หลินเย่ยืนอยู่หน้าร้านเหวินซิน นิ้วหัวแม่มือถูไถสายสะพายตะกร้าไปมา จนเป็นครั้งที่สามจึงหยุด ลมหายใจเข้าลึกออกยาวหนึ่งครั้ง แล้วตะโกนเข้าไปในร้าน เมื่อวานนางตามเขามาติดๆ จนถึงร้านนี้ พอจะเดาได้บ้างว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ครานี้กลับมาอีกครั้ง นางจะไม่สงสัยเลยหรือ นอกเสียจากเขาจะมีเหตุผลที่ฟังขึ้นพออธิบายได้
ก่อนเดินเข้าร้าน เขาจึงตะโกนออกมาด้วยเสียงดังพอที่คนบนถนนจะได้ยิน
"ท่านอวิ๋นฟง ศิษย์พี่ของข้าฝากยารักษาที่ปรุงไว้เมื่อวานมาให้แม่นางอวิ๋นเสวี่ยขอรับ"
เสียงลอดผ่านเข้าไปในร้าน อวิ๋นฟงเดินออกมาพร้อมใบหน้างุนงง กวักมือให้เขาเข้าไปโดยไม่ถามสักคำ แม้จะก้าวเข้ามาในร้านแล้ว ความรู้สึกว่ามีสายตาอยู่เบื้องหลังนั้นก็ยังอยู่อีกชั่วอึดใจก่อนจะจางลง หลินเย่วางตะกร้าสานลงบนพื้น นั่งลง แล้วค่อยๆ ถอนหายใจออกมาเบาๆ
"สหายน้อย เหตุใดเจ้าถึงตะโกนหน้าร้านเช่นนั้น"
หลินเย่ไม่เอ่ยปาก ก้มลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากตะกร้า พู่กันเล็กวาดอักษรลงไปทีละเส้น อวิ๋นฟงก้มมอง ตัวอักษรแรกปรากฏขึ้น มือที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์หยุดนิ่ง ตัวอักษรที่สามเสร็จสมบูรณ์ เขากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
ข้าถูกติดตาม อย่าแสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
อวิ๋นฟงกลืนน้ำลายลงคอ สีหน้ายังรักษาไว้ได้ในระดับพอใช้
หลินเย่วางพู่กันลง แล้วหยิบสมุนไพรในตะกร้าออกมาเรียงกันบนพื้น หกชนิดเรียงเป็นแถว จากนั้นจึงชี้นิ้วไปที่สี่ชนิดด้วยใบหน้าที่บอกว่ากำลังอธิบายสิ่งที่ซื้อมา
"ตามตำราที่ข้าอ่านมาก่อนหน้า" เขาพูดออกมาดังพอจะได้ยินจากนอกร้านหากมีผู้ใดแอบฟังอยู่ "สี่ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบหลัก ดอกเบญจมาศ หญ้าน้ำค้าง ผลึกผลไม้วารี ดอกตะวันชาด"
อีกสองชนิดที่เหลือ เขาไม่ชี้
สายตาของอวิ๋นฟงเลื่อนไปที่สองชนิดที่ถูกข้ามอยู่ชั่วขณะ แล้วจึงเลื่อนกลับขึ้นมาโดยไม่ถามอะไร
"เจ้าเป็นใครกันแน่" อวิ๋นฟงถามหลังเงียบไปนานพอที่ฝุ่นในตะกร้าจะตกลงบนพื้นอีกชั้น หลินเย่แหงนขึ้นมอง แล้วก้มลงมองสมุนไพรต่อ
"ข้าเป็นเด็กสายรองตระกูลหลินธรรมดาทั่วไป" อวิ๋นฟงไม่ถามต่อ เขาเพียงถอยหลังครึ่งก้าว แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่หลังหลัง เหมือนกับเพิ่งรู้ว่ามีเก้าอี้ตัวนั้นอยู่
หลินเย่จับพู่กันวางลง นิ้วชี้ไล่ไปตามแถวสมุนไพร หยุดที่หญ้าซ่อนจิตครู่หนึ่ง แล้วเลื่อนไปโสมหยกขาว หากสองชนิดนี้เข้าไปอยู่ในหม้อพร้อมกับสี่ชนิดนั้น สูตรที่ได้จะไม่ใช่ของกู่เหวยอีกต่อไป — และสตรีชุดดำที่แอบฟังอยู่ ก็จะไม่มีทางรู้ว่าสูตรจริงนั้นมีหรือไม่มี หากนางนำรายชื่อสมุนไพรที่ซื้อมาทั้งหมดไปรายงานต่อมู่หว่านหรง นางผู้นั้นก็อาจพอเดาได้ว่าเขาจะหลอมอะไร
เหงื่อเริ่มซึมที่ขมับ แม้จะวางแผนไว้เท่าที่คิดออกแล้ว ก็ยังต้องแบกรับความเสี่ยงที่ประเมินไม่ออกไว้กับตัวเสมอ
"แล้วเจ้าจะให้พวกข้าทำเช่นไรสหายน้อย" แววตาของอวิ๋นฟงตึงขึ้น ไม่ใช่ความกลัว หากเป็นความกังวลของคนที่รู้ว่าตัวเองถูกดึงเข้ามาในสิ่งที่ใหญ่กว่าที่คิด
"ข้าอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก นานไปจะดูมีพิรุธ" หลินเย่พูดเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงไปที่กระดาษอีกครั้ง เขียนข้อความสั้นๆ ลงไป
ตามที่ตกลง พรุ่งนี้ข้าจะหลอมโอสถให้ภรรยาท่าน หากแต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องขอบางสิ่ง
อวิ๋นฟงอ่านข้อความนั้นแล้วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป หลินเย่ก้าวออกจากร้าน ตะกร้าสานบนหลังเบากว่าเดิม สมุนไพรหกชนิดเหลืออยู่ในตะกร้าเพียงสามชนิด อีกสามชนิดที่หายไปนั้นถูกเก็บไว้ในร้านเหวินซินพร้อมกับบางสิ่งที่เขาขอไว้
สตรีชุดดำยืนอยู่ในมุมที่ยากจะมองเห็น สังเกตตะกร้าที่เบาลง แล้วจดจำสิ่งนั้นเอาไว้ ส่วนหลินเย่เดินออกมาตามเส้นทางปกติ ด้วยท่าทางของคนที่ทำธุระเสร็จแล้วและกำลังจะกลับ
เข้าสู่ยามวิกาล
ณ เรือนพักของตระกูลมู่ในทิศซีหนาน แสงส้มสลัวของกองไฟเล็กๆ ส่องออกมาจากตัวเรือน ด้านหน้ายังมีเสียงครึกครื้นของเด็กสายหลักและสายรองดังก้องอยู่บ้าง ครั้นย่างเท้าผ่านธรณีประตูเข้าสู่ส่วนลึกของเรือนหลัง ความวุ่นวายเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายไปในความเงียบจนหมดสิ้น
ลานด้านในมีสระน้ำนิ่งสนิท ดอกบัวสีนวลชูช่อแทรกตัวเหนือน้ำอย่างอ้อยอิ่ง เส้นสายสีทองจางๆ ถักทอรอบบริเวณ อย่างที่คนไม่รู้เรื่องยันต์ย่อมมองผ่านไปโดยไม่สังเกต เรือนไม้หลังเล็กสำหรับดื่มชาสว่างไสวอยู่ท่ามกลางความมืด แสงนวลตาภายในตัดกับความมืดภายนอก
มู่หว่านหรงนั่งอยู่คนเดียว ตำราหลายเล่มวางซ้อนอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า ยามนี้นางไม่ได้เปิดอ่าน นิ้วเรียวงามประคองจอกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ดวงตาหลับลงครึ่งหนึ่ง หลับอย่างคนที่ไม่ได้หลับ จนกระทั่งมีเสียงดังขึ้นจากทิศทางบันได
"คุณหนูหว่านหรง"
สตรีชุดคลุมดำปรากฏตัวอยู่เยื้องออกไปทางฝั่งบันได ไม่ได้เข้าสู่ตัวเรือน ยืนในระยะที่พูดแล้วได้ยิน ไม่รุกล้ำเกินเข้าไป นางหยิบชาขึ้นมาเป่าอีกครั้งอย่างใจเย็น
"กล่าว"
สตรีชุดดำคารวะ แล้วเริ่มรายงาน "เด็กจากตระกูลหลินผู้นั้น วันนี้เขากระทำสามสิ่ง ช่วงเช้าไปร้านของผู้อาวุโสเยี่ยจือ ซื้อสมุนไพรหกชนิด"
"มีอะไรบ้าง"
"สี่ชนิดข้ารู้ชื่อ ดอกเบญจมาศ ดอกตะวันชาด หญ้าซ่อนจิต ผลึกผลไม้วารี สองชนิดที่เหลือ ต้นหนึ่งมีหยาดปราณใสเกาะใบ อีกต้นไอเย็นจางราวเนื้อหยก วัตถุดิบเหล่านี้คุณหนูคิดเห็นเช่นไร"
นางวางจอกชาลง "ประกายไอเย็นจางๆ ราวกับเนื้อหยก" นางพึมพำ "หยาดปราณใสกระจ่างเกาะอยู่บนใบ สองสิ่งนี้คาดว่าจะเป็นหญ้าน้ำค้างและโสมหยกขาว"
มือข้างหนึ่งเปิดตำราที่อยู่เบื้องหน้าออก ด้วยสมุนไพรหกชนิดที่รายงานมา นางค่อยๆ ประเมินความเป็นไปได้ในการหลอมโอสถ
"วัตถุดิบเหล่านี้ไม่มีองค์ประกอบที่เข้ากันเมื่อนำทั้งหกชนิดไปหลอมร่วมกัน ไม่มีเขียนไว้ในตำราเล่มนี้"
นางพึมพำเบาๆ แล้วเปิดตำราไปอีกหน้า ตัดความเป็นไปได้ของสูตรออกทีละชุด หกชนิดรวมกัน ไม่มีสูตร ตัดหนึ่งออก เหลือห้า ยังไม่มี ตัดอีกหนึ่ง เหลือสี่
ตาของนางหยุดนิ่ง
ดอกเบญจมาศ หญ้าน้ำค้าง ผลึกผลไม้วารี ดอกตะวันชาด สี่ชนิดนี้มีสูตรอยู่จริง ทว่าไม่ใช่สูตรของกู่เหวย นางปิดตำรา วางมือลงบนปก นิ่งไปชั่วขณะ
เด็กคนนั้นซื้อสมุนไพรมาหกชนิด มีเพียงสี่ชนิดที่เข้ากันเป็นสูตร อีกสองชนิดไม่เข้ากับสูตรใดในตำราที่นางรู้จัก คนที่ซื้อของมาทั้งที่รู้ตัวว่าจะไม่ใช้ ย่อมไม่บอกให้ผู้ใดรู้ว่าซื้อมาเพื่อตบตา นางเอียงหน้าเล็กน้อย
เขารู้ว่าถูกติดตาม และเขาซื้อสองชนิดนั้นมาเพื่อให้รายงาน
"กล่าวต่อ"
"หลังจากซื้อสมุนไพร เขาข้ามสะพานมายังฝั่งซีหนาน เข้าไปยังหอโอสถไป่เฉา ซื้อหม้อดินเผาสามขาชุบปราณและถ่านหินปราณชาดครึ่งกระสอบ"
"เหมือนกำลังจะเตรียมหลอมบางสิ่ง" นางหยุด "เรื่องศิษย์พี่ของเขาเล่า"
"ข้ายังไม่พบ เรือนตระกูลหลินมียามตรวจตราหนาแน่นยามค่ำคืน ส่วนเมื่อวานกับช่วงเย็นวันนี้ เขาเข้าไปยังร้านยันต์เหวินซิน"
"เหวินซินหรือ ข้าไม่คุ้น"
"เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ฝั่งตงเป่ย มีคู่สามีภรรยาคอยดูแล ชื่ออวิ๋นฟงเป็นสามี ภรรยาชื่ออวิ๋นเสวี่ย จากที่ข้าเฝ้าสังเกต นางมีอาการป่วย และช่วงเย็นนี้เขาเอ่ยเสียงดังหน้าร้านว่านำยาจากศิษย์พี่มามอบให้แก่แม่นางอวิ๋นเสวี่ย"
จอกชาหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากอึดใจหนึ่ง
"มีบางเรื่องที่ข้าสงสัย" สตรีชุดดำพูดต่อ "หลินเย่ผู้นั้น เขาเหมือนรู้ตัวว่าข้ากำลังติดตามเขาอยู่ แม้ระดับขั้นพลังจะต่ำต้อย ทว่าสัญชาตญาณของเขา ข้าเกรงว่าค่อนข้างอันตราย"
"จากที่สังเกตมา สหายเย่ผู้นั้นเป็นเช่นไรบ้าง"
สตรีชุดดำนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "คุณหนู ข้าคิดว่ามีโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่เขาจะเป็นศิษย์ของท่านกู่เหวย บางส่วนก็ดูฉลาด บางส่วนก็ดูโง่ ตัวข้าไม่มั่นใจนัก"
มู่หว่านหรงนิ่งอยู่กับคำตอบนั้น เด็กหนุ่มที่แบ่งสมุนไพรออกเป็นของใช้จริงและของตบตาได้นั้นย่อมไม่ใช่เด็กโง่ เด็กที่รู้ตัวว่าถูกติดตามและสร้างเหตุผลล่วงหน้าเอาไว้ก็ไม่ใช่เด็กโง่ แล้วเด็กที่ไม่ปกปิดตัวตนให้ดีกว่านี้ ก็ไม่ใช่คนฉลาดนัก
หรือว่าสิ่งที่ดูเหมือนไม่ปกปิดนั้น คือการปกปิดอีกชั้นหนึ่ง
"หากเป็นดั่งที่เจ้ากล่าวมา ข้าคิดว่าไม่น่าแปลกใจนักหากอาจารย์กู่จะสนใจเด็กผู้นั้น" นางจิบชาอีกครั้ง นิ่งอยู่กับจอกชา "ไปดูว่าเขาจะหลอมอะไร" นางพูดออกมาเบาๆ "หากเขาหลอมสูตรของอาจารย์กู่ได้จริง ก็อย่าให้เขาได้เห็นอาทิตย์อุทัยของวันแข่งอีก"
สตรีชุดดำคารวะ แล้วก็หายไปจากตรงนั้นโดยไม่มีเสียง
นางมองไปที่ตำราที่ปิดอยู่บนโต๊ะ ในหัวยังวนอยู่กับสมุนไพรสองชนิดที่ไม่เข้ากับสูตรใดเลย หญ้าซ่อนจิตและโสมหยกขาว หากสี่ชนิดแรกเป็นเพียงตัวลวง แล้วสองชนิดนี้เล่า อาจารย์กู่คิดจะหลอมโอสถอันใดให้เด็กสายรองคนหนึ่งกันแน่
เด็กคนนั้นซื้อมาเพื่อตบตา ทว่าคนที่ตบตาได้ดีย่อมเป็นคนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
นางวางจอกชาลง แสงจันทราตกบนผิวน้ำ สะท้อนเป็นประกายขาวที่ไม่นิ่งสนิท — ราวกับมีใครโยนก้อนหินลงไป แต่ไม่มีเสียงดัง