ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 นอนกับสะใภ้เจ้า เตะแม่เฒ่าให้เดี้ยง

            “ฮึ โอหังอะไรกันนักกันหนา?”

            ยามสำนักดาราสวรรค์เป็นที่หัวเราะของคนนับไม่ถ้วนอยู่นั้นเองมู่เฟิงกลับกระโจนขึ้นสังเวียนประลองไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบเขาชี้เฉิงเติงตรงหน้าแล้วอ้าปากด่าเป็นชุด

            “สำนัก ‘ลูกเจี๊ยบ’ อะไรสักอย่างนะพวกแกบังอาจทำร้ายผู้หญิงหรือ? เฟิงรูปหล่อผู้นี้จะระเบิดไข่แกทิ้งเสีย”

            ได้ยินวาจาหยาบคายเช่นนั้นกระทั่งศิษย์ใหม่จากสำนักดาราสวรรค์เองยังส่ายหน้า

            เขาคนนี้ไม่เพียงชอบพูดไปเรื่อยต่อหน้าพวกตัวเองเท่านั้นแม้แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังคงพูดจาเหลวไหลไปเรื่อยได้เห็นทีเขาจะมีปัญหาที่นิสัยแล้วกระมัง

            เฉิงเติงจากสำนักล่าอินทรียิ้มเยาะดูถูก สองมือกอดอกมองมู่เฟิงอย่างถากถาง“เฮ้ย ข้านึกว่าแกจะมีดีแต่เห่าอยู่ใต้สังเวียนเสียอีกไม่นึกเลยว่าจะกล้าขึ้นมาด้วย เห็นแก่ที่แกยังพูดมากได้อยู่อีกครู่ข้าจะเลาะฟันหมาๆ ของแกออกจากปากให้เกลี้ยง”

            “โอ๊ะโยะโหยว ไอ้หลานเต่าเนรคุณ ยังมีหน้ามาด่าคนอื่นอีกหรือ? รู้จักกาลเทศะกับเขาบ้างไหมหา?”

            กาลเทศะ?

            เพียงได้ยินคำนั้น คนสำนักดาราสวรรค์ก็หน้ามืดอีกหนพวกศิษย์ใหม่อย่างหลี่ฮุยเย่รีบพยุงโจวลู่ออกจากสังเวียนราวกับว่าหากอยู่นานกว่านี้จะยิ่งขายขี้หน้า

            “ศิษย์พี่มู่เฟิง ถนอมตัวด้วย พวกเราจะลงไปให้กำลังใจท่านด้านล่าง”

            “ฮะฮ่า เชื่อมือข้าได้เลย!”

            มู่เฟิงฉีกยิ้ม รอยยิ้มประสาทนั้นทำคู่ต่อสู้อดขนลุกไม่ได้

            “พูดพล่ามให้มันน้อยๆ หน่อย ศิษย์พี่เฉิงเติงเลาะฟันไอ้เจ้านี่ออกให้หมดเลย”

            “ปากดีนัก ฆ่ามันเลย”

            ...

            คนสำนักล่าอินทรีตะโกนเพิ่มพลังสุดเสียง แต่ทางฝั่งสำนักดาราสวรรค์กลับเงียบงันลงมากถูกโจมตีติดต่อกันจนจิตใจหม่นหมองและสิ้นหวังไปแล้ว

            แต่ดวงตาของฉู่เหินกลับฉายแววคาดหวังอันหาที่มาไม่ได้หลายส่วน

            แต่ไหนแต่ไรมามู่เฟิงก็ไม่เคยแสดงพลังที่แท้จริงของตนออกมาอยู่แล้วเขากล้าเดินขึ้นสังเวียนประลองยุทธ์เช่นนี้ก็หมายความว่าเขาไม่กลัวเฉิงเติงผู้ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุดเลย

            “จะเริ่มแล้ว ระวังให้ดีล่ะ หากเฟิงรูปหล่อสำแดงเดชขึ้นมาแม้แต่ตัวเองยังกลัวตัวเองเลย” มู่เฟิงเอ่ยพลางขยับเนื้อตัวบิดขี้เกียจบนเวที

            ศิษย์ใหม่จากสำนักต่างๆ ที่อัฒจันทร์เห็นท่าทางน่าขันแล้วจึงหัวเราะเยาะออกมา

            สำนักดาราสวรรค์สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิงต่างคนต่างเริ่มคิดแล้วว่าผิดมหันต์ที่ตัดสินใจมาที่นี่ในคืนนี้

            “เฮอะ” เฉิงเติงหัวเราะ มองมู่เฟิงที่เข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ยี่หระ“ปัญญาอ่อนเอ๊ย เห็นทีคงมีแต่สำนักดาราสวรรค์เท่านั้นที่รับไอ้โง่อย่างแกไว้ได้”

            มู่เฟิงกลับไม่โกรธไม่เคืองยามอยู่ห่างจากศัตรูไม่ถึงห้าเมตรก็ชี้ไปบนท้องฟ้าเสียเฉยๆ “ว้าก! ผู้หญิงโป๊แน่ะ จะชนหัวแกแล้ว”

            “หือ?”

            เฉิงเติงชะงักแล้วเงยหน้ามองฟ้าทันที แต่ไม่เห็นมีอะไร

            เขารู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก แต่กว่าจะเบนสายตากลับมา มู่เฟิงก็ปรี่มาจนถึงเบื้องหน้าเสียแล้ว“แฮ่ๆ เจ้าโง่เอ๊ยหลงกลง่ายจริงนะ”

            สิ้นเสียง มู่เฟิงก็ง้างเท้าขวาเตะเข้าที่เป้ากางเกงของเฉิงเติงอย่างจัง

            เปรี้ยง!

            เสียงดังสนั่นดลให้ทั้งลานหอจวินไหลเงียบสงัด ชายทุกผู้เสียวสันหลังวาบเฉิงเติงตัวงอ ตาแทบถลนออกจากเบ้า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทันตาเห็นอ้าปากพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ

            “แก...”

            “แฮ่ๆ ข้าบอกแล้วว่าจะระเบิดไข่แกทิ้งเสีย!”

            รอยยิ้มชั่วร้ายของมู่เฟิงน่ากลัวเหลือเกินในสายตาเฉิงเติงเฉิงเติงผู้ถูกโจมตีจน ‘สาหัส’ แข้งขาอ่อนไปหมด นับประสาอะไรกับการรวบรวมพลังหยวนแท้

            ผู้ชมใต้เวทีปากอ้าตาค้าง

            โดยเฉพาะคนจากสำนักดาราสวรรค์ที่อดมุมปากกระตุกขึ้นมาไม่ได้

            พับผ่า มู่เฟิงช่างขยันทำเรื่องพรรค์นี้ได้ดีเสียจริงมิหนำซ้ำยังต่อหน้าสาธารณชนตั้งมากมาย ยามนี้ศิษย์สำนักดาราสวรรค์มีเพียงความคิดเดียวในหัวคือต้องอยู่ให้ห่างจากมู่เฟิง

            ต้องรักษาระยะห่างให้ได้!

            “จำไว้ให้ดีนะโว้ย! ต่อแต่นี้ไปขืนแกกล้าท้าทายสำนักดาราสวรรค์อีกเฟิงรูปหล่อผู้นี้จะเผาบ้านแกทิ้ง นอนกับลูกสะใภ้แกแล้วก็เตะแม่เฒ่าแกให้เดี้ยงด้วย ไสหัวลงไปได้แล้ว”

            มู่เฟิงสะบัดผมคล้ายว่างามสง่านักหนา

            เฉิงเติงโกรธจนไฟแทบลุก

            ตอนนี้เขาอยากลากคอมู่เฟิงไปสับเป็นชิ้นๆ นักแต่ความเจ็บปวดที่โดนเตะนั้นก็ทำให้เขาสูญเสียพลังต่อสู้จนหมดสิ้นชั่วคราว

            เฉิงเติงจำต้องอดกลั้นโทสะในอกแล้วเดินโซซัดโซเซลงจากสังเวียนไป

            อึง!

            พริบตานั้น ทั้งลานเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที

            “เวร อะไรกันวะนี่? ไร้ยางอายเกินไปแล้ว”

            “หน้าไม่อายสิ้นดี ลงไปได้แล้ว”

            “ต่ำช้าเกินไป ผู้จัดการเหยา ไล่คนพรรค์นี้ออกไปที”

            ...

            เสียงด่าทอแสนโกรธเกรี้ยวจากทั่วทุกสารทิศเหมือนจะกลบทับมู่เฟิงให้จมได้ทุกเมื่อโดยเฉพาะศิษย์ใหม่สำนักล่าอินทรีที่ต่างก็ลุกขึ้นยืนจนแทบจะรุมประชาทัณฑ์มู่เฟิง

            แต่กระนั้น มู่เฟิงก็ยัง ‘หน้าด้านถึกทน’ อย่างสมบูรณ์แบบ

            เขาไม่กระดากอายเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังตอกกลับไม่พอใจอีกว่า“พวกเจ้าพูดจากันรู้เรื่องไหมนี่? กฎมีบอกว่าห้ามใช้วิธี ‘เตะตัดลูกตัดหลาน’ หรืออย่างไรหา? สุดหล่อเฟิงไม่ได้ทำให้มัน ‘กลายเป็น’ ผู้หญิงเต็มตัวเสียหน่อยนี่ เกิดมันมีลูกไม่ได้ในภายหลังให้ข้าช่วยเสียก็จบแล้ว”

            มู่เฟิงท่าทางราวกับสิ่งที่ตนทำถูกต้องเที่ยงธรรมยิ่งนัก กระทั่งคนจากสำนักดาราสวรรค์กันเองยังไม่วายเหงื่อแตกซิก

            ...

            “เหอะๆ ตัวต่ำช้าพรรค์นี้ เก็บกวาดให้เรียบร้อยก็พอ”

            เสียงดูหมิ่นเย้ยหยันเต็มเปี่ยมดังมาจากเขตสำนักจันทร์สกาว พลันนั้นบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาองอาจไม่หยอกก็สาวเท้าเดินขึ้นสังเวียนสัประยุทธ์เบื้องหน้าเป็นจังหวะมั่นคง

            “ศิษย์พี่เฮ่อเสี่ยน!”

            “ศิษย์พี่เฮ่อเสี่ยนจะลงมือแล้วเห็นทีเขาคงทนดูไอ้ปัญญาอ่อนต่ำช้านั่นไม่ได้จริงๆ”

            “ทำทุกคนโกรธกันหมด ดูซิมันจะถึงคราวเคราะห์เช่นไร”

            ...

            เฮ่อเสี่ยนออกโรง บรรยากาศทั้งงานจึงคึกคะนองขึ้นหลายส่วน

            หนึ่งเฮ่อเสี่ยน หนึ่งเฮ่อเฉา สองพี่น้องที่เบื้องสูงของสำนักจันทร์สกาวให้ความสำคัญและชื่นชอบ

            ท่ามกลางสายตาประชาชีที่จับจ้อง เฮ่อเสี่ยนขึ้นสังเวียนประลองยุทธ์นั้นไปปลดปล่อยรังสีพลังกระบี่เฉียบคมออกมาจากร่างในทันทีฝุ่นดินบนสังเวียนต่างพัดปลิวไปจนหมด

            “ระดับเชื่อมหยวน?”

            “พลังของเฮ่อเสี่ยนก้าวหน้าเร็วปานนี้เชียว?”

            “ฟ้าประทานที่มีขีดจำกัดสายเลือดกายสัประยุทธ์กระบี่วิญญาณไม่ธรรมดาเช่นนี้นี่แหละเห็นทีพลังของเฮ่อเฉาก็คงก้าวหน้าขึ้นมากด้วยแน่”

            ...

            ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ สายตาไม่น้อยมองตรงไปยังเฮ่อเฉาที่เขตสำนักจันทร์สกาว

            เฮ่อเฉายกยิ้มประดับใบหน้า ภาคภูมิใจในตนเองอย่างยิ่งยวดหนำซ้ำยังเหลือบมองฉู่เหินที่สำนักดาราสวรรค์อย่างเย้ยหยันและดูแคลนดวงตาเหยียดหยามปิดไม่มิด

            ฉู่เหินยังเพ่งความสนใจไปที่สังเวียนเช่นเคย

            ผ่านมาสองเดือน เฮ่อเสี่ยนผู้นี้บรรลุพลังลมปราณระดับเชื่อมหยวนแล้วผนวกกับมีพลังกายสัประยุทธ์กระบี่วิญญาณจึงทำให้คนในสำนักดาราสวรรค์เครียดแทนมู่เฟิงอย่างอดไม่ได้

            “ลงมือเสีย” เฮ่อเสี่ยนมองมู่เฟิงเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ

            “เฮ้ย ขู่ข้าหรือ!” มู่เฟิงเอียงคอเหล่มองดูจะไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลย

            “หากเจ้าไม่ลงมือ ข้าก็จะลงมือก่อนแล้วกันแต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก่อน เกิดข้าลงมือขึ้นมาเจ้าจะไม่เหลือโอกาสให้โต้กลับได้อีกเลย”

            “ฮ่าๆ คุยโวโอ้อวดเก่งดีแท้ ไม่กลัวตกม้าตายเองบ้างหรือ”

            “ฮึ รนหาที่!”

            เฮ่อเสี่ยนดวงตาวาวโรจน์ พลานุภาพปราณระดับเชื่อมหยวนสาดซัดรังสีกระบี่คมกริบพรั่งพรูออกมา เขาพุ่งไปถึงด้านหน้าของมู่เฟิงในบัดดลแล้ววาดมือเป็นดาบฟาดฟันเข้าที่ลำคอ

            พลังหยวนแท้แข็งแกร่งแปรเป็นแสงคมดุจปราณกระบี่ติดอยู่บนคมฝ่ามือนั้น

            การบุกอันเฉียบแหลมไม่ได้ด้อยคมไปกว่าแสงกระบี่เลย

            “แย่แล้ว ศิษย์พี่มู่เฟิงหลบไม่พ้นแน่...” หลี่ฮุยเย่กำหมัดแน่นขมวดคิ้วมุ่น

            เฮ่อเสี่ยนเร็วจนน่าทึ่ง มู่เฟิงกลับยังยืนอยู่กับที่ไม่อาจหลบหลีก

            เหล่าคนบนอัฒจันทร์ผู้เห็นสำนักดาราสวรรค์เป็นตัวตลกต่างมองอย่างหยามหลู่

            ทีเดียวก็จบเห่!

            ฟ้าว

             ตูม!

             เสียงลมแรงหนักหน่วงสะท้อนจากบนสังเวียนฉับพลันรังสีพลานุภาพที่เฮ่อเสี่ยนปลดปล่อยออกมาเหมือนพุ่งชนแผ่นเหล็กถูกระงับอย่างรวดเร็ว

            ผู้ชมเบื้องล่างหรี่นัยน์ตาอย่างไม่อาจห้ามภาพมู่เฟิงพ่ายแพ้ในการโจมตีเดียวที่คิดไว้ไม่ได้อุบัติขึ้น

            ดาบฝ่ามือของเฮ่อเสี่ยนหยุดลงห่างจากลำคอมู่เฟิงไม่ถึงสิบเซนติเมตรมู่เฟิงใช้มือซ้ายคว้าข้อมือของเฮ่อเสี่ยนไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้เขาขยับเขยื้อนไม่ได้

            “นี่มัน?”

            “ขวางไว้ได้หรือ?”

            ไม่เพียงแต่ศิษย์ใหม่จากสำนักทั้งหลายเท่านั้นที่อึ้งทึ่ง กระทั่งศิษย์จากสำนักดาราสวรรค์ยังไม่วายตะลึงงัน

            มู่เฟิงขัดขวางการบุกของเฮ่อเสี่ยนผู้พลังลมปราณระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งได้

            เมื่อดูสีหน้าของมู่เฟิงในเวลานี้ บุรุษหนุ่มไม่หลงเหลือแววเหลาะแหละอีกเลยหว่างคิ้วอันทรหดนั้นเรืองรองด้วยกลิ่นอายเฉียบคม

            “ข้าก็หลงนึกว่าจะเก่งมาจากไหน ที่แท้ก็แค่นี้เองหรือ?”

            “ฮึ อย่าเพิ่งได้ใจไปนัก...”

            เฮ่อเสี่ยนขมวดคิ้วมุ่น เปลวเพลิงโทสะลุกโชน เขาคิดในใจระเบิดพลังหยวนแท้โหมซัดออกมา สะเทือนมือของมู่เฟิงออกไปแล้วเงื้อแขนตบเข้าที่หน้า

            มู่เฟิงหรี่ตาเล็กน้อย ชูมือขึ้นรับไว้ไร้หวั่นเกรง

            เพี้ยะ!

            แรงฝ่ามือสองฝั่งปะทะเข้าหากันเต็มเปาพลังหยวนแท้ปั่นป่วนระเบิดออกมาทันใด

            เฮ่อเสี่ยนถอยกรูดไปหลายก้าว บีบมือเรียกกระบี่ยาวแหลมคมสามฉื่อให้เผยตัว เขาชูกระบี่บุกรวดเร็วจู่โจมไปยังจุดตายของมู่เฟิงไม่หยุดหย่อน

            มู่เฟิงหัวเราะแผ่วเบาแสนเย็น เบนตัวหลบและเรียกแสงสีขาวคะนองไต่มือขวาว่องไวไปด้วย

            วินาทีนั้น มือขวามู่เฟิงดุจอาบแก่นแสงแห่งจันทราม่านแสงสีขาวบางเฉียบดั่งผ้าแพรพันพัว มู่เฟิงยื่นนิ้วชี้ออกไปลำแสงสีขาวควบแน่นโผบินออกจากปลายนิ้ว

            ประดุจดาวตกแล่นผ่านน่านฟ้า ลำแสงขาวแล่นปลาบเข้าหาหน้าอกเฮ่อเสี่ยน

     

             ………………………..