บทที่ 8 : เกินหน้าเกินตา
ซูฉีเหลือบตามองอดีตสามี หย่ากันสองเดือนมีคู่หมั้นใหม่รวดเร็วทันใจ ราวกับทุกอย่างถูกเตรียมไว้หมดแล้ว คิดแล้วก็สงสารเ้าของร่างเดิมกับครอบครัว ความรักความหวังดีที่มีให้โจวเว่ยควรโยนให้สุนัขกิน!
คุณยายเซี่ยอ้าปาก “คะ คู่หมั้น?”
โจวเว่ยพยายามอธิบาย “คือ…”
“เราหมั้นกันมาั้แ่เด็กแล้วค่ะ เมื่อกี้ไม่เห็นคุณบอกเลยนะคะว่าแต่งงานแล้ว หรือเื่นี้มันไม่สำคัญ?” ชุยเมี่ยนถามด้วยรอยยิ้มใสซื่อ
ซูฉีเปิดปากพูด “ฉันกับเขาหย่ากันแล้วค่ะ ไม่ใช่เื่สำคัญให้ต้องพูดถึง”
โจวเว่ยอ้าปากแต่พูดอะไรไม่ออก เขาสบตากับอดีตภรรยาแล้วรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด เธอไม่ได้โวยวายด่าทอเหมือนแต่ก่อน เพียงปรายตามองก็ทำเอาเขาไปต่อไม่ถูก
“อ้อ เมื่อครู่เหมือนคุณกับยายเป็แม่ค้าขายของ ขายอะไรหรือคะ? เดี๋ยวฉันช่วยซื้อ” ชุยเมี่ยนบอกอย่างมีน้ำใจ
“ชุยเมี่ยน!” โจวเว่ยเอ่ยปราม เห็นๆ อยู่ว่าชุยเมี่ยนตั้งใจเหยียดสองยายหลานหน้าโรงแรมดัง “ผมได้สกุลเซี่ยช่วยเหลือมาเยอะ กรุณาให้เกียรติอดีตภรรยากับคุณยายของผมด้วยครับ”
ชายหนุ่มคิดว่าชุยเมี่ยนยังติดนิสัยคุณหนูเหมือนตอนเป็เด็กอยู่ ดังนั้นเธอจึงทำตัวเอาแต่ใจไปบ้าง ชายหนุ่มค้อมตัวขอโทษคุณยายแทนสหายเก่าของเขา
ชุยเมี่ยนเห็นเขาพูดแบบนั้นเธอก็สงบเสงี่ยมขึ้น ไม่พูดอะไรอีก
ซูฉีมองว่าอีกฝ่ายมองอาชีพแม่ค้าไร้เกียรติไร้การศึกษา “ฉันขายหมดแล้วค่ะ ไม่ต้องให้คุณช่วยซื้อ ไปกันเถอะค่ะคุณยาย ฉันหิวจะแย่”
โจวเว่ยมองสองยายหลานเดินผ่านไป เมื่อครู่คุณยายเหลือบมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง เขาไม่เคยบอกใครเื่คู่หมั้น เพราะเห็นเป็เื่ส่วนตัว และอีกอย่างเขาค่อนข้างตั้งป้อมกับซูฉี ที่ผ่านมามองว่าเธอเป็คนมีความคิดซับซ้อนมาตลอด
“อาโจวเราไปกันเถอะค่ะ!” ชุยเมี่ยนเห็นชายหนุ่มเอาแต่มองสองยายหลาน เธอดึงแขนเขาเบาๆ
โจวเว่ยพยักหน้า ก่อนจะเดินต่อ
การค้าของซูฉีค่อยๆ เติบโตจากคำพูดปากต่อปากของเหล่าผู้สูงอายุที่กินซุปไก่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่หนาวจนปวดข้อปวดกระดูกเหมือนแต่ก่อน ทั้งใบหน้ายังดูกระจ่างใสมีน้ำมีนวล มีคำสั่งซื้อซุปไก่ของเธอวันละไม่ต่ำกว่าสามร้อยถ้วย! ทำให้ซูฉีและคุณยายไม่มีเวลามาขายลูกชิ้นปลาอีก ราคาของซุปไก่ก็แพงขึ้นมาเกือบเท่าตัว เพราะซูฉีเพิ่มวัตถุดิบและเพิ่มเวลาการเคี่ยวลงไป
ข่าวเื่ซุปไก่บำรุงร่างกายกระจายเข้ามาถึงหมู่บ้านต้าไห่ คนในหมู่บ้านรู้สึกใเมื่อรู้ว่าซุปไก่ถ้วยเล็กๆ ราคาถ้วยละเกือบสองหยวน ทุกวันชาวบ้านจะเห็นสองยายหลานขับรถไปพร้อมหม้อขนาดใหญ่ และกลับมาภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง มันต้องขายดีขนาดไหน!
เป้ยเป้ยรู้เื่นี้แล้ว หล่อนตาลุกวาวด้วยความริษยา นังซูฉีนั่นมีอะไรดีนักดีหนา ทำไมสิ่งดีๆ ถึงวิ่งเข้าหาแต่มัน! เธอรีบนำเื่นี้ไปบอกกับพ่อและแม่
เป้ยหลางคือบิดาของเป้ยเป้ย เขาเป็ชายวัยกลางคนผู้มีรูปร่างสมส่วน เป้ยหลางขมวดคิ้ว “พวกค้าขายเป็ขยะต่ออุดมการณ์!”
“แต่บ้านนั้นขายได้วันละหลายร้อยหยวนเลยนะคะ! คุณพ่อเคยบอกฉันว่าในหนังสือพิมพ์เริ่มมีครอบครัวหมื่นหยวนเกิดขึ้นแล้ว ลองคิดดูซิคะ ตอนนี้รายได้บ้านเซี่ยน่าจะมีเกินหนึ่งหมื่นหยวนแล้ว! ถ้าเราได้การค้านี้ เราจะได้ออกหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มีหน้ามีตากว่าใครในอำเภอเลยนะคะ!” เป้ยเป้ยรู้สึกร้อนใจ บิดาของเธอเป็หัวหน้าฝ่ายผลิต เื่ดีๆ แบบนี้ควรเป็ของตระกูลเป้ย!
เป้ยหลางมองหน้าภรรยา ซึ่งตอนนี้กำลังเย็บชุดใหม่ให้ลูกสาว หล่อนวางงานในมือ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เด็กคนนั้นปกติอยู่แต่บ้าน ฝีมือทำอาหารฉันเองก็เคยเห็น ธรรมดาทั่วไป ทำไมตอนนี้ขยันขันแข็ง ตื่นไปค้าขายแต่เช้า ตอนแรกฉันคิดว่าหล่อนทำเพื่อประชดยุวปัญญาชนคนนั้นเสียอีก คนบ้านเซี่ยดูแคลนไม่ได้เลยจริงๆ!” มารดาของเป้ยเป้ยใบหน้าเฉียบคม เธอช่วยสามีดูแลเื่ผลผลิตในหมู่บ้านมาหลายปี กุมตำแหน่งนี้อย่างเหนียวแน่นมานาน เธอเป็คนช่างสังเกตชอบจับผิดคน
ทีแรกบ้านเซี่ยก็ดูทำงานเก่ง แม้หล่อนจะไม่พอใจเื่ที่นังเด็กซูฉีนั่นไม่ยอมทำงานก็ตาม ไม่คิดว่าสองตายายนั่นจะมีเงินเก็บเยอะจนสามารถซื้อรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างได้
“ดูเบาได้ยังไงคะ! หล่อนถึงกับใช้แผนชั่วล่อลวงพี่โจวของฉัน!” เป้ยเป้ยยิ่งพูดยิ่งไม่พอใจ
สะใภ้เป้ยยิ้มร้าย “แกคิดว่านังเด็กซูฉีจะทิ้งลูกนายอำเภอมาคว้าเอาปัญญาชนขนปลาที่ท่าเรือเหรอ? ฮึ! นังซูฉีไม่คิดสั้นแบบนั้นหรอก”
“คุณแม่หมายความว่ายังไงคะ?”
“เื่นี้ใครได้ประโยชน์ ใครเสียผลประโยชน์ก็รู้แล้ว”
เป้ยเป้ยตาโต ก่อนจะหัวเราะสะใจ “ที่แท้ก็พี่ฆ่าน้อง! สมน้ำหน้า ฉันก็ว่าอยู่นังนั่นชอบลูกนายอำเภอมาตั้งหลายปี อยู่ดีๆ มาแย่งพี่โจวของฉันทำไม? เฮอ ซูฉีนะซูฉี สุดท้ายหล่อนก็ไม่เหลือใคร!”
สะใภ้เป้ยเหลือบมองสามีที่ตอนนี้กำลังนั่งคิดไม่พูดไม่จา “บ้านเซี่ยเหลวไหลเกินไป ละทิ้งงานฝ่ายผลิตไปหลงใหลงานชั้นต่ำอย่างงานค้าขาย หากคนในหมู่บ้านคิดแบบเดียวกัน ตอนนั้นต้าไห่เราคงเสียตำแหน่งหมู่บ้านที่มีผลผลิตดีให้กับหมู่บ้านอื่นแล้ว คุณควรเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ให้คนอื่นเอาเป็เยี่ยงอย่างนะคะ”
เป้ยหลางถอนหายใจ “ตอนนั้นความจริงผู้เฒ่าเซี่ยถูกเลือกให้เป็หัวหน้าฝ่ายผลิต เป็ฉันที่หน้าด้านไปขอเขา” ตอนนั้นบิดามารดาของเป้ยหลางป่วยพร้อมกันทั้งคู่ เขาไม่มีทางอื่นนอกจากต้องเป็ผู้ดูแลฝ่ายผลิต เพราะจะได้ติดต่อกับหลายฝ่าย ได้เข้ามณฑลไปซื้อยาและพาบิดามารดาไปหาหมอด้วย ทำให้ตอนนี้สองผู้เฒ่าเป้ยยังมีชีวิตอยู่ยืนยาว
สะใภ้เป้ยมองบน ก่อนจะพยายามรักษาหน้าตาให้ดูดีที่สุด “ไม่ได้ให้บีบถึงตาย แค่พวกเขายอมบอกสูตรการทำซุปไก่สกัดกับเลิกขายมัน คุณก็ปล่อยเขาไปได้แล้วค่ะ แค่นี้ทุกฝ่ายก็ได้รับความเป็ธรรม หมู่บ้านกลับมาสงบสุขอีกครั้ง!”
หล่อนรู้ว่าการทำเช่นนี้อาจถูกคนในหมู่บ้านตำหนิ แต่หล่อนไม่โง่แย่งมาซึ่งๆ หน้าแล้วเอามาถือขายเองเสียหน่อย หล่อนจะเอาสูตรกลับไปให้บ้านมารดาที่อยู่ต่างหมู่บ้านทำขาย แล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่ง!
เป้ยหลางคิดหนัก เื่ที่ภรรยาบอกก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ บ้านเซี่ยเป็ตัวอย่างที่ไม่ดี หากคนเลียนแบบไปขายของกันหมด แล้วผลผลิตของหมู่บ้านจะทำอย่างไร!?
ในวันที่ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้เมฆฝน คุณตาเซี่ยเก็บของใช้ใส่ห่อผ้าเล็กๆ ของตนเอง ในนั้นมีทั้งอาหารแห้ง หมั่นโถวแป้งขาวที่หลานสาวตั้งใจทำให้ และผลไม้อีกสี่ลูก อากาศดีแบบนี้เป็เวลาดีให้ชาวบ้านออกเรือหาปลา
คุณตาลาหลานสาวกับภรรยา “ผมไปก่อนนะ ตาไปก่อน ฉีฉีอย่าหักโหม พักผ่อนเยอะๆ”
ซูฉีกับคุณยายมายืนส่งคุณตาหน้าบ้าน คุณยายไม่วายกำชับสามีอีกหลายคำ หลังจากนั้นสองยายหลานก็กลับเข้าบ้านเตรียมตัวไปขายซุปไก่เช่นเคย
พวกเธอยังไม่ทันออกจากบ้านก็พบว่าคุณตาเดินกลับมา ซูฉีเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นคะ?”
คุณตาหน้าแดงด้วยความโกรธ “เป้ยหลางมันบ้าไปแล้ว หมาป่าตาขาวโดยแท้ ไร้เหตุผลสิ้นดี!” คุณตาว่าแล้วก็แกะห่อผ้านำหมั่นโถวมากัดกิน ยิ่งโกรธก็ยิ่งหิว
คุณยายฟังแล้วไม่รู้เื่ “หมายความว่ายังไง? คุณไม่ต้องออกเรือหาปลาแล้วเหรอ?”
“เป้ยหลางมันหาเื่ผม! บอกว่าบ้านเซี่ยเราเป็ตัวอย่างที่ไม่ดี ริค้าขายเหมือนพวกระบอบเก่าอันเน่าเฟะ ถ้าชาวบ้านทำเป็เยี่ยงอย่างหมู่บ้านเราจะเดือดร้อน เขากลั่นแกล้งไม่ให้เรือของตระกูลเซี่ยออกจากท่าแค่ลำเดียว พวกพี่น้องของผมเดือดร้อนกันไปหมด ในเจ็ดวันนี้พวกเขาจะเอาอะไรกิน!” การออกเรือแต่ละครั้งสำคัญมาก ออกเรือหมายถึงมีเนื้อกิน ใครเบื่อเนื้อก็เอาไปแลกกับผักหมู่บ้านข้างๆ เมื่อใดที่มีพายุเข้าติดต่อกันหลายวัน พวกเขาจะได้กินแต่ซุปปลาเค็ม
ซูฉีไม่คิดว่าความอยากหาเงินของเธอจะทำให้คนอื่นลำบาก “พวกบ้านคุณตาใหญ่กับคุณตาเล็กมีลูกหลานเป็สิบคน สิบปากกินวันละสองมื้อก็เป็อาหารไม่น้อยเลย พวกเขาต้องลำบากเพราะฉัน”
คุณตาปลอบใจหลานสาว “ฉีฉีไม่มีใครโทษหลาน ดูก็รู้ว่าตระกูลเป้ยกำลังอิจฉาเรา ตอนนั้นตาไม่น่าเห็นใจคนไร้ค่าแบบเขาเลย!”
คุณยายเท้าเอว “ฉันจะไปด่าพวกเขา มีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่ายเื่ในบ้าน ตอนนี้นโยบายหลายอย่างผ่อนคลายจนมีตลาดเสรีแล้ว คนตระกูลเป้ยยังล้าหลังอยู่หรือไง? ไม่ซิ เมื่อวานฉันยังเห็นภรรยาของเ้านั่นไปซื้อของที่ตลาดเสรีอยู่เลย แน่จริงหล่อนก็เข้าแต่ร้านค้าสหกรณ์ที่ต้องใช้คูปองซิ!”
ซูฉีหาที่นั่ง เพราะยืนนานๆ แล้วเธอก็ปวดขา ท้องหกเดือนไม่เล็กไม่ใหญ่ เธอลูบท้องตัวเองเบาๆ ตอนนี้เก็บเงินได้สองหมื่นหยวนแล้ว น่าจะเพียงพอเลี้ยงเ้าตัวเล็กไปหลายปี หรือเธอควรหยุดขายของ เพื่อไม่ให้ทุกคนลำบาก?
พอคิดดูดีๆ แล้วหัวหน้าฝ่ายผลิตก็ดูจะไร้เหตุผลจริงๆ หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีเธอเป็แม่ค้าคนเดียวเสียหน่อย มีคนขายมาก่อนเธอก็หลายคน ซูฉีเอ่ยถามคุณตา “เขาบอกขอแค่ฉันเลิกขายแล้วจะยอมให้คนตระกูลเซี่ยเราออกเรือเหมือนเดิมใช่ไหมคะ?”
คุณตาพยักหน้า “แค่ฉีฉีอยากขายของ ต้องยกเหตุผลว่าหมู่บ้านเราจะล่มสลายมาอ้าง มันจะเกินเหตุไปแล้ว!”
คุณยายพยักหน้า “คนออกไปขายของนะ ไม่ได้ออกไปวางะเิก่อความวุ่นวายเสียหน่อย กินปลาเยอะแทนที่จะฉลาด เสียดายเนื้อปลาน่าโยนให้หมาแมวกิน! บ้านเรามีปลาเหลืออยู่ไม่น้อย วันก่อนฉันกับฉีฉีทำหมูแดดเดียวหลายชั่งอยู่ เดี๋ยวคุณช่วยเอาไปให้บ้านพี่ใหญ่ด้วยนะคะ ครั้งนี้ทำพวกเขาลำบากไม่น้อย”
“ดีๆ” คุณตาโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เขาเองก็เป็ห่วงบ้านพี่ชายกับพวกหลานๆ บ้านใหญ่ของเขาที่มีคนนับสิบ ส่วนบ้านน้องชายคนเล็กมีแปดคน เยอะจนมือและเท้าแทบไม่พอนับ
ซูฉีคิดว่าเื่นี้หัวหน้าฝ่ายผลิตอาจไม่ได้ทำเพื่อหมู่บ้านเท่านั้น แต่อาจทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองด้วย ไม่แน่อีกฝ่ายอาจอยากเรียกเก็บเงิน เหมือนขุนนางฉ้อฉลพวกนั้น เพราะเห็นเธอขายดีก็เป็ได้
……………………………………………ฝากอีบุ๊คจ้าhttps://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMzIyMjc3Ijt9