“จื่อจินวันฝนตกเจ้าก็พักผ่อนไวๆ หน่อย อย่ามาตากลมฝนให้หนาวเอา เดี๋ยวจะเป็นหวัด” เยี่ยเป่าหลินค่อยๆ ก้าวมาหาหญิงสาวที่คุยด้วยใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความห่วงใย สีหน้าท่าทางของเขาดูเป็นห่วงเด็กสาวคนนี้
เยี่ยจื่อจินหันหน้ามามองยื่นมือออกไปกุมมือของบิดาของบิดา เงยหน้าจ้องตาคู่นั้นที่นัยน์ตาดำขลับเป็นประกายกล่าวตอบไปว่า “ท่านพ่อ ท่านเครียดอะไรหรือคะ?”
“ฮ่าๆ”
เยี่ยเป่าหลินหัวเราะยื่นนิ้วมือไปเขี่ยที่จมูกของสาวน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ยิ้มให้พร้อมกับกล่าวว่า “เครียดที่บุตรสาวของข้าในที่สุดก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วแถมยังโตมาสูงเพรียวดูงดงามอีก เพียงแต่ทุกครั้งที่เห็นเจ้าก็แอบเศร้าใจแอบคิดไปว่า วันใดจะมีเด็กหนุ่มที่ไหนไม่รู้มาพรากบุตรสาวสุดที่รักไปจากข้าข้าก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านพูดอะไรน่ะข้าจะไม่แต่งงานตลอดไป จะอยู่กับท่านพ่อทั้งชีวิต” แก้มของเยี่ยจื่อจินแดงขึ้นมาเล็กน้อยนางพูดตอบไปอย่างไม่พอใจ จากนั้นนางก็เดินเข้าไปซบที่บ่าของบิดา สายตาของนางมองออกไปด้านหน้าดูสายฝนที่กำลังโปรยปราย
“ไม่แต่งงานไม่ได้พ่อไม่สามารถเลี้ยงดูเจ้าทั้งชีวิตได้ ตอนที่มารดาของเจ้าจากไปบอกไว้ว่าผู้ชายเป็นคนเลวหมดทุกคน แต่ต่อไปอยากให้ช่วยหาคนเลวที่ดีหน่อยมาแต่งงานกับเจ้านางจะได้จากไปอย่างสงบ” เยี่ยเป่าหลินกล่าวเบาๆ
“อุ๊บ ฮ่าๆ……”
เยี่ยจื่อจินรู้สึกตลกจากจำหยอกล้อของบิดาใบหน้าอันงดงามยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกดี แต่จู่ๆ นางก็หมุนตัวหันหลังให้คิ้วขมวดเล็กน้อย สีหน้าดูเศร้าหมอง เอ่ยถามไปว่า “ท่านพ่อท่านคิดถึงท่านแม่ใช่หรือไม่?”
“ใช่สิ ข้าคิดถึงนาง”
เยี่ยเป่าหลินแววตาดูเหม่อลอยเขาถอนหายใจเล็กน้อย มองไปที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้า กล่าวว่า “เจ้ายิ่งโตยิ่งเหมือนมารดาของเจ้ามาก งดงามเพียบพร้อมเช่นกันฉลาดมีไหวพริบเช่นกัน หากนางรู้ว่าเจ้าโตมาเป็นเช่นนี้ นางต้องดีใจมากแน่ๆ”
“สิ่งที่น่ายินดีที่สุดในชีวิตของนางน่าจะคือการที่ได้แต่งงานกับท่าน”
เยี่ยจื่อจินเข้าไปซบที่บ่าของบิดาอีกครั้งนางรู้ว่าบิดามักจะคิดถึงมารดาอยู่บ่อยๆเสียดายที่มนุษย์มีสุขก็ต้องมีทุกข์มีพบก็ต้องมีจาก อย่างที่โลกมีกลางวันกลางคืนดวงจันทร์มีข้างขึ้นข้างแรม วัฏจักรแห่งธรรมชาติมิอาจฝืนมันได้
“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วช่วงนี้มีข่าวคราวอะไรบ้าง?” เยี่ยเป่าหลินตบที่บ่าของบุตรสาวคนโปรดยิ้มให้อย่างมีความสุข การที่มีบุตรสตรีที่น่ารักเช่นนี้อยู่เคียงข้างก็เพียงพอที่จะทำให้เขาคลายความเศร้าโศกไปได้
“ช่วงนี้ที่สำรวจมาพบว่า บ้านสกุลอั้นบ้านสกุลฉิน บ้านสกุลไป๋ต่างคิดจะแย่งชิงผลประโยชน์จากพวกเราเพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาเตรียมตัวเป็นอย่างไรกันบ้างแล้วหรือว่าพวกเขาคิดว่าจะเอาชนะบ้านสกุลเยี่ยของพวกเราได้จริงหรือ?” เยี่ยจื่อจินกล่าว
ใบหน้ายิ้มแย้มของเยี่ยเป่าหลินเริ่มหายไปเขาตอบไปว่า “หลายปีมานี้ พวกเขาไม่เคยคิดจะปล่อยวางและมาถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาเตรียมตัวมาได้เท่าไรแล้วจะมาล้มเลิกความคิดได้อย่างไร”
“หรือว่าพวกเขาคิดว่าต่อกรบ้านสกุลเยี่ยของพวกเราได้ง่ายๆจริงหรือ” เยี่ยจื่อจินกล่าว จากนั้นนิ่งเงียบมองสายพรำยามค่ำคืนไม่พูดอะไรต่อ
เช้าวันใหม่หลังฝน ผืนแผ่นดินถูกชะล้างอากาศสดชื่นเป็นพิเศษ มีกลิ่นหอมของดินที่ชุ่มน้ำฝนลอยคลุ้ง
บนแผ่นหินก้อนหนึ่งในเขาหลังบ้านสกุลตู้มีเด็กหนุ่มชุดม่วงนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น ฝ่ามือกำลังรวบรวมพลัง สองตาปิดอยู่รอบกายมีแสงสีทองอ่อนๆ ห่อหุ้มไว้ รัศมีแสงสีทองที่ห่อหุ้มรอบๆ ทำให้แท่นหินยังคงสะอาดเกลี้ยงไร้น้ำฝนหยาดฝนเมื่อคืนไม่สามารถผ่านรัศมีแสงนั้นเข้ามาได้ในพลังแสงสีทองอ่อนนี้ราวกับมีเงาของงูตัวเล็กจำนวนมากไหลเวียนเข้าและออกจากร่างกายเป็นภาพที่ดูแล้วน่าพิศวงยิ่งนัก
บนแท่นหิน ชายหนุ่มชุดม่วงหายใจเข้าออกช้าๆเป็นจังหวะ หลังจากเวลาค่อยๆ ผ่านไป จู่ๆ บริเวณผืนดินและกลางอากาศตรงนั้นก็มีคลื่นบางอย่างไหลเวียนเป็นพลังงานที่ไม่อาจมองด้วยตาเปล่า คลื่นพลังนี้ราวกับมาจากการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรควบคุมลมหายใจเข้าออกการไหลเวียนเข้าออกร่างกายของพลังเป็นไปตามลมหายใจ ผิวกายของชายคนมีแสงทองอ่อนๆดูมันวาว พร้อมกับมีอักษรยันต์เปล่งแสงปรากฏออกมา
“เจ้าคนพิลึกเจ้าหนูคนนี้มันคนพิลึกชัดๆ”
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนยังคงคอยอยู่ตรงที่ไม่ไกลไปจากตรงนั้นร่างเงาของเจินชิงฉุนมองไปยังร่างของเด็กหนุ่มชุดม่วงที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินเขาเอาแต่บ่นพึมพำไม่หยุด
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมายของเจินชิงฉุนทั้งหมดเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเจ้าหนุ่มพิลึกคนนี้จะสามารถพัฒนาทักษะทางด้านการสกัดยาได้ไวเช่นนี้เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก เจ้าหนุ่มคนนี้ก็คิดพลิกแพลงเองเป็นเข้าใจสิ่งที่เรียนได้อย่างลึกซึ้ง ในด้านการฝึกฌานก็เช่นนี้ มีพัฒนาการเยอะขึ้นมาก
“ฟู่!”
ตอนบ่ายในที่สุดเด็กหนุ่มที่อยู่บนแท่นหินก็หยุดการฝึกแสงสีทองที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาดับหายไป สุดท้ายเขาก็พ่นเอาปราณโสมมออกมาจากนั้นขนตาของเขาเริ่มขยับเล็กน้อย ดวงตาสดใสสองข้างเปิดออกนัยน์ตาของเขามีแสงสีจ้าออกมา แลดูเฉียบคมละน่าพิศวง
“พี่ชิงฉุนยาลูกกลอนที่สกัดออกมาใช้ได้เลย หากมีพัฒนาการต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆคาดว่าอีกไม่นานก็จะบรรลุขั้นถึงฟากฝั่งได้แล้ว”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ถึงพลังปราณที่จุดเสินเชวี่ยภายในร่างกายอย่างเต็มเปี่ยมเขายิ้มออกมา ยาลูกกลอนที่เจินชิงฉุนสกัดได้ผลดีมากทุกครั้งที่รับประทานมันแล้วฝึกฌานต่อทำให้ได้ผลดีเป็นเท่าตัวทำให้พัฒนาการในการฝึกของเขารวดเร็วมาก นี่ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกนับถือพี่ชิงฉุนมากยิ่งขึ้น
“พยายามต่อไปเพื่อที่จะบรรลุขั้นต่อไปให้ไวที่สุด” ตู้เซ่าฝู่พูดกับตัวเองเบาๆจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ แล้วกระโดดลงไปจากแท่นหิน
“เจ้าหนุ่มนิสัยเสียคนนี้ช่างพิลึกจริงๆ”
ผ่านมาสองวัน เจินชิงฉุนเห็นตู้เซ่าฝู่รับประทานยาวิเศษไปจำนวนมากและทรมานร่างกายใช้ร่างทั้งร่างพุ่งชนกับหน้าผาเอาตัวกระแทกจนหินก้อนใหญ่ถูกบดจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
เจินชิงฉุนมองคาดคะเนด้วยสายตาก็ยังไม่อาจรู้ว่าร่างกายของตู้เซ่าฝู่ในตอนนี้แข็งแกร่งไปถึงระดับใดแล้ว เขาคิดว่าร่างของตู้เซ่าฝู่เป็นดั่งเหยี่ยวยักษ์วัยเยาว์ในร่างมนุษย์ชัดๆ
ร่างกายที่พละกำลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ไม่ใช่ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ต่อให้เป็นชนเผ่าโบราณที่มีร่างกายกำยำก็ไม่อาจใช้วิชาฝึกร่างพิลึกแบบนี้ได้ ไม่อาจฝึกร่างจนถึงระดับพิลึกพิเรนทร์แบบเด็กหนุ่มคนนี้ได้
“เด็กเลวสุดพิลึก เด็กเลวพิลึกสุดๆไปเลย”
ผ่านไปสามวัน เมื่อเจินชิงฉุนเห็นว่าในกระถางเตาแห่งวิญญาณของตู้เซ่าฝู่มีน้ำวิเศษที่เกิดจากวิชาสกัดยาลอยอยู่ก็ตะลึงมองตาโตสติหลุดไปชั่วขณะ เขาย้อนนึกไปถึงตัวเองที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการฝึกใช้กระถางเตาแห่งวิญญาณสกัดยาได้สำเร็จแต่เจ้าเด็กเลวสุดพิลึกคนนี้ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันก็ทำได้สำเร็จแล้ว
โดยเฉพาะในช่วงสิบกว่าวันมานี้เขายังฝึกฌานและฝึกร่างตามวิชาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไปด้วยในเวลาเดียวทำหลายเรื่องมาก แต่สุดท้ายเจ้าเด็กเลวสุดพิลึกคนนี้ก็ทำได้สำเร็จอย่างง่ายดายในระหว่างนั้นผิดพลาดไปเพียงสองครั้ง ทำให้วัตถุดิบยาเสียไปเพียงไม่กี่พันเสวียนเท่านั้นทว่าขณะที่เขายังเป็นลูกไก่อ่อนหัดอยู่ สกัดยาครั้งหนึ่งทำพลาดไปถึงห้าครั้งทำยาวิเศษเสียไปมูลค่ากว่าหมื่นเสวียนเลยทีเดียว
วันเวลาผ่านไปในแต่ละวันวันประลองฝีมือระหว่างวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลก็ใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆในเมืองสือเฉิงคึกคักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามถนนใหญ่และตรอกเล็กๆมีผู้คนสนทนากันเรื่องการประลองฝีมือระหว่างวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลครั้งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
การประลองระหว่างสุดยอดห้าสกุลมีเกิดขึ้นเป็นประจำมานาน จึงเป็นปกติที่ประชาชนต่างจะให้ความสนใจและมีการแอบลงเงินพนันไปกับมัน
และบรรดาวัยรุ่นที่ฝีมือไม่ธรรมดาของสุดยอดห้าสกุลก็จะกลายเป็นที่จับตาของทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา
และในทุกๆ ครั้งก็มีม้ามืดกำเนิดขึ้น คนที่ผู้คนจับตามองมากที่สุดก็คือเหล่าม้ามืดพวกนั้นเพราะม้ามืดได้เงินพนันดีที่สุด หากแทงม้าถูกตัว ก็จะร่ำรวยจากการพนันครั้งนี้
จุดรวบรวมเงินพนันจากการประลองครั้งนี้ในเมืองสือเฉิงว่ากันว่าเบื้องหลังของการลงเงินพนันพวกนี้ ก็คือพวกคนในสุดยอดห้าสกุลนั่นแหละที่เป็นคนควบคุมทุกปีที่มีการจัดงานก็จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
ที่จุดวางเงินพนันจะมีข้อมูลของบรรดาวัยรุ่นในทุกๆ บ้านสกุลใหญ่เกือบทั้งหมดอยู่
เพราะข้อมูลของวัยรุ่นที่เข้าร่วมการประลองของสุดยอดห้าสกุลจะต้องส่งมอบก่อนวันแข่งเจ็ดวันดังนั้นข้อมูลของผู้เข้าร่วมการประลองจึงไม่ใช่เรื่องลับอะไรสามารถหาข้อมูลได้ที่จุดวางเงินพนันเป็นการจัดเตรียมเพื่อให้ง่ายในการตัดสินใจในการวางเงินเดิมพันมากขึ้น
คนที่เป็นที่จับจ้องในการวางเงินเดิมพันหลักๆมีเยี่ยจื่อจินแห่งบ้านสกุลเยี่ย อั้นหลงอั้นหู่แห่งบ้านสกุลอั้น และไป๋เทียนหมิงไป๋ไฉ่อีแห่งบ้านสกุลไป๋วัยรุ่นเหล่านี้ได้รับความสนใจมากที่สุด
คนที่ได้รับความนิยมสูงอัตราเงินที่ได้จากการชนะไม่เยอะ ทว่าก็ยังมีคนทุ่มเงินเดิมพันกันอย่างกระหน่ำ