แสงจันทราสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกราก เย่เฉินนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนโขดหินริมฝั่ง ร่างกายเปียกโชกและเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากการปะทะกับโขดหินใต้น้ำ
เขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่าความรู้สึกหนักอึ้งที่แขนเบื้องขวากลับฉุดรั้งร่างเอาไว้
แขนข้างนั้นห้อยตกลงข้างลำตัวประดุจกิ่งไม้ที่หักโค่น ผิวหนังตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงปลายนิ้วแปรเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำราวกับถ่านไม้ที่มอดดับ สัมผัสภายนอกเย็นชืดดุจน้ำแข็งพันปี แต่ภายในลึกๆ กลับร้อนระอุราวกับมีธารลาวาไหลเวียนอยู่แทนโลหิต
"แขนข้า..."
เย่เฉินพยายามจะขยับนิ้ว แต่หามีการตอบสนองใดๆ ไม่ เส้นชีพจรหลักที่ใช้ถ่ายทอดพลังปราณถูกเพลิงมารเผาทำลายจนตีบตันหมดสิ้น
"ขยับสิ!" เขาคำรามในลำคอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเจ็บปวดแปลบปลาบที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
เย่เฉินสูดลมหายใจลึก ข่มความเจ็บปวดไว้ แล้วหันไปมองดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" ที่ตกอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
"ในเมื่อมือขวาใช้การมิได้... ข้าก็จำต้องใช้มือซ้าย"
เขาเอื้อมมือซ้ายที่สั่นเทาออกไปคว้าด้ามดาบ
หมับ!
นิ้วมือสัมผัสความเย็นเยียบของโลหะ เย่เฉินเกร็งกำลังยก...
ครืด...
ดาบขยับเพียงเล็กน้อย ก่อนจะร่วงหลุดมือกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น!
ตึง!
น้ำหนักพันชั่งของดาบที่เขาเคยเหวี่ยงเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว บัดนี้กลับหนักอึ้งราวกับขุนเขาไท่ซานเมื่อต้องใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ร่างกายของเย่เฉินเซถลาเสียหลักล้มลงหน้าคะมำ
"บัดซบ..."
เย่เฉินทุบกำปั้นลงกับพื้นด้วยความเจ็บใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นรื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่เขาไม่ยอมให้มันไหลรินออกมา
"ข้าอ่อนแอลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เขามองดูเงาสะท้อนของตนเองในน้ำ... สภาพสะบักสะบอม แขนพิการ และไร้ซึ่งเรี่ยวแรง หากศัตรูโผล่มาในยามนี้ เขาคงตกตายในดาบเดียว
"ไม่... ข้าจะมาทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้มิได้"
เย่เฉินขบกรามแน่นลุกขึ้นยืนอีกครา เขาฉีกชายเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นออกมา พันรอบแขนขวาที่ดำคล้ำไว้อย่างแน่นหนาเพื่อปกปิดบาดแผลและกลิ่นไหม้เกรียม
จากนั้น เขาใช้มือซ้ายคว้าด้ามดาบอีกครั้ง ครานี้เขาไม่ได้ใช้แค่แรงแขน แต่ใช้วิธีฉีกผ้าคาดเอวมาผูกมัดด้ามดาบ แล้วเหวี่ยงมันขึ้นไปตรึงติดกับแผ่นหลัง ผนึกลมปราณที่เหลืออยู่ห่อหุ้มร่างกายเพื่อช่วยพยุงน้ำหนักมหาศาลนั้น
ฮึบ!
ดาบยักษ์ถูกตรึงอยู่บนหลัง... แม้จะทุลักทุเลและหนักจนไหล่แทบทรุด แต่เขาก็แบกมันได้สำเร็จ
เย่เฉินยืนหอบหายใจ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ไร้อารมณ์ความรู้สึก
"นับจากนี้... ข้าต้องเล่นละครตบตาคนทั้งหล้า" เขาบอกตัวเองในใจ
"ข้าต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าข้ายังแข็งแกร่ง... ต้องซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใต้หน้ากากที่แนบเนียนที่สุด เพราะในสำนักแห่งนั้น... กลิ่นคาวเลือดเพียงหยดเดียว ก็สามารถเรียกฝูงฉลามมารุมทึ้งได้แล้ว"
เย่เฉินก้าวเท้าเดินออกจากป่า มุ่งหน้ากลับสู่สำนักเมฆาครามด้วยท่วงท่าที่พยายามบังคับให้มั่นคงที่สุด แม้ทุกย่างก้าวจะเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม
ณ ประตูทางเข้าหลักของสำนักเมฆาคราม
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมากระทบซุ้มประตูหินแกะสลักขนาดมหึมา เหล่าศิษย์สายนอกที่ทำหน้าที่เวรยามต่างยืนจับกลุ่มสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หัวข้อสนทนาในยามนี้มีเพียงเรื่องเดียว... ข่าวร้ายจากหุบเขาหมอกดำ
"เจ้าได้ยินหรือยัง? หน่วยลาดตระเวนแจ้งว่าเมื่อคืนเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในหุบเขา"
"ใช่... ข้าได้ยินมาว่าขบวนสินค้าของหอภารกิจถูกถล่มยับเยิน ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"
"น่าเสียดายศิษย์พี่เย่... เขาเพิ่งจะรุ่งโรจน์แท้ๆ แต่กลับต้องมาตกตายเพราะภารกิจมรณะ"
เสียงถอนหายใจและคำวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
ทว่าในขณะที่ข่าวลือกำลังแพร่สะพัด
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางเดินชายป่า หมอกยามเช้าที่ปกคลุมเส้นทางค่อยๆ ถูกแหวกออก เผยให้เห็น ร่างทะมึน ของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเดินก้าวเข้ามา
เสื้อผ้าของเขาฉีกขาดหลุดลุ่ย เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม บนแผ่นหลังแบกดาบยักษ์สีดำทมิฬที่ดูหนักอึ้ง
ทันทีที่ใบหน้าคมคายนั้นปรากฏชัดแก่สายตา... เสียงพูดคุยทั้งหมดก็พลันเงียบกริบลงในพริบตา
"ยะ... เย่เฉิน!?"
ยามเฝ้าประตูเบิกตากว้างจนแทบถลน "เป็นไปไม่ได้! เขาควรจะสิ้นชื่อไปแล้วมิใช่รึ!"
เย่เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เยียบเย็นราวกับรูปปั้นหิน เขาไม่ได้สนใจเสียงอุทานเหล่านั้น แต่พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่การ "เดิน"
แขนขวาที่ไร้ความรู้สึกซึ่งถูกพันไว้ด้วยเศษผ้าแนบชิดลำตัว ทำให้สมดุลร่างกายของเขาเสียไป น้ำหนักของดาบยักษ์บนหลังกดทับลงมาจนเขาเซถลาไปทางซ้ายเล็กน้อยในจังหวะก้าวเท้า
กึก!
เย่เฉินเสียหลักวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเกร็งขาขวายันพื้นไว้ได้ทัน
กิริยาที่ผิดปกตินั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของศิษย์บางคนไปได้
"เอ๊ะ? ดูนั่นสิ... เหตุใดเขาจึงเดินแปลกประหลาดนัก? แล้วเหตุใดแขนขวาของเขาถึงนิ่งสนิทปานนั้น... ไม่แกว่งไกวเลยสักนิด?"
"จริงด้วย... หรือว่าเขาจะบาดเจ็บสาหัส?"
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น ความสงสัยเริ่มก่อตัว... ในยุทธภพ หากใครรู้ว่าศัตรูบาดเจ็บ พวกมันย่อมไม่ลังเลที่จะรุมขย้ำ เย่เฉินรู้ว่าความลับกำลังจะแตก
"หึ..."
เย่เฉินแค่นเสียงในลำคอ เขาหยุดเดิน แล้วค่อยๆ หันหน้าไปทางกลุ่มศิษย์ที่กำลังซุบซิบ
นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาพลันสว่างวาบ... ปลดปล่อย "จิตสังหาร" ที่รุนแรงและป่าเถื่อนออกมาอย่างกะทันหัน! มันมิใช่จิตสังหารธรรมดา แต่เจือปนไปด้วยกลิ่นอายของ "เพลิงมาร" ที่เขารับมาจากวิหารใต้ดิน
ความรู้สึกร้อนระอุและอำมหิตแผ่พุ่งเข้าใส่ฝูงชนราวกับคลื่นความร้อนที่มองไม่เห็น
"มองอันใด?"
เย่เฉินเอ่ยเสียงต่ำ มือซ้ายค่อยๆ เอื้อมไปจับด้ามดาบบนหลัง
"อยากลองคมดาบของข้า... หรืออยากจะกลายเป็นศพเฝ้าหน้าประตู?"
เฮือก!
ศิษย์เหล่านั้นหน้าซีดเผือด รีบก้มหน้าหลบสายตาทันที ความสงสัยเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่เพิ่งกลับมาจากขุมนรก
เย่เฉินกระชับสายสะพายดาบ แสร้งทำเป็นขยับไหล่ขวาเล็กน้อย (โดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอกกระตุกแทน) เพื่อตบตาว่าแขนยังใช้งานได้
"หลีกไป"
เขาประกาศก้อง แล้วเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปในสำนักด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและทะนงองอาจ
บรรยากาศภายใน "หอภารกิจ" คลาคล่ำไปด้วยเหล่าศิษย์ที่มารับส่งงานเช่นทุกวัน แต่ทันทีที่เย่เฉินก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา เสียงจอแจก็ค่อยๆ เบาลง สายตาหลายคู่ลอบมองมาที่เขาด้วยความสนเท่ห์ระคนหวาดระแวง
เย่เฉินเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะบัญชีด้านในสุด ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แขนขวาที่ไร้ความรู้สึกแนบชิดลำตัวภายใต้แขนเสื้อที่ยาวปกคลุมมิดชิด
ที่หลังโต๊ะบัญชี... ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาเข้มกำลังยืนรออยู่ ใบหน้าของมันมีรอยยิ้มจางๆ ที่ดูไม่น่าไว้วางใจ
"ผู้คุมกฎจาง" หนึ่งในคนสนิทของหลิวหยวนที่แฝงตัวอยู่ในหอภารกิจ
"อ้าว... ศิษย์น้องเย่" ผู้คุมกฎจางเอ่ยทักทายเสียงใส "ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ได้กลับมาเสียแล้ว สายข่าวแจ้งว่าขบวนสินค้าของเจ้าถูกถล่มยับเยินมิใช่หรือ?"
ปึก!
เย่เฉินโยนป้ายภารกิจที่เปื้อนเลือดและรอยไหม้ลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง
"ภารกิจล้มเหลว" เย่เฉินตอบสั้นๆ "เกิดแผ่นดินไหว สัตว์อสูรแตกตื่น... ข้ารอดมาได้ก็บุญโขแล้ว"
"น่าเสียดาย... น่าเสียดายยิ่งนัก" ผู้คุมกฎจางแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อย "ของเสียหายหมดเลยหรือ? แล้ว... เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่?"
มันเดินอ้อมออกมาจากหลังโต๊ะ ทำทีเป็นเดินเข้ามาจะตบไหล่ปลอบใจ
"ดูท่าทางเจ้าจะเหนื่อยนะ..."
ทันใดนั้น!
ผู้คุมกฎจางแสร้งทำเป็นสะดุดชายเสื้อตัวเอง ร่างของมันเซถลาเข้าหาเย่เฉิน... และมือขวาของมันก็คว้าหมับเข้าที่ "ต้นแขนขวา" ของเย่เฉินอย่างจัง!
หมับ!
แรงบีบนั้นรุนแรงและแม่นยำราวกับกรงเล็บเหยี่ยว มันไม่ได้แค่จับประคอง แต่จงใจกดนิ้วลงไปที่จุดชีพจรหลักเพื่อหยั่งเชิงการไหลเวียนของพลังปราณ!
"อึก!"
เย่เฉินกัดฟันแน่นจนกรามปวดหนึบ
ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดจากจุดที่ถูกจับพุ่งขึ้นสู่สมอง! มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกบีบเนื้อ... แต่มันคือความเจ็บปวดจากการที่ "เพลิงอสูรพิษ" ในแขนถูกกระตุ้น มันดิ้นพล่านและแผดเผาเส้นประสาทที่ตายด้านให้ลุกไหม้ราวกับถูกน้ำกรดราดรดกระดูก
เหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากเย่เฉินในพริบตา ลมหายใจของเขาสะดุดกึก
แต่ทว่า... ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทดุจรูปปั้นหิน ไม่มีการชักแขนหนี ไม่มีการร้องโอดโอย เขาปล่อยให้ผู้คุมกฎจางจับแขนเขาไว้เช่นนั้น โดยใช้อำนาจจิตทั้งหมดที่มีกดข่มความเจ็บปวดเอาไว้ในก้นบึ้ง
ผู้คุมกฎจางเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ... มันมั่นใจว่าเย่เฉินต้องบาดเจ็บที่แขน แต่เหตุใดจึงไม่ส่งเสียงร้อง?
แต่แล้ว... สัมผัสที่ปลายนิ้วของมันก็เริ่มฟ้องความจริง
ผ่านเนื้อผ้าที่เย็นชืดและผิวหนังที่แข็งกระด้างราวกับศพ... มันสัมผัสได้ถึง "ความร้อนระอุ" ที่อัดแน่นอยู่ภายในลึกๆ ราวกับมีถ่านไฟที่ยังไม่มอดไหม้ซุกซ่อนอยู่ใต้เถ้าถ่าน ความร้อนนั้น... รุนแรงและบ้าคลั่งจนนิ้วของมันเริ่มรู้สึกแสบ
"หืม..."
ผู้คุมกฎจางหรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มอย่างผู้ที่ล่วงรู้ความลับ
"แขนเจ้า... ดูแข็งแรงดีนี่นา" มันค่อยๆ คลายมือออก แล้วตบเบาๆ ที่ต้นแขนเย่เฉินสองสามที เป็นการย้ำเตือนความเจ็บปวด
"ยินดีด้วยที่รอดกลับมา... เย่เฉิน แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี... ช่วงนี้อากาศร้อนอบอ้าว อาจทำให้ 'ไฟในกาย' ปะทุออกมาได้ง่ายๆ"
เย่เฉินมองตอบด้วยสายตาเยียบเย็น
"ขอบคุณที่เป็นห่วง..."
เขาเก็บป้ายภารกิจที่ถูกประทับตรา "ล้มเหลว" กลับคืน แล้วหันหลังเดินออกจากหอภารกิจทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
ณ ห้องลับใต้ดินของหอโอสถ
กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกลอยตลบอบอวล ผู้อาวุโสไป๋ค่อยๆ คลายผ้าพันแผลที่ชุ่มเลือดและหนองออกจากแขนขวาของเย่เฉิน
ทันทีที่ผ้าผืนสุดท้ายหลุดออก... ซูหลิงเอ๋อร์ที่ยืนกอดอกดูอยู่ห่างๆ ถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียน
สภาพแขนขวาของเย่เฉินนั้นน่ากลัวเกินบรรยาย ผิวหนังตั้งแต่หัวไหล่ลงไปดำเกรียมและแห้งกรังเหมือนเปลือกไม้ที่ถูกไฟไหม้ เนื้อบางส่วนปริแตกเผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนและเรืองแสงสีเขียวทองจางๆ อยู่ภายใน
"ชีพจรอัคคีผลาญ ระดับลึก..."
ผู้อาวุโสไป๋เอ่ยเสียงเครียด คิ้วขาวโพลนขมวดเข้าหากันจนแทบชน "เพลิงมารที่เจ้าดูดซับมา... มันรุนแรงเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรับไหว เส้นชีพจรหลักสามสายในแขนขวาถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น ตอนนี้แขนเจ้าก็เหมือนกิ่งไม้ที่ตายแล้ว... รอวันหักโค่น"
"รักษาได้หรือไม่?" เย่เฉินถามสั้นๆ แม้ในใจจะหวั่นไหว แต่สีหน้ายังคงนิ่งสงบ
"ยากยิ่ง..." ชายชราส่ายหน้า "ยาฟื้นฟูทั่วไปใช้ไม่ได้ผล เพราะเพลิงในแขนเจ้ามันคอยกัดกินฤทธิ์ยาตลอดเวลา... หากปล่อยไว้ไม่เกินสามเดือน ไฟจะลามเข้าสู่หัวใจ และเจ้าจะสิ้นชีพ"
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้อง
"ข้าผิดหวังจริงๆ..."
เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นของซูหลิงเอ๋อร์ดังขึ้น นางเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองแขนที่พิการของเย่เฉินด้วยสายตาที่ไร้ความสงสาร มีเพียงการคำนวณผลได้ผลเสีย
"ข้าวางเดิมพันกับเจ้าไว้สูงยิ่ง ทั้งทรัพย์สิน ทั้งเส้นสาย... ข้าคาดหวังว่าจะได้ยอดนักปรุงยามาช่วยท่านปู่ มิใช่คนพิการแขนเดียวเช่นนี้"
นางถอนหายใจยาว "หากเจ้าใช้งานมิได้... สิ่งที่ข้าทุ่มเทไปก็สูญเปล่า และพันธสัญญาของเราคงต้องทบทวนใหม่"
คำพูดของนางตรงไปตรงมาและโหดร้าย แต่มันคือสัจธรรมของโลกใบนี้... คนไร้ค่าไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง
เย่เฉินกำหมัดซ้ายแน่น เขารู้ดีว่านางไม่ได้ใจร้าย นางแค่นักธุรกิจที่มองหาผลกำไร
"บอกวิธีรักษามาเถิด" เย่เฉินหันไปหาผู้อาวุโสไป๋ "ท่านเป็นถึงเจ้าหอโอสถ ย่อมต้องมีหนทาง"
"มีอยู่ทางเดียว..." ผู้อาวุโสไป๋ลุกขึ้นเดินไปหยิบตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งมาเปิด
"ต้องใช้สมุนไพรระดับตำนานที่มีฤทธิ์ 'กำเนิดใหม่' และ 'ดับไฟมาร' ได้พร้อมกัน... สิ่งนั้นคือ 'น้ำนมวารีพิสุทธิ์'"
"มันสามารถชำระล้างพิษไฟและสร้างเส้นชีพจรใหม่ขึ้นมาได้... แต่ปัญหาคือ มันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร"
"มิได้หายากปานนั้นหรอกเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส" ซูหลิงเอ๋อร์เอ่ยขัดขึ้น แววตาของนางเป็นประกายวาวโรจน์
"ในคลังสมบัติส่วนตัวของท่านปู่ข้า... มีน้ำนมวารีพิสุทธิ์เก็บไว้อยู่หนึ่งขวด"
เย่เฉินหันขวับไปมองนาง "ท่านช่วยข้าได้?"
"ข้าช่วยได้... แต่ข้าจะมิให้เจ้าฟรีๆ" ซูหลิงเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก "ของสิ่งนั้น ท่านปู่ตั้งใจจะมอบให้เป็นรางวัลชนะเลิศของ 'งานประลองสำนักใหญ่' ที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า"
"หากเจ้าอยากได้มัน... เจ้าก็ต้องไปแย่งชิงมันมาด้วยตัวเอง"
นางก้มลงมาจ้องตาเย่เฉิน
"ชนะเลิศในงานประลอง... ด้วยแขนข้างเดียวของเจ้านั่นแหละ พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิว่า เจ้ายังมีค่าพอให้ข้าลงทุนต่อ"
"ถ้าเจ้าทำมิได้... ก็จงนอนรอความตายไปเงียบๆ เถิด"
เย่เฉินมองตอบสายตาท้าทายนั้น ความหวังริบหรี่ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้ง แม้หนทางข้างหน้าจะมืดมนและเต็มไปด้วยขวากหนาม
ต้องสู้กับยอดฝีมือทั้งสำนัก... ด้วยมือซ้ายที่ไม่ถนัดเพียงข้างเดียว
"ตกลง..."
เย่เฉินเอ่ยเสียงหนักแน่น แววตาลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
"ข้าจะเอาชนะทุกคน... และนำมันมารักษาแขนข้าให้จงได้"
ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้าซึ่งปกคลุมด้วยเมฆหมอกทมิฬ อันเป็นที่ตั้งของ หอคุมกฎ
ภายในห้องลับส่วนตัวที่มืดมิด... ผู้อาวุโสหลิวหยวน ยืนหันหลังให้กับประตู สายตาจับจ้องไปยังภาพวาดโบราณรูป "ปีศาจอัคคี" ที่แขวนอยู่บนผนัง มือไพล่หลังถือพู่กันที่ยังชุ่มน้ำหมึกสีแดงฉาน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ผู้คุมกฎจางเดินเข้ามารายงานด้วยท่าทีนอบน้อม
"เรียนท่านผู้อาวุโส... ข้าได้ตรวจตราเย่เฉินตามคำสั่งแล้วขอรับ"
"ว่ามา" หลิวหยวนเอ่ยเสียงเรียบ
"มันกลับมาในสภาพสะบักสะบอม อ้างว่าภารกิจล้มเหลวเพราะสัตว์อสูรตื่นตูม... แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือแขนขวาของมัน..." ผู้คุมกฎจางรายงาน
"ข้าแกล้งชนและสัมผัสดูแล้ว ผิวหนังเย็นชืดและแข็งกระด้างราวกับศพที่ตายแล้ว เส้นชีพจรไม่มีการตอบสนอง"
"แต่ทว่า... ลึกลงไปใต้ผิวหนังที่เย็นเฉียบนั้น... ข้าสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่รุนแรงและบ้าคลั่ง มันร้อนแรงยิ่งกว่าไฟวิญญาณระดับสามเสียอีก... ร้อนจนนิ้วของข้าแทบพองไหม้"
หลิวหยวนค่อยๆ หันกลับมา รอยยิ้ม อำมหิต ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบตอบ
"ความจริงปรากฏแจ้งชัด..."
เขาเดินไปหยิบ "ป้ายวิญญาณของกงอี้" ที่แตกละเอียดขึ้นมาดู
"กงอี้ตายในวิหารใต้ดิน... และไฟวิญญาณปฐพีที่ข้าเฝ้ารอมาสิบปีก็หายไปพร้อมกับมัน... แล้วจู่ๆ ไอ้เด็กนี่ก็โผล่มาพร้อมกับแขนขวาที่ร้อนดั่งไฟนรก"
"มันมิได้แค่รอดตาย... แต่มัน 'ขโมย' ของของข้ามา"
หลิวหยวนกำป้ายวิญญาณในมือจนแหลกเป็นผงธุลี
"มันเอา 'เพลิง' ไปซ่อนไว้ในแขนข้างนั้น... และบัดนี้เพลิงนั่นคงกำลังกัดกินมันจากข้างใน สมน้ำหน้า... ของสูงค่าเช่นนั้น ร่างกายสวะอย่างมันไม่มีทางรองรับได้หรอก"
"จะให้ข้าส่งคนไปจับมันเลยหรือไม่ขอรับ? หรือจะลอบสังหาร?" ผู้คุมกฎจางถาม
"ไม่..." หลิวหยวนยกมือห้าม
"ถ้าฆ่ามันตอนนี้ ไฟวิญญาณอาจดับสูญไปพร้อมกับร่างของมัน หรือไม่มันก็อาจระเบิดชีพจรทิ้ง... ข้าต้องการเพลิงนั่นคืนในสภาพสมบูรณ์"
"มันบาดเจ็บหนัก... มันต้องดิ้นรนหาทางรักษาแน่ และทางรอดเดียวของชีพจรอัคคีผลาญ คือ 'น้ำนมวารีพิสุทธิ์' ซึ่งมีเพียงขวดเดียวในสำนัก..."
"สั่งการลงไป!" หลิวหยวนตวาดสั่งเสียงก้อง
"ปิดตายประตูทางเข้าออกสำนักทั้งหมด! อ้างว่าเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหว... ห้ามใครหน้าไหนเข้าออกเด็ดขาด โดยเฉพาะเย่เฉิน!"
"ขังหนูตัวนี้ไว้ในกรง... บีบให้มันไร้ทางหนี บีบให้มันต้องดิ้นรนเข้าร่วมงานประลองเพื่อแย่งชิงยารักษา... และเมื่อมันอ่อนแอถึงขีดสุด..."
หลิวหยวนหักพู่กันในมือเป็นสองท่อน
"ข้าจะไปผ่าแขนมันออกมา... แล้วทวงของของข้าคืน!"
ลมพายุภายนอกพัดกรรโชกแรง เมฆดำเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังดวงจันทร์จนมิด
กรงขังขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "สำนักเมฆาคราม" กำลังถูกปิดตาย... และการล่าครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
[จบตอนที่ 58]