สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 231 ความลับของชนเผ่ากู่เลี่ย

        หลังจากถางไทเช้อพูดจบไม่เพียงแค่อันเจิงที่ชะงัก แม้กระทั่งจวงเฟยเฟยก็ชะงักไปเช่นกัน

 

       ถางไทเช้อพูดว่าโรงจวี้ฉ่างมีคุณสมบัติไม่มากพอ แต่อันเจิงมี

 

        อันเจิงถามขึ้น “เพราะอะไร?”

 

        ถางไทเช้อยิ้ม “ดูแล้วตัวเจ้าเองอาจยังไม่รู้...ช่วงก่อนมีบุคคลสำคัญคนหนึ่งมาจากจักรวรรดิต้าซีแน่นอนว่าต่อให้บุคคลสำคัญคนนี้เดินอยู่บนถนนก็คงไม่มีใครรู้จักแต่ตอนที่นางปรากฏตัวในเมืองฟางกู้ ข้าก็รู้แล้วว่านางเป็นใคร”

 

        อันเจิงนึกขึ้นได้ทันที...เสวี่ยเหมยไต้แห่งตำหนักเทียนห่าวกง

 

        อาจารย์ของเสวี่ยเหมยไต้ชื่อว่าถางไทหมิงโมวเป็นคนของตระกูลถางไทในจักรวรรดิต้าซีนั่นเอง

 

        “ต้องการให้ข้าเรียกความทรงจำเจ้าหรือไม่? ก่อนจากไป บุคคลสำคัญคนนั้นยังบอกข้าอีกว่าให้ดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

 

        อันเจิงใช้มือถูจมูก“แต่เหมือนใต้เท้าถางไทก็ไม่ได้ดูแลข้าเลยนี่”

 

        ถางไทเช้อพูด “ก็อย่างที่ข้าบอกไปเมื่อครู่เรื่องที่ว่ามีคุณสมบัติมากพอหรือไม่...ถึงแม้นางจะมาเจอข้าด้วยตัวเองและให้ข้าดูแลเจ้าแต่หากตัวเจ้าเองไม่ได้แสดงความสามารถมากพอให้ข้าเห็นความสำคัญข้าจะดูแลเจ้าไปทำไม? คนอย่างนางคงไม่มีทางมาหาข้าเพราะคนมีประโยชน์คนหนึ่งหรอก ฉะนั้นข้าจึงคอยจับตาดูเจ้ามาตลอดหากเจ้าไม่อาจแก้ไขได้แม้กระทั่งปัญหาที่เจอก่อนหน้านี้อย่างนั้นการที่ข้าจะดูแลหรือไม่ดูแลเจ้าก็ไม่มีความหมายอะไรเพราะหากเจ้าตายขึ้นมาจริง ๆนางคงไม่มีทางทำให้ข้าลำบากใจเพราะคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้าแน่”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ดูแล้วเจ้ายังรู้จักนางน้อยเกินไป”

 

        ครั้งนี้ถึงคราถางไทเช้อชะงักไปบ้าง“ความจริง...ตอนที่ข้าออกจากจักรวรรดิต้าซี นางยังเป็นศิษย์ของอาจารย์ถางไทหมิงโมวอยู่ส่วนข้าและนางก็เคยเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “เรื่องนี้ก็พอเท่านี้เถอะเรามาคุยเรื่องของพวกนี้ดีกว่า”

 

        ถางไทเช้อตอบรับ “ของพวกนี้ข้าจะรับไว้ทั้งหมดแต่ต้องพูดเงื่อนไขกันสักนิด ราคาที่พวกเจ้าเรียกต้องผ่านการตรวจสอบจากข้าก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่หากข้ารู้สึกว่าราคาที่เรียกร้องสมเหตุสมผล ข้าก็จะซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เจ้าเรียกสามในสิบส่วน”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “หนึ่งในสิบส่วน”

 

         “สามในสิบส่วน” ถางไทเช้อยืนยัน

 

        อันเจิงมองไปที่เขา “หนึ่งส่วนครึ่งในสิบส่วน”

 

        ถางไทเช้อส่ายหน้า “สามในสิบส่วน”

 

        อันเจิงถอนหายใจ “สองในสิบส่วน”

 

        ถางไทเช้อพยักหน้า “ได้”

 

        จวงเฟยเฟยชะงักไป“พวกเจ้าทั้งสองคนกำลังทำอะไร? ไม่คิดจะถามความคิดเห็นจากข้าหน่อยหรือ?”

 

        ถางไทเช้อลุกขึ้นยืน“ข้าจะไปดูของทั้งหมดก่อน ส่วนเรื่องราคาเพราะของพวกนี้ไม่เหมาะจะอยู่ในโรงจวี้ฉ่างและไม่เหมาะสมกับอันเจิง ข้าจึงกดราคาลงสองในสิบส่วนหนึ่งในสิบส่วนเก็บไว้เอง ส่วนอีกหนึ่งในสิบส่วน เพราะคนอย่างข้าชอบมีเพื่อนใหม่ ข้าจึงจะมอบให้ท่านสองคน”

 

        เขามองไปยังจวงเฟยเฟย“ที่ไม่ถามความคิดเห็นของท่าน นั่นเพราะข้ารู้ว่าท่านต้องไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่นแน่”

 

        จวงเฟยเฟยทำท่าสงสัย “หนึ่งในสิบส่วนให้พวกข้าทั้งสอง?”

 

        ถางไทเช้อพยักหน้า “ข้าเคยบอกแล้วข้าชอบเพื่อนใหม่”

 

        เขาหันมาถามอันเจิง“คิดว่าตัวเจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าเงินจำนวนนี้มากเท่าไหร่”

 

        อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “หกล้านตำลึง ไม่น้อยกว่านี้”

 

        ถางไทเช้อถอนหายใจ “เจ้าต้องพูดจำนวนเงินออกมาให้ได้เลยหรือ? ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกปวดใจที่ต้องเสียเงินนี้แล้วสิ”

 

        อันเจิงชี้ไปยังจวงเฟยเฟย “ส่วนของข้ามอบให้นางไปเลย”

 

        ถางไทเช้อขมวดคิ้ว “เจ้าไม่เอา?”

 

        อันเจิงพยักหน้ายืนยัน “ไม่เอา”

 

        ถางไทเช้อพูดขึ้นอีกครั้ง“นั่นเป็นเงินอย่างน้อยหกล้านตำลึงเชียวนะ แคว้นเยี่ยนถึงแม้จะดูเหมือนมีตระกูลใหญ่มากมายแต่หากจะนำเงินออกมาหกล้านตำลึงละก็ เกรงว่าคงมีคนนำเงินจำนวนนี้ออกมาได้ไม่กี่คนเพื่อเงินจำนวนหกล้านตำลึง ซูไทเฮาต้องมอบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้เจ้าแน่ เจ้าเชื่อหรือไม่?”

 

        อันเจิงยิ้ม “เชื่อ”

 

        ถางไทเช้อถามอีกครั้ง “ไม่เอาจริงหรือ?”

 

        “ไม่เอาจริง ๆ”

 

        ถางไทเช้อลุกขึ้น “อย่างนั้นก็ได้ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าทั้งสองไม่เกี่ยวกับข้า ฉะนั้นตอนนี้ข้าจะไปดูของก่อนพวกเจ้าส่งคนพาข้าไปดูก็พอแล้ว”

 

        อันเจิงลุกขึ้น “พวกเจ้าดูไปเถอะ ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องทำขอตัวก่อน”

 

        จวงเฟยเฟยลากแขนของอันเจิง “เจ้า...ช่างเถอะเก็บเงินไว้ที่ข้าก่อนก็แล้วกัน เจ้าต้องการเมื่อไหร่ค่อยมาเอาเงินจำนวนสิบสองล้านตำลึงจะไม่แบ่งว่าเป็นของใครทั้งนั้นแต่จะเก็บไว้เป็นเงินกองกลาง”

 

        อันเจิงยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรจากนั้นก็ขอตัวกลับก่อน

 

        อันเจิงพาชวีหลิวซี ตู้โซ่วโซ่ว และกู่เชียนเยว่ออกไปด้านนอกหลังจากเดินออกไปตู้โซ่วโซ่วก็เบ้ปาก “เพราะอะไรข้าถึงไม่ได้ของขวัญเห็นผู้หญิงดีกว่าสหาย!”

 

        อันเจิงตบบ่าปลอบใจตู้โซ่วโซ่ว “เมื่อชวีหลิวซีฝึกโอสถวิญญาณระดับสีทองทั้งสามเม็ดนั้นแล้วข้าจะมอบให้เจ้าทั้งหมด”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจพร้อมพูด“ความจริงข้าก็รู้ดี เพื่อชวีหลิวซีกับกู่เชียนเยว่เจ้าเสียหน้ารับของจากจวงเฟยเฟยก็ถือว่าช่างเถอะ ระหว่างลูกผู้ชายอย่างเราไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูดหรอกฉะนั้นข้าไม่ได้รู้สึกไม่พอใจ อีกทั้งยังดีใจด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้ข้ากับเจ้าถึงเป็นเพื่อนรัก...”

 

        กู่เชียนเยว่พูดขัดขึ้น“ความหมายของเจ้าคือข้าและชวีหลิวซีเป็นคนนอก?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ “เจ้านี่ช่างโง่จริงๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนผู้ชายด้วยกันเอง...ความสัมพันธ์ฉันท์หญิงชายหรือจะสู้ได้? ใส่ใจผู้หญิงจึงยอมเสียหน้าแต่ใส่ใจสหาย...จึงรู้ว่าเรื่องระหว่างสหายไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เจ้าเข้าใจรึยัง?”

 

        “ไม่เข้าใจ...”

 

        “เจ้าต้องการอาจารย์ทางด้านความสัมพันธ์หรือไม่? ข้าคิดว่าตัวเองชำนาญด้านนี้”

 

       กู่เชียนเยว่ถีบไปที่บั้นท้ายของตู้โซ่วโซ่ว “เจ้ามีประสบการณ์?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วรีบวิ่งหนี “ข้า...แน่นอนสิข้ารู้ตั้งแต่อายุหกขวบแล้วว่าตัวเองชอบผู้หญิงแบบไหน จนบัดนี้ความชื่นชอบข้าก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างนี้เรียกว่ามั่นคงหรือไม่”

 

        กู่เชียนเยว่อัดตู้โซ่วโซ่ว “เจ้าอ้วนเจ้าชอบผู้หญิงอย่างไร?”

 

        สีหน้าตู้โซ่วโซ่วแดงขึ้นทันที “อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างเจ้า”

 

        กู่เชียนเยว่เบ้ปาก “ถึงเจ้าไม่พูดข้าก็รู้ดีเจ้าชอบผู้หญิงแบบแม่นางเยว่ใช่หรือไม่?”

 

        สีหน้าตู้โซ่วโซ่วแดงเหมือนแตงโมเขายืนนิ่งแล้วพูดพึมพำ “เจ้าอย่าพูดไปเรื่อยนะ พูดกับข้าแบบนี้ยังไม่เป็นไรแต่เจ้าจะพูดกับแม่นางเยว่ไม่ได้เด็ดขาด ข้าเป็นชายชาตรีฉะนั้นจึงไม่สนใจเสียงนกเสียงกาแต่กับแม่นางเยว่ไม่เหมือนกัน”

 

        เมื่อเห็นว่าตู้โซ่วโซ่วจริงจังกู่เชียนเยว่จึงรีบลากเขาก้าวไปด้านหน้า “แหม ๆ ๆ ข้าล้อเจ้าเล่นเท่านั้นแหละ”

 

        พวกเขาทั้งสี่คนเดินไปด้านหน้าเรื่อย ๆเมื่อเดินไปใกล้ถึงหน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ คนจากร้านตามสองข้างทางก็ออกมาทักทายพวกเขาตอนนี้ไม่เพียงแค่ถนนใกล้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เท่านั้นถนนที่ไกลออกไปก็ล้วนเป็นที่ดินของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทั้งนั้น ยามนี้เกือบครึ่งของพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองฟางกู้เป็นเขตปกครองของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หมดแล้ว

 

        เมื่อเข้าไปในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วอันเจิงสังเกตเห็นว่าในสำนักมีคนมากขึ้น อย่างน้อยมีคนสองถึงสามร้อยรวมตัวกันในสวนเมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามา ทุกคนจึงกรูกันเข้ามาหา

 

        ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดคือผู้อาวุโสเมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามาจึงโค้งตัวคารวะ อันเจิงรีบเดินเข้าไปประคองทันที“ผู้อาวุโส ท่านกำลังจะทำอะไร?”

 

        ผู้อาวุโสพูดขึ้น “ข้าชื่อหลิวหยวนตงเป็นตัวแทนที่มาจากทางตะวันออกของเมืองเพื่อมาขอพบท่านปั๋วก่อนหน้านี้ที่ท่านปั๋วล้มตระกูลเกา สำหรับพวกข้ามันถือว่าเป็นเรื่องดีหลายปีมานี้ ตระกูลเกามักจะเก็บค่าดูแลจากพวกเราตลอด มันเป็นจำนวนเงินที่สูงจนเกินไปอีกทั้งแต่ละปีก็แพงมากขึ้นเรื่อย ๆ...เฮ้อ ดูปากพล่อย ๆ ของข้าสิที่ข้ามาเพราะทุกคนเสนอให้ข้ามาถามท่านปั๋วว่า พวกเราต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เดือนละเท่าไหร่? ท่านวางใจเถอะหากไม่ใช่จำนวนเงินที่มากเกินไป พวกข้า...พวกข้ายินดีจ่ายอยู่แล้ว”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว“คนในตระกูลเกาให้พวกเจ้าจ่ายเดือนละเท่าไหร่?”

 

        “แบ่งตามขนาดของร้านค้า แต่ทุกเดือนต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินอย่างน้อยสิบตำลึง...ท่านก็น่าจะรู้ดีพวกเราอาศัยกิจการพวกนี้เลี้ยงครอบครัว ไม่จ่ายก็คงไม่ได้”

 

        อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นเอาอย่างนี้กิจการหรือร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่ของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทุกปีจ่ายหนึ่งตำลึงก็แล้วกัน เงินพวกนี้ไม่ต้องส่งมาที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป หลังวันปีใหม่ให้นำเงินส่วนนี้มารวมกัน ไม่ว่าจะรวมเงินได้เท่าไหร่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะสมทบให้อีกหนึ่งเท่าเงินทั้งหมดนี้ใช้ซื้อของกินและเครื่องดื่มให้ทุกคนได้กินร่วมกัน”

 

        สีหน้าผู้อาวุโสเปลี่ยนไปทันที “ท่านปั๋วท่านไม่รับไว้ไม่ได้นะ หากท่านไม่รับพวกข้าก็รู้สึกไม่สบายใจ เด็กอันธพาลมักจะมาก่อกวนพวกเราเสมอหากไม่มีใครคอยช่วยละก็ พวกข้าจะทำการค้าได้อย่างไรต่อให้ตระกูลเกาจะเก็บเงินสูงไปหน่อย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถคุ้มครองเราได้แต่ถึงกระนั้น...เพราะเก็บเงินจำนวนมากเกินไป คนส่วนใหญ่จึงไม่มีปัญญาจ่าย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะเสียงดัง “อย่ากังวลเรื่องนี้เลยคนที่ก่อเรื่องวุ่นวายในเขตตะวันออกของเมือง อีกไม่กี่วันก็ต้องออกไปขายของที่ด้านนอกแล้ว...”

 

        ผู้อาวุโสชะงักไป เมื่อนึกถึงชื่อถนนนอกสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่คนอื่นเรียกกันแล้วก็อดยิ้มไม่ได้“ท่านปั๋ว...อย่างนั้นจะให้พวกข้าขอบคุณท่านอย่างไรดี”

 

        อันเจิงยักไหล่“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป หากข้าเดินไปถึงร้านไหนแล้วหิวพวกเจ้ามีหน้าที่เลี้ยงข้าวข้าก็พอแล้ว”

 

        “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!”

 

        ทุกคนเฮขึ้นทันที“เพียงแค่ท่านปั๋วเอ่ยปาก ต่อให้จะเป็นรสชาติที่ทำยากแค่ไหน พวกเราก็จะทำให้ได้!”

 

        อันเจิงพูดพลางหัวเราะ“อย่าคุยไปหน่อยเลย หากข้าคิดจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร”

 

        ทุกคนพูดคุยกันอย่างมีความสุข

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ในเมื่อทุกคนมาแล้วก็อย่าเพิ่งรีบไปเลยถือว่าเป็นการทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ อีกประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปทำกับข้าวพวกเราก็กินข้าวด้วยกันในนี้สักมื้อ เรื่องที่เมื่อครู่คุยกันข้าจะมอบให้ชวีเฟิงจื่อเป็นคนจัดการพวกเจ้าทำความรู้จักเขาซะ หากมีเรื่องทุกข์ใจอะไร ต่อไปสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะเป็นคนดูแลเอง”

 

        ทุกคนไม่มีใครกล้ารบกวนอันเจิงต่างก็เดินออกไปด้านนอก อันเจิงให้คนออกไปขวางไว้แล้วสั่งให้จัดเตรียมอาหาร

 

        ทุกคนจัดเตรียมอาหารเป็นเวลาสี่ชั่วโมงและในบ้านจัดเตรียมเก้าอี้จำนวนหนึ่งร้อยตัว

 

       อันเจิงให้ชวีเฟิงจื่อและตู้โซ่วโซ่วอยู่ต้อนรับแขก ส่วนตัวเองดื่มเหล้าสองจอกแล้วก็ขอตัวไป

 

        อันเจิงลากกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์แล้วลากผู้เฒ่าฮั่วเข้ามาด้วย

 

        “ผู้เฒ่าฮั่ว นี่เป็นของอะไรกันแน่?”

 

        อันเจิงให้กู่เชียนเยว่นำโล่ออกมาหลังจากผู้เฒ่าฮั่วมองแวบหนึ่งก็พูดขึ้น “ทำไมถึงเป็นของวิเศษมารอีกแล้ว? ช่วงนี้ของวิเศษมารปรากฏขึ้นมาเยอะจริงๆ”

 

        อันเจิงส่ายหน้า จากนั้นก็เปิดโล่ออกแล้วหยิบกระดูกสีขาวออกมาจากโล่เมื่อเห็นกระดูกชิ้นนี้ สีหน้าของกู่เชียนเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที

 

        “เจ้าเองอาจมองไม่เห็นมันและนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมข้าต้องให้เจ้าเก็บโล่นี้ไว้ให้ได้”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วจ้องมันอย่างละเอียด “โล่นี้ธรรมดามากต่อให้จะเป็นของวิเศษมาร แต่ก็เป็นของที่อยู่ในระดับไม่สูงความสามารถเดียวที่มันมีก็คือซ่อนกระดูกชิ้นนี้”

 

        เขามองไปยังกู่เชียนเยว่“หรืออาจมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่านี่คืออะไร”

 

        กู่เชียนเยว่เงียบไปเป็นเวลานานมากจากนั้นก็พูดอย่างหนักแน่น “ความจริงกระดูกนี้เป็นกระดูกของผู้วิเศษ”

 

        กระดูกของผู้วิเศษ?!

 

        อันเจิงชะงักไป“ผู้วิเศษเป็นเพียงแค่ตำนานหรือเรื่องเล่าเท่านั้น แต่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน”

 

        กู่เชียนเยว่พูดขึ้น “เมื่อนานมาแล้ว นานมากจนไม่อาจสืบได้ด้วยหลักฐานชนเผ่ากู่เลี่ยเล่ากันว่า นั่นเป็นช่วงเวลาที่ใต้หล้าวุ่นวายมากชนเผ่ากู่เลี่ยเรียกมันว่าเป็นยุคเทพเจ้าตำนานเล่าว่าตอนนั้นใต้หล้ามีปีศาจที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นถึงมีการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา ความจริงนั่นไม่ใช่เทพเจ้าของจริงแต่เป็นผู้วิเศษในสมัยโบราณ ความลับที่ชนเผ่ากู่เลี่ยเล่าต่อ ๆกันมาคือมีผู้วิเศษทั้งหมดเจ็ดคน บรรพบุรุษของชนเผ่าข้าเป็นหนึ่งในนั้นในเจ็ดคนนี้ มีคนหนึ่งที่ปลาวิเศษมอบชุดเกราะเกล็ดมัจฉาให้ส่วนอีกหกคนคือผู้บ่มเพาะพลังวัตรที่แข็งแกร่งมากที่สุด”

 

        นางใช้สายตาที่แปลกประหลาดมองไปยังอันเจิงแวบหนึ่ง“ผู้วิเศษที่สวรรค์เลือก...จะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองชุดเกราะเกล็ดมัจฉา”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน