่ะสู้ข้าไม่ได้หากให้ข้าเดินขึ้นไป ข้ายังสบายๆ อยู่เลยนะ เจ้าเชื่อหรือไม่?”

            “ท่านพี่อย่าท้าทายให้หลานต้องลำบากเลยเจ้าค่ะ พวกเราอายุปูนนี้แล้วไหว้พระที่อารามข้างล่างก็พอแล้ว”ฮูหยินผู้เฒ่าคุกเข่าลงยกมือไหว้รูปปั้นพระโพธิสัตว์สีขาวขนาดใหญ่

                        จินวั่งซูยกถาดเทียนและธูปมายื่นต่อหน้าท่านปู่และย่าคนทั้งสองจึงหยิกเอาเทียนและธูปมาจุดที่แท่นตรงหน้าและปักธูปลงในกระถางใบใหญ่คนทั้งสามยกมือตั้งจิตอธิษฐาน

            “นานแล้วนะที่ไม่ได้ตรวจดวงชะตาเสี่ยวซูพาย่าไปมุมอารามหน่อยเถิด”

                        ซินแสตั้งโต๊ะอยู่มุมหนึ่งของอารามด้วยวัยของคนผู้นี้อายุช่างน้อยจนดูไม่น่าเชื่อถือจินวั่งซูยุดแขนฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้แล้วก้มหน้ากระซิบถาม

                        “ท่านย่าขอรับแน่ใจหรือว่าดูแม่น? ดูแล้วอายุเขาไม่น่าจะถึงสามสิบปีด้วยซ้ำซินแสส่วนใหญ่ที่ข้าเคยเห็นต่างก็แก่เฒ่าจนผมหงอกเคราขาวกันทั้งนั้น”

                        “ย่าจะบอกเจ้าให้นะโต๊ะตัวนี้มีไว้สำหรับซินแสสกุลหยวนเท่านั้น พวกเขาล้วนตรวจดวงชะตาได้แม่นยำแต่นี่นะสำหรับผู้ที่ขอรู้ลิขิตฟ้าย่อมจะต้องแลกเปลี่ยน”

                        “แลกเปลี่ยนกับสิ่งใดหรือขอรับ?”

                        “ยิ่งพวกเขาดูแม่นก็ยิ่งอายุสั้น”

                        “ไอหยา! จริงหรือท่านย่า?”

                        “เท่าที่ย่ารู้คนสกุลนี้ที่สืบตำแหน่งซินแสอายุไม่เกินสี่สิบปีก็เสียชีวิตแล้วส่วนพวกซินแสที่อายุยืนยาวแล้วตรวจชะตาได้แม่นยำล้วนต้องแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งในชีวิต”

            “อย่างไรหรือท่านย่า?”

                        “หากอายุยืนชีวิตครอบครัวจะล้มเหลว อาจต้องสูญเสียคนที่รัก หรือไม่อาจรักษาทรัพย์เอาไว้ได้นี่เป็นสี่ประการที่แลกกับการล่วงรู้ความลับสวรรค์”

                        จินวั่งซูรู้ว่าท่านย่าอายุเกือบเจ็ดสิบปีของเขาติดตามท่านปู่ไปค้าขายทั่วแคว้นหมิงและหลายครายังข้ามไปแคว้นอื่นๆด้วยจึงมีประสบการณ์ชีวิตมากมายที่เขาต้องรับฟัง

                        “มาเถอะเสี่ยวซูตรวจดวงชะตาเจ้าดูสักหน่อย แม้จะไม่เชื่อแต่ฟังไว้บ้างก็ยังดีหากมีสิ่งที่ขัดข้องก็จะได้ป้องกัน หากมีเรื่องไม่ดีก็จะได้เตรียมการ”

                        คหบดีจินที่ยืนนั่งรอหน้าโต๊ะของซินแสหยวนกลับมิได้คิดเช่นนั้นตัวเขาเคยได้รับคำทำนายจากซินแสสกุลหยวนหลายครั้งและเป็นจริงแทบจะทุกครั้ง ส่วนที่ไม่เป็นจริงอาจจะเพราะได้ทำการป้องกันเอาไว้ก่อนแล้ว

            ซินแสหยวนสอบถามวันเกิดปีเกิดและเวลาตกฟากก็จินวั่งซูเรียบร้อยก็ทำการคำนวณบนกระดาษแผ่นใหญ่จินวั่งซูไม่รู้ว่าตนเองตาฝาดไปเองหรืออย่างไรบางคราวเขารู้สึกว่าสายเส้นที่ซินแสหนุ่มใหญ่ผู้นี้ตวัดดูราวกับจะลอยออกจากกระดาษออกมา

                        หลังจากตวัดพู่กันเขียนเส้นสายยุ่งเหยิงจนคนทั้งที่นั่งดูไม่อาจจะดูออกได้แล้วซินแสก็ขมวดคิ้วทำสีหน้าไม่ค่อยสบายใจทั้งส่ายหน้าน้อยๆ

                        “ปีนี้กับปีหน้าคุณชายตกเข้าสู่ภาวะเต้นบนลิ้นพยัคฆ์ ชีวิตล้วนอยู่ระหว่างความเป็นและความตายต้องเสี่ยงภัยหลายครั้ง จำต้องมีดวงสตรีมาหนุนนำให้รอดพ้นอันตรายครั้งนี้ไป”

                        “ท่านซินแสกล่าวเช่นนี้หมายถึงสิ่งใด?”

                        “เรียนคหบดีจินเห็นแก่ที่ท่านเป็นผู้ที่ท่านปู่ข้าเคารพ เช่นนั้นขอเรียนตามตรงชะตาของหลานชายท่านปีนี้จำต้องแต่งงานแล้วขอรับไม่เช่นนั้นอาจจะต้องตกอยู่ในอันตรายถึงแก่ชีวิต”

            ใบหน้าของผู้สูงวัยสกุลจินทั้งสองซีดเผือด

            “ไม่ได้ๆเสี่ยวซูต้องเป็นผู้นำตระกูลรุ่นหลาน ข้าจะปล่อยให้เขาอายุสั้นไม่ได้เด็ดขาด”ท่านปู่จินเจาถึงกับผุดลุกขึ้นกำหมัดด้วยความลืมตัว

                        “ท่านซินแสกล่าวเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือขอรับ?ตัวข้าเองที่ผ่านมาก็เดินทางไปผจญภัยมาไม่น้อยทั้งในแคว้นและนอกแคว้นแต่ละคราก็ผ่านพ้นอันตรายมาได้โดยไม่บุบสลาย คราวนี้ข้าเองก็น่าจะผ่านไปได้”

                        บุรุษในชุดสีขาวคล้องสายปะคำสีเดียวกันกับชุดยิ้มน้อยๆมิได้มีอาการข่มขู่หรือเกรงใจตลอดเวลาที่เขาทำหน้าซินแสจากอายุสิบห้าจนถึงตอนนี้ล้วนพบเจอผู้คนที่มีปฏิกิริยาทั้งยอมรับและต่อต้านคำทำนายยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตายคนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่เชื่อถือ

            “คุณชายจินชะตาของเรานั้นต่างสลับดีสลับร้าย ไม่มีผู้ใดดีได้ตลอดและไม่มีผู้ใดร้ายได้ตลอดด้วยเหตุนี้ดวงชะตาของท่านจึงถึงคราวต้องเจอเรื่องร้าย”

            จินวั่งซูกำลังจะอ้าปากเถียงทว่าเสียงของท่านปู่กลับดังขึ้น

                        “ท่านดูให้ละเอียดทีเถิดว่าต้องแก้ไขเช่นใด?เสี่ยวซูของข้าจึงจะผ่านพ้นเคราะห์ร้ายในครั้งนี้ไปได้”

                        “สำคัญที่สุดคือต้องแต่งงานขอรับ!”

     

    ***************************