“เอาล่ะ เราตอบคำถามเ้าไปแล้ว คราวนี้ถึงตาเราถามบ้าง"
“ฉันชื่อ รินโด โชมะ ถ้าอสึโมริที่เธอพูดเมื่อตอนนั้นหมายถึงรินโด อสึโมริ ล่ะก็ หมอนั่นคือปู่ของฉันเองแหละ”
“ปู่อย่างนั้นเหรอ?! ถ้าเช่นนั้นก็ผิดคนจริงๆ น่ะซิ?! โอ้ยยย นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย!ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะเรียกมาผิดคนอีก!เป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของไอริสคนนี้เลย!”
“นั่นซินะที่ตัดสินใจเร็วเกินไปมันก็ความผิดของเธอจริงๆนั่นแหละ...ดูเหมือนว่าเธอจะมีธุระกับปู่อย่างงั้นสินะ? แต่เธอไม่จำเป็ต้องโทษตัวเองแบบนั้นหรอกน่าเพราะยังไงปู่ก็ตายไปั้แ่ครึ่งปีก่อนแล้ว”
“?...เมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ?”
“ฉันบอกว่า รินโด อสึโมริ ตายไปแล้ว”
โชมะ อธิบายให้อีกฝ่ายแบบย่อๆเริ่มจากเมื่อปลายปีที่แล้วคุณย่าของตนได้เสียชีวิตลงและในเวลาต่อมาคุณปู่ก็เสียชีวิตตามหลังคุณย่าได้ไม่นาน ในตอนที่โชมะกำลังจัดการกับข้าวของเครื่องใช้ของทั้งสองอยู่นั้นเองจู่ๆก็ได้ยินเสียงของไอริสดังขึ้นมาจากนั้นพอโชมะไปัักับแหวนซึ่งเป็ที่มาของเสียงเรียกนั้นเข้าที่เท้าก็มีวงแหวนลวดลายอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นมาพอรู้สึกตัวอีกทีเขาก็โผล่มาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แล้ว
หลังจากที่ฟังเื่ราวทั้งหมดไอริสก็ก้มหน้าลงด้วยท่าทางผิดหวัง
“อย่างนั้นเองเหรอ อสึโมริตายแล้วสินะ…เป็เื่น่าเศร้าก็จริงแต่ทางเราเองก็กำลังเจอกับสถานการณ์เลวร้ายไม่ต่างกัน โทษทีนะแต่ตอนนี้เราคงไม่มีเวลามาแสดงความเสียใจกับเ้าที่เพิ่งสูญเสียญาติไปหรอก”
“ฉันก็ไม่ได้้าความเห็นใจจากเธอเหมือนกันว่าแต่…ไอ้ที่ว่าไม่มีเวลาเนี่ยหมายความว่าไง? ไหนจะสถานการณ์เลวร้ายเอย ไหนจะเื่ปู่ของฉันเอยนี่มันเื่อะไรกันแน่”
อสึโมริที่โชมะรู้จักเป็คนที่รักภรรยามากถ้าไม่นับเื่ที่ปู่มีการ์ด ‘วิซ’ เก็บไว้มากมายอสึโมริก็เป็แค่พนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นปู่คนนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับต่างโลกแห่งนี้กันแน่แล้วมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้หญิงคนนี้กัน?
ไอริสเอามือวางไว้ที่ใต้คางด้วยท่าทางครุ่นคิด
“...เอาเถอะ นี่ก็คงจะเป็โชคชะตาล่ะมั้ง เราเองก็ดีใจที่ได้พูดคุยกับคนอื่นเสียบ้างหลังจากที่ไม่ได้พบเจอใครมาซะตั้งนานแถมเรายังเป็คนอัญเชิญเ้ามาโดยพลการอีกต่างหากถ้าเช่นนั้นเราจะบอกให้ก็ได้ว่าเรากับอสึโมริมีความสัมพันธ์กันเช่นไร”
หลังจากกระแอมไอออกมาเล็กน้อยเ้าตัวก็เริ่มเล่าเื่ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เมื่อประมาณ 50 ปีก่อนเราได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับอสึโมริเลยถูก่ชิงพลังที่มีอยู่ทั้งหมดไป แค่มองเฉยๆ อาจจะไม่รู้แต่ตอนนี้ร่างของเรามีสภาพเป็ิญญา ส่วนหลักฐานก็คือ...นี่ไง”
พอพูดเสร็จไอริสก็เอามือผลักเข้าไปที่หน้าอกของโชมะ แขนเรียวเล็กของเธอทะลุผ่านหน้าอกลอดออกไปจนถึงแผ่นหลังของโชมะไปทั้งอย่างนั้น
“...”
หลังจากไอริสถอนมือออก โชมะก็ลองลูบคลำตรงแถวๆ หน้าอกของตนดูทว่ากลับไม่มีทั้งความเ็ปหรือร่องรอยแผลเป็ใดๆ ทั้งบนเสื้อเชิ้ตสีขาวก็ไม่มีรอยเปื้อนเืแม้ซักหยดหลงเหลืออยู่เลยเื่ที่ว่าเป็ร่างิญญาคงจะจริงสินะ
“เพราะอย่างนั้นแม้ว่าเราจะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็เหมือนกับสิ่งที่ตายไปแล้วไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะตายไปแล้วจริงๆ ก็ได้ เพียงแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้น”
ไอริสยิ้มออกมาอย่างเ็ป พอมองไปที่เธอแล้วโชมะก็พูดขึ้นมา
“เสียของชะมัดเลยนะ”
“เสียของ? เ้าหมายถึงอะไร”
“ถ้าเป็ผีจริงๆ หน้าอกล้นทะลักนั่นก็ไม่มีความหมายเลยน่ะซิ”
พอได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของไอริสก็พลันเปลี่ยนเป็สีแดง
“จะ เ้าคนหน้าไม่อายนี่! ถึงจะไม่ได้เป็ร่างิญญา เราก็ไม่มีวันให้เ้าได้จับต้องเด็ดขาด!”
ไอริสใช้มือทั้งสองบังหน้าออกขนาดใหญ่ของตนเอาไว้จนโชมะหัวเราะคิกคัก
“ไม่ต้องะโขนาดนั้นก็ได้น่า แต่เอาเถอะเทียบกันแล้วก็ดีกว่าตอนทำหน้าซังกะตายกว่าเป็ไหนๆ ล่ะนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไอริสก็จ้องไปที่โชมะ
“...เ้าน่ะ หรือว่าเพื่อที่จะให้เราร่าเริงขึ้นเลยแกล้งพูดเื่ลามกแบบนั้นออกมางั้นเหรอ?”
“เธอน่ะเป็พวกที่พอถูกพูดเื่ลามกใส่แล้วจะร่าเริงขึ้นหรือไง?”
“ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย!”
“เป็ผีที่ร่าเริงซะจริงนะ อีแบบนี้คงยังมีชีวิตอยู่แหง๋ๆ”
“มันก็แหง๋อยู่แล้วสิ! เราน่ะยังมีชีวิต…”
แล้วไอริสก็เงียบลงก่อนจะได้พูดจบ
จากนั้นก็มองไปยังโชมะด้วยสายตาจริงจัง
“ถึงจะเป็ผู้ชายกวนโอ๊ย แต่ก็ไม่ใช่พวกนิสัยไม่ดีสินะ”
“เฮ้ยๆ อย่ามาพูดว่า ‘กวนโอ๊ย’ ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเซ่”
“ถ้าเ้าว่าเช่นนั้นทางเ้าต่างหากที่มาพูดเื่หน้าอกกับเราก่อน… ไม่สิ หยุดคุยเื่นั้นกันดีกว่าอืม...เมื่อกี้เราพูดถึงไหนกันนะ...อ้อ จริงสิๆ”
ไอริสกระแอมไอหนึ่งทีก่อนจะปรับให้เสียงมาเป็ปกติแล้วเริ่มพูดต่อจากเดิมอีกครั้งโดยน้ำเสียงในครั้งนี้ให้ความรู้สึกจริงจังขึ้นกว่าเก่า
“ฉันที่ถูกอสึโมริ่ชิงพลังไปจนกลายเป็ิญญาได้ถูกจองจำเอาไว้ยังที่แห่งนี้และก่อนที่อสึโมริจะจากไป เขาได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า‘สำนึกตัวอยู่ที่นั่นไปอีก50ปีซะเถอะ แล้วจากนั้นฉันจะยอมประมือกับเธออีกครั้งถ้าคราวนี้เธอชนะ ฉันจะยอมคืนพลังให้ก็ได้”
อสึโมริที่อ่อนโยนคนนั้นเนี่ยนะสั่งให้เธอจองจำอยู่ที่นี่มาตลอด50 ปี? ผู้หญิงคนนี้ไปทำความผิดอะไรไว้กันแน่เนี่ย
“แล้วเธอไปทำอะไรเอาไว้ล่ะ?”
“เราเองก็ไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนเหมือนกัน...นั่นสินะ...เราคือเทพเ้าสูงสุดผู้คอยดูแลแอสทรัลแห่งนี้ผู้คนที่นี่ไม่ว่าเมื่อไรก็มีแต่ความหมางเมิน ไม่มีเลยซึ่งคำว่ารักใคร่กลมเกลียวเราจึงอยากสานความสัมพันธ์ของคนเ่าั้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เลยสร้างอุปสรรคหลายๆ อย่างขึ้นมาเพื่อให้พวกนั้นร่วมแรงร่วมใจกันฟันฝ่าไปให้ได้ยังไงล่ะ”
“อุปสรรค?”
“ก็อย่างจงใจสร้างภัยพิบัติใหญ่ขึ้นมาอะไรทำนองนี้…เพราะเราเชื่อว่าหากมนุษย์ได้ร่วมแรงร่วมใจเพื่อก้าวข้ามความยากลำบากไปด้วยกันแล้วความสัมพันธ์อันแสนเ็านั้นจะต้องหายไปอย่างแน่นอน”
ไอริสถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ของผู้คนได้อย่างนั้นซินะ
“ขอโทษที่มาขัดตอนกำลังจิตตกนะแต่ฉันขอถามต่อเลยแล้วกัน...ปู่ของฉันมาที่นี่ได้ยังไง?”
รู้สึกเหมือนไอริสคล้ายตัวละครในนิทานสักเรื่องเลยแฮะพอจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอสึโมริกับไอริสแล้วแต่ว่าก็มีบางจุดที่ยังไม่กระจ่างเหมือนกัน
“ก็คงเป็ใครซักคนในแอสทรัลอัญเชิญมาล่ะมั้ง”
อีกฝ่ายบ่นพึมพำออกมาราวกับเป็เื่ของคนอื่นหมายความว่าคนที่อัญเชิญโชมะมายังแอสทรัลแห่งนี้คือไอริส แต่ในกรณีของอสึโมริผู้อัญเชิญคือคนอื่นอย่างนั้นเหรอ
“พวกคนที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าใครก็ใช้เทคนิคอัญเชิญคนอื่นมาได้หมดเลยหรือไง”
“ไม่ใช่เทคนิคอัญเชิญ แต่เป็เวทอัญเชิญต่างหาก”
“...เมื่อกี้ ว่าอะไรนะ?”
เมื่อคิดได้ว่าตนจะฟังผิดจึงได้ถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่ว่าเราหรือใครๆ ต่างก็สามารถใช้การ์ดมนตราซึ่งภายในมีพลังเวทมนตร์ที่เรียกว่า‘วิซ’ อัญเชิญคนจากต่างโลกมาได้ทั้งนั้นในกรณีของอสึโมริคงไม่ได้ถูกเจาะจงเรียกออกมาหรอก แต่ตอนที่เราอัญเชิญเ้ามานั้นเป็การเจาะจงโดยเลือกเป้าหมายอัญเชิญเอาไว้แล้ว ประมาณว่า ‘ขออัญเชิญใครก็ตามที่แตะต้องแหวนแห่งมนตราของรินโด อสึโมริ วงนี้’ อะไรแบบนั้น แต่ว่า...เราดันเรียกมาผิดคนซะได้”
“ไอ้เื่นั้นน่ะจะยังไงก็ช่างเถอะ!”
“ช่างได้ไงเล่า?! ใช่เื่คนอื่นซะที่ไหนกัน?”
“แหง๋อยู่แล้ว! ใครจะยอมให้นี่เป็เื่ของคนอื่นกัน!ในแอสทรัลแห่งนี้มีวิซที่เป็เหมือนกับเวทมนตร์ด้วยใช่ไหมล่ะและฉันคนนี้ก็ถูกเรียกมายังโลกที่แสนจะวิเศษนี่อีก! ถูกต้องไหม?”
โชมะพูดขึ้นมาอย่างฮึกเหิมจนไอริสผงะเล็กน้อย
“ชะ ใช่ อย่างที่เ้าพูดนั่นแหละในวิซแต่ละใบจะใส่เวทมนตร์เอาไว้แตกต่างกันไปเพียงแค่เ้าร่ายมนตรานั้นก็จะแสดงฤทธิ์เดชให้เห็น...จะว่าไปเ้ารู้จักวิซด้วยหรือ?”
“อือ เมื่อก่อนฉันกับปู่จะแข่งการ์ดแบทเทิลกันประจำ”
ถึงความทรงจำจะขาดหายไปบ้างก็ตามแต่โชมะก็ชอบวิซมากถึงขนาดที่ว่า ถ้ามีคนมาถามว่า ‘อะไรสนุกที่สุดในโลก?’ โชมะก็คงจะตอบกลับไปทันทีเลยว่า‘เกมดวลการ์ดวิซ’
เพื่อให้โชมะที่สูญเสียพ่อแม่ไปกลับมาร่าเริงได้อีกครั้งอสึโมริจึงชักชวนให้เด็กหนุ่มได้รู้จักกับการ์ดเกมที่เรียกว่าวิซสำหรับโชมะที่ตอนนั้นอายุแค่ 5 ขวบแล้วการ์ดเกมสำหรับเขาเห็นจะมีแต่ไพ่ป๊อกเด้งธรรมดาๆ เท่านั้นดังนั้นการได้รู้จักกับวิซจึงเหมือนกับเป็การได้เปิดหูเปิดตาโลกของเกมไพ่เลยทีเดียวพอเริ่มดวลกัน 1ครั้ง 2 ครั้งและเล่นไปเรื่อยๆเขาก็เริ่มชื่นชอบวิซมากขึ้นจนถึงขั้นคลั่งไคล้ ก็นะการที่ต้องพยายามคิดกลวิธีต่างๆ เพื่อให้สามารถชนะอสึโมริได้น่ะมันสนุกอย่าบอกใครเชียว
ตอนอยู่ม.ต้นโชมะเติบโตมาโดยการพยายามคิดหาวิธีที่จะทัดเทียมกับอสึโมริให้ได้ทุกวันๆ เด็กหนุ่มจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการท้าดวลอสึโมริร่ำไปจนคุณย่าพูดขึ้นมาด้วยความกังวลว่า ‘ขืนเป็แบบนี้ต่อไปมีหวังโชมะได้หาเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่ได้แน่ๆ’แล้วก็ได้เตือนให้อสึโมริเลิกเล่นวิซซะ
ั้แ่วันนั้นรอบตัวโชมะก็ไม่มีวี่แววของวิซอีกเลยคุณปู่กับคุณย่าไม่ยอมบอกว่าทั้งสองคนเอาวิซไปซ่อนไว้ที่ไหนโชมะได้ลองหาด้วยกำลังตัวเองดูแล้วแต่หายังไงก็หาไม่เจอเคยตัดสินใจจะหาซื้อด้วยตัวเองอยู่เหมือนกันแต่พอลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับวิซในคอมที่ห้องสมุดดูก็พบว่าสินค้าแบบนั้นไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้
ท้ายที่สุดเแล้ววิซนั้นอยู่ที่ไหน คุณปู่ทำยังไงถึงได้มันมาคิดยังไงก็คิดไม่ออก…
อย่างนี้นี่เอง
อสึโมริได้วิซมาจากต่างโลกนี่เอง
ให้ตายซิ ได้วิซมาจากที่ที่เหนือความคาดหมายไปเลยแฮะ
“วิซที่ปู่มีกับวิซของโลกนี้เป็อันเดียวกันหรือเปล่านะ”