บทที่สี่สิบหก
ไม่รู้เวลานี้จางเยี่ยนจะเป็นอย่างไรบ้างนับตั้งแต่อิงหมิงหนีออกมาจากจวนตระกูลจางก็เป็นเวลาครึ่งเดือนแล้วมนุษย์คนหนึ่งจะทนอาการบาดเจ็บได้นานเท่าไรกันนะ
อิงหมิงทอดถอนใจนับครั้งไม่ถ้วนนั้นก็เพราะหลังจากถูกส่งกลับมาอยู่ที่เรือนที่ใช้กักขังไม่มีใครมาให้นางกินปราณเลยข่าวของเจียงเถียนหนิวก็ไร้วี่แวว จนบัดนี้ก็ยังมีหางเดียวของวิเศษก็ชิงมาไม่ได้ไร้หนทาง สิ้นหวังแล้วจริงๆ
“ข้าช่างไร้ความสามารถ” ปีศาจจิ้งจอกกล่าวโทษตนเองมากกว่านี้เหมือนว่าปราณที่กินมาจะหมดลงแล้วท้องของนางถึงได้หิวจนไส้แทบบิดเข้าเป็นปมแล้วทั้งอย่างส่งเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง
“มีใครอยู่ข้างนอกไหม ข้าหิว..หิวมาก ไส้จะขาดแล้ว”
นางโวยวายเช่นนี้มาราวๆสองชั่วยามแล้วเผื่อจะมีใครสนใจบ้าง และเหมือนจะสำเร็จเสียด้วย
“ข้านำอาหารมาให้”
“ขุนพลเฉิน!” ในที่สุดก็มีคนมา อิงหมิงวิ่งกระโจนไปหาร่างสูงหยิบถาดยกอาหารมาถือไว้เอง“ข้าคิดว่าท่านจะไม่มาแล้ว”
นางมองอาหารในถาดวันนี้แปลกไปจากแต่ก่อนซึ่งจะเป็นพวกหมั่นโถวผักดองฝืดคอเป็นที่สุด แต่วันนี้มีน้ำซุปมีทั้งเนื้อทั้งผักดูแล้วเป็นมื้อที่ดีเกินไปด้วยซ้ำ ‘ทำไมถึงมีเยอะขนาดนี้ล่ะ? ’ หรือว่าจะเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะสังหารนาง
“ช่วงนี้ข้ามีธุระ”
“ธุระอะไร คำตัดสินโทษข้าหรือ ข้าจะตายไหม?” เด็กน้อยเอ่ยถามหน้ายู่เครื่องหน้าแทบจะมัดรวมกันอีกนิดจะปรี่เข้าไปกุมมืออ้อนขอชีวิตแล้ว
“ถ้าจะตายคงไม่อยู่ถึงวันนี้”
“นั้นสิๆ แล้วหายไปไหนกัน เถียนหนิวเป็นยังไงบ้าง” ระหว่างพูดอิงหมิงก็วางอาหารลงแล้วเริ่มกินอย่างจริงจัง“อืม อันนี้อร่อยมาก คืออะไร?”
“รู้สึกจะเป็นเต้าหู้ ข้าก็ไม่เคยกิน”อิงหมิงได้แต่พยักหน้าตอบเพราะปากไม่ว่างปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อไป“ส่วนแม่นางเถียนหนิวถูกปล่อยตัวไปแล้ว คงกลับมาที่นี่ไม่ได้อีก”
“ทามมายละ?” จิ้งจอกน้อยที่กำลังมีความสุขกับอาหารตรงหน้าหยุดชะงักเอ่ยถามทั้งที่ในปากยังมีข้าวคำโต หรือว่าหญิงสาวคนนั้นจะเป็นอะไรไป
“นางไม่มีผ้าคลุมแล้วคงยากที่จะบุกเข้ามา และร่างท่านเซียนจะถูกย้าย”เช่นนั้นก็ยังถือว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง “เจ้าก็ด้วย”
“ข้า? ข้าทำไมหรือ?”
“ท่านจอมมารจะเร่งแผนการเข้ามาเจ้าจะต้องไปติดตามท่านเพื่อรับปราณให้ทันวันพิพากษาแดนสวรรค์”พอพูดถึงว่าได้รับปราณอิงหมิงก็ตาโต ดีเสียอีกได้ปราณเร็วๆขอให้ได้หางเพิ่มอีกสักสองอันอาจจะพอรักษาจางเยี่ยนได้
“เมื่อไร?”
“หลังเจ้ากินเสร็จ”
“หืม เร็วขนาดนี้เชียว?” พอบทจะเร็วก็เร็วไม่ทันตั้งตัวจอมมารคงเคียดแค้นพวกชาวสวรรค์มากถึงอยากทำลายทิ้งให้เร็วขึ้นหรือว่าจะมีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย
“วันก่อนที่มีการต่อสู้นอกเขต เกิดอะไรขึ้น?”
“ก็พวกเซียนที่ใช้วิธีแอบซุ่มจะเข้าภพปีศาจ คงเห็นว่าบุกซึ่งๆหน้าไม่ได้ผลเลยเปลี่ยนวิธี พวกนี้ก็เป็นเช่นนี้เสมอ อ้างความถูกต้องเข่นฆ่าปีศาจ” แม้แต่ขุนพลเฉินก็คงจะแค้นพวกเทพเซียนไม่น้อยขนาดกล่าวถึงยังมีสายตาดุดันขึ้นหลายส่วน
“แต่ก็ไม่ใช่เซียนทุกคนนี่” หลังจากนั้นผู้นำเผ่างูก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีกเขารอจนอิงหมิงกินเสร็จก็พอออกไปด้านนอกบอกกฎต่างๆให้นางเริ่มที่ให้อยู่ร่างมนุษย์เสมอ ทั้งจากนี้ยังให้ใช้ร่างที่ใช้ประจำได้สองห้ามใช้ร่างจิ้งจอกอีก และก็ห้ามเกาะไหล่ใครๆ ด้วย
“ทำไมข้อห้ามเยอะจริง ร่างมนุษย์ข้าไม่ค่อยถนัดนี่เปลี่ยนแค่ตอนจำเป็นไม่ได้หรือ?”
“ก็จงทำให้ชินเสีย จากนี้ต้องอยู่ในร่างมนุษย์”
“ร่างมนุษย์เดี๋ยวก็ได้เดี๋ยวก็ไม่ได้ พวกท่านเข้าใจยาก” อิงหมิงเอ่ยเบาๆเพราะนางจะประชดที่คนนู้นคนนี้ชอบสั่งให้นางเปลี่ยนร่างไปมา
“อยากเป็นร่างไหนก็แล้วแต่เจ้า ไม่มีปัญหาอีกแล้ว”
จิ้งจอกน้อยพลันคิดในใจถ้าร่างที่เวลาคิดออกเวลานี้ก็มีแต่ร่างเซียนลู่อิงหมิงยิ่งได้ไปเจอมายิ่งทำให้ภาพในใจชัดขึ้นแต่ถ้าเปลี่ยนเป็นท่านเซียนนางจะไม่ถูกฆ่าทิ้งหรือครั้งนั้นที่จอมมารโมโหก็คงเพราะคิดว่าตนไปลบหลู่ท่านเซียน
“ครั้งนั้นที่ท่านจอมมารโมโหเพราะข้าจำแลงกลายคล้ายท่านเซียนใช้หรือไม่”นางอดไม่ได้ที่จะถามแม้จะพอรู้อยู่แล้ว
“แต่ครั้งนี้คงไม่แล้ว เจ้าจะลองไหม?” ขุนพลเฉินเอ่ยพร้อมส่งรอยยิ้มแปลกๆมา จิ้งจอกน้อยที่เดินอยู่ข้างๆ ได้แต่เลิกคิ้วสงสัย
“ได้จริงหรือ?” ถึงนางจะอยากแต่ก็ยังไม่กล้าพอจึงเลือกใช้ร่างหญิงสาวรูปงามที่พอจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้ในความคิดแทนหญิงสาวที่ตัวเล็กบอบบาง ใบหน้ารูปไข่ปากกระจับสีแดงสดดวงตาแม้จะกลมโตแต่เฉียงขึ้นเล็กน้อยให้ดูมีเสน่ห์ช่างเป็นรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกับการที่เป็นนางจิ้งจอก
“ที่นี่หรือ?” นางเอ่ยถามเมื่อทั้งสองมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งความจริงที่นี่อยู่ไม่ไกลจากทางไปสวนสระเท่าไร
“ใช่ เจ้าเข้าไปเถอะ”หลังจบประโยคประตูบานใหญ่ที่ดูทั้งหนาและหนักก็เปิดออกทั้งที่ไม่มีใครดันให้เปิดออกด้วยซ้ำ
“ข้าไปคนเดียวหรอ?”
“ใช่ ข้ามีธุระอื่นอีก เชิญ” เขาผายมือให้อิงหมิงเข้าไปหลังจากหญิงสาวร่างบางเดินเข้ามาแล้วไม่กี่ก้าวประตูก็ปิดลง
“น่ากลัว” เสียงหวานเอ่ยเหมือนกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความตายทั้งที่เบื้องหน้าเป็นตำหนักขนาดใหญ่แสงสว่างไสว ตกแต่งวิจิตรโอ่อ่าที่นี่คงเป็นตำหนักที่เคยอยู่บนแดนสวรรค์มาก่อน แค่ลวดลายเล็กๆยังใช้ทองปิดให้เห็นอย่างคมชัด เรียกได้ว่าแตกต่างจากเรือนที่นางมาโดยสิ้นเชิง
เมื่อพ้นเขตริมนอกรั้วกำแพงเดินเข้ามาอีกเล็กน้อยสิ่งมีชีวิตตัวเล็กก็บินออกมาจากด้านในนกเย่ยิงตัวสีน้ำตาลเหลืองตัวนั้น “ดีนักที่เจ้ายังรอดชีวิต”
“อิงหมิง” นกตัวน้อยเกาะที่ไหล่นางพร้อมเรียกชื่อคล้ายรู้จักกันมาก่อน
“เจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร เราเคยพบกันงั้นหรือ” หญิงสาวยกปลายนิ้วขึ้นลูบหัวนกตัวน้อยเบาๆพวกมนุษย์น่ะชอบแสดงความรักต่อสัตว์เลี้ยงแบบนี้นางเลยเลียนแบบมาเหมือนว่านกเย่ยิงตัวนี้เป็นสัตว์เลี้ยงของนางเสียเลยนกน้อยก็ทำตัวคุ้นเคยซุกหัวเข้าหาปลายนิ้วอย่างรักใคร่แต่ถึงแสนรู้เพียงไรนกตัวนี้ก็ยังเป็นนกธรรมดา ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกเช่นอิงหมิงจึงไม่สามารถพูดสิ่งที่ต้องการได้ทุกคำ
“เราชื่ออะไรหรือนกน้อย ถ้าไม่มีข้าจะตั้งให้เอง”
“อิงหมิง”
“นั้นชื่อของข้า” นางหัวเราะที่เจ้านกเอาแต่เรียกชื่อนางไม่หยุด
ในโถงใหญ่หน้าตำหนักที่หญิงสาวในชุดผ้าบางสีเหลืองอ่อนตัดกับกระโปรงสีขาวปักลายปลาหลีฮื้อ [1]ยืนเล่นกับนกตัวน้อยอยู่นั้นมีร่างสูงสง่าอาภรณ์ดำสนิทมองอยู่หากใครมาเห็นสายตาของเขาก็คงจะคิดไม่ออกว่าคนผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่รู้เพียงว่ามันชั่งลึกลับดั่งน้ำลึกไร้ก้น
“มันชื่อหวงอวิ๋น” จอมมารแสดงตัวเขาก้าวเท้าเดินเข้ามาหานางหลังเอ่ยประโยคเมื่อครู่ ย่างก้าวมั่นคงสายตาแน่วแน่มองมาที่หญิงสาวทั้งสองสบสายตากันจนชายหนุ่มมาหยุดห่างเพียงครึ่งก้าว
“หวงอวิ๋นหรอ?” อิงหมิงหันไปหานกสีน้ำตาลเหลือง“เหมาะดีนะ”
“มารๆ” แต่สิ่งที่เจ้านกหวงอวิ๋นร้องออกมาคือกล่าวเตือนถึงร่างสูงตรงหน้าแล้วใช้จะงอยปากเล็กคาบปกเสื้อหญิงสาวดึงคล้ายจะให้หลบหนีจากตรงนี้
“ไม่เป็นไร อย่ากลัวเลย” อิงหมิงได้ปลอบใจสัตว์เลี้ยงตัวใหม่
“อิงหมิง” จอมมารเอ่ยเรียกหญิงสาวให้กลับมาสนใจตนก่อนจะเสมองออกไปนอกตำหนัก“สั่งให้มันออกไปข้างนอก”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ“หวงอวิ๋น ไปบินเล่นข้างนอกก่อนนะ เดี๋ยวข้ามา” นกตัวน้อยเชื่อฟังอย่างดีมันบินออกไปนอกตำหนักอย่างที่อิงหมิงสั่งทันที
หลังนกตัวน้อยหายไปโถงกว้างก็เงียบงันหญิงสาวร่างเล็กทำเพียงก้มหน้าคางแทบชิดอดเช่นคนกลัวความผิดแต่ได้ไม่นานก็ทนไม่ไหวเอ่ยออกมาก่อน เพราะไม่รู้จอมมารจะยืนอยู่แบบเงียบๆนี้ไปนานเท่าไร “ขุนพลเฉินให้ข้าย้ายมาที่นี่”
“ใช่ ข้าสั่งเอง”
“เรื่องตอนนั้นไม่กล่าวโทษข้าแล้วใช่หรือไม่”นี่เป็นสิ่งเดียวที่จิ้งจอกน้อยกลัวถ้าได้ยินว่าจอมมารไม่เอาโทษจากปากก็คงมั่นใจได้กว่านี้เพราะหากเป็นแต่ก่อนนางคงพุ่งไปหาร่างสูงเกาะเกี่ยวขอกินปราณแล้ว
“อยู่ที่ว่าจากนี้เจ้าจะขัดคำสั่งข้าอีกไหม”
“ข้าไม่ได้อยากจัดคำสั่ง แต่ข้าก็มีเหตุผล..ที่ต้องทำ..”เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา “แต่คงจะไม่ทำอีกแล้ว”
“ดี เพราะจากนี้ห้ามอยู่ห่างข้างกายข้า”ก็นับว่าดีหรอกนะที่ได้ปราณแต่ถ้าอยู่ด้วยตลอดจะหาจังหวะหนีออกไปอย่างไรละหญิงสาวหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะสิ่งเดียวที่ยากกว่าการอยู่ในร่างมนุษย์คือซ่อนสีหน้าความรู้สึกก็ตอนเป็นจิ้งจอกนางไม่ไม่เคยต้องทำอะไรเช่นนี้ “ไม่พอใจหรือ”
“ไม่ๆ ข้าไม่กล้า”
“ดี”
ที่ว่าห้ามห่างกายไม่นับว่าต้องติดตัวตลอดหลังผ่านคืนนั้นมาก็พอจะคิดได้ว่าจอมมารก็คงมีช่วงเวลาที่ต้องการเป็นส่วนตัวแต่ขอเพียงว่านางจะอยู่ใกล้พอที่จะตามตัวได้ตลอดเวลาเช่นตอนนี้จอมมารก็หายตัวไปไหนก็ไม่รู้ ก่อนไปก็เพียงสั่งว่าห้ามออกไปไหนรอจนเขาจะกลับมา
ช่วงเย็นขุนพลเฉินก็นำอาหารมาให้เช่นเดิมเพราะสุดท้ายนางก็ยังไม่ได้กินปราณอยู่ดี แต่อาหารนี้ก็อร่อย ถูกปากกว่าตอนมาอยู่ใหม่ๆนัก ให้กินตอนท้องอิ่มยังน่ากินเลย
“เจ้าก็ถูกขังอยู่ที่นี่เช่นกันหรือ”อิงหมิงเอ่ยถามผู้ที่ร่วมมื้ออาหารอยู่หนึ่งเดียว ซึ่งก็คือนกเย่ยิงตัวเดิมหญิงสาวกินอาหารมนุษย์ นกกินอาหารนก
“กวิ้กๆ” เจ้านกน้อยร้องตอบ
หนึ่งปีศาจจิ้งจอกร่างมนุษย์หนึ่งนกแสนรู้ทานอาหารกันจนอาหารเกลี้ยงจานพอดีกับร่างสูงก็เดินเข้ามาเขาเหลือบมองจานชามที่ว่างเปล่าถึงเงยหน้ามองหญิงสาว
“เจ้าหิวมากหรือ?” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบนิ่งแต่มันกับฟังดูนุ่มนวลกว่าปกติไม่รู้อิงหมิงคิดไปเองหรือไม่
“หะ? อ่าก็ใช่ พอไม่ได้กินปราณนานๆ ท้องมันก็หิวแต่ความจริงมันก็อร่อยมากๆ ด้วย”
“ถ้าท้องอิ่มเจ้าก็ไม่อยากกินปราณหรือ”
“ไม่ๆๆ อยากกิน มันไม่เหมือนกันเสียหน่อย กินปราณนะดีกว่ามากเลย”นางรีบแก้ความเข้าใจผิด กลัวจอมมารจะไม่ให้นางกินปราณ นี่ก็หนึ่งวันเต็มๆแล้วยังไม่ได้กินเลย ไม่รู้จะได้กินเมื่อไร อิงหมิงเลยทำหน้าหงอยคิดถึงเวลาตอนที่ได้กินปราณ“แต่ข้าก็รู้พวกท่านไม่ชอบการถูกกินปราณ ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์สัมผัสกันแบบนี้เซี่ยจือจือยังบอกชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด น่าเสียดาย”
ชายหนุ่มก้มมองอากัปกิริยาของร่างบางเดี่ยวก็หน้าตาชื่นบานเดี๋ยวก็ตื่นตระหนก ตอนนี้ก็หงอยเหงาเสียแล้ว เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเผลอไผล
“เจ้ารู้ว่าไม่ควรก็อย่าไปทำกับใคร จากนี้กินปราณข้าคนเดียว”
“..ได้หรอ?” หญิงสาวพลันลุกยืน ตากลมใสจ้องมองจอมมารยิ้มกว้างดูทั้งสดใสอย่างหญิงสาวแรกรุ่นแต่ยังงดงามทรงเสน่ห์เหนือมนุษย์ธรรมดา ใครมาเห็นคงหลงใหลกับความงามของหญิงสาวกันจนขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามที่หนึ่งของเมืองได้ไม่ยาก
“อืม” ชายหนุ่มตอบสั้นพลางก้าวเท้าเข้าหาหญิงสาวนางสูงเพียงอกของเขาเท่านั้นเวลาที่นางช้อนสายตาขึ้นมองตนแม้แต่จอมมารก็ถูกเสน่ห์ของปีศาจจิ้งจอกเล่นงานเสียแล้ว
“กินตอนนี้ได้ไหม?” นางเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
ชายหนุ่มผุดยิ้ม‘ดีเสียจริงที่เป็นปีศาจจิ้งจอก’ แบบนี้นางย่อมอยาก ‘กินปราณ’ เขาอีกเรื่อยๆจอมมารพยักหน้าอนุญาต
หญิงสาววางมือที่อกกว้างเป็นหลักยึดก่อนจะเขย่งปลายเท้าพิงกายให้ใกล้ชิดแต่จู่ๆ ก็มีอะไรผ่านหน้าไปเร็วๆ จึงชะงักหันมองตามก็พบหวงอวิ๋นบินอยู่ใกล้ๆ
“มารๆ” ร้องเสียงดังไม่พอยังเตรียมจะเข้าไปจิกร่างสูงอีกต่างหาก
“เจ้านกตัวนี้” เสียงทุ้มต่ำกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นร่างสูงเตรียมจะใช้หลังมือปัดนกตัวจิ๋วให้ออกไปแต่กลับถูกหญิงสาวคว้ามือเอาไว้
“อย่าทำร้ายมัน” อิงหมิงคว้ามือชายหนุ่มเอาไว้นางกลัวว่าจอมมารจะเผลอทำร้ายมัน แม้ความจริงเขาเพียงจะปัดมันให้พ้นทางแต่พลังของเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดานางยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนเขาโมโหปัดนางไปชนผนังจนร้องโอดครวญ ถ้าเป็นนกตัวเล็กๆอาจจะตายก็ได้ “หวงอวิ๋นไปบินเล่นข้างนอกนะ”
นกตัวน้อยบินจากไปทุกครั้งที่นกเย่ยิงทำตามสั่งช่างน่าอัศจรรย์ นางอดจะเอ่ยชมไม่ได้“มันฟังภาษามนุษย์เข้าใจจริงๆ”
“มันฟังแค่เจ้า”
“ทำไมละ? มันเป็นนกแสนรู้ขนาดนี้ย่อมฟังท่านเข้าใจอยู่แล้ว”
“เจ้านกนั้นมันติดมากับชายขอบสวรรค์ ตอนข้าตัดแดนสวรรค์จึงนับว่าเป็นนกสวรรค์ ย่อมแสนรู้เข้าใจภาษา แต่มันไม่ยอมฟังใครมีแค่เจ้าที่มันยอมฟัง” จอมมารเอ่ยตอบหญิงสาว
“แค่ข้าหรอ แล้วทำไมถึงเชื่อฟังแค่ข้า?”
จอมมารไม่เอ่ยตอบอีกฝ่ายถึงแม้เขาจะมีคำตอบในใจแค่ยังไม่ถึงเวลาพูดออกไป
ร่างสูงก้มลงประชิดร่างบอบบางของหญิงสาวเมื่อไม่มีอะไรมาขัดขว้างแล้วจิ้งจอกน้อยก็ได้กินปราณสมใจ
[1] ปลาคราฟ