ชายหน้าหล่อเข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับเพื่อนหน้าตาเฉย ผมลอบนิ่วหน้าอย่างหงุดหงิด ที่ว่างมีตั้งเยอะแยะทำไมธรณีต้องแหวกทางให้มันเข้ามาด้วย
“ท่านอ่านข้อมูลที่เราส่งให้แล้วเห็นว่าไงบ้าง”ธรณีหยั่งเชิงถามผู้ร่วมประชุมคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาร่วมวงสนทนา
ผมจำหลักการที่ธรณีเคยเล่าให้ฟังได้คร่าว ๆ คือลำพังเพียงการตรวจสอบนักการเมืองแต่ละคนเพียงแค่บางประเด็นนั้นไม่เพียงพอทั้งเรื่องทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน ทุจริตหรือไม่ หรือทำตามที่พูดไว้หรือไม่เพราะเป็นการตามเช็คหลังจากกระทำเสร็จสิ้นแล้ว แทนที่จะมีวิธีป้องกันแต่เนิ่น ๆเพื่อนจึงเสนอให้มีการตรวจสอบจุดยืนของสเปกตรัมทางการเมืองของแต่ละด้านอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนประชาชนจะรู้ได้ทันทีหากอุดมการณ์ของคนผู้นั้นเปลี่ยนไปเป็นอีกขั้ว สามารถถอนเสียงโหวตคืนทำให้หลุดออกจากตำแหน่งโดยไม่ต้องรอให้พฤติกรรมงูเห่าปรากฏ
ในระบบประชาธิปไตยลื่นไหลตัวแทนไม่เท่ากับประชาชน
ธรณีย้ำประโยคนี้ให้ผมฟังเป็นร้อยครั้งเป็นเหตุผลว่าการประนีประนอมในระบบรัฐสภาแบบยุคผมจึงหมดความสำคัญไปนักการเมืองประเภทสวิงโพลิทิเชียน (Swing politician) จะไม่มีทางได้เฉิดฉายอีกพวกเขามักอ้างว่าเป็นกลางและเข้ากับใครก็ได้ จึงมักอยู่เฉย ๆไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้สังคมเพื่อลดความเสี่ยงการเกลียดชังของอีกฝ่ายเพื่อนผมทำนายว่าคนเหล่านี้จะค่อย ๆ สูญพันธุ์ไปอย่างช้า ๆ
“เราว่ามันจะใช้ได้ผลจริงเหรอ เราเพิ่งอ่านงานวิจัยเรื่อง ‘นิยัตินิยมทางอุดมการณ์ (Determinantsof Ideology)’ ของหยาง…”สหายชะงักเล็กน้อยตอนที่หันมาสบตาผมราวกับเห็นผีเขาคงแปลกใจว่าทำไมผมจึงมาปรากฏตัวที่นี่ด้วย
“ท่านว่าต่อสิ”ผมบอก พลางเชิดหน้าสู้เต็มที่ ไม่แสดงท่าทีพิรุธใด ๆ
“สกายเลอร์หยาง (Skyler Yang) แห่งภาควิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยไอโอเอสเอส และเจมส์ วัตสัน (James Watson) แห่งภาควิชาจิตเวชศาสตร์โรงเรียนแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยอิสเบิร์ก ได้ร่วมกันวิจัยโดยใช้เครื่องวิเคราะห์ภาพรวมสมอง(CSA)ขณะอาสาสมัครทำแบบทดสอบกิจกรรมต่าง ๆ อาธิเช่น รีเฟล็กซ์ การตัดสินใจ การเห็นอกเห็นใจและนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภูมิหลัง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิด ความเชื่อพ่อแม่ศาสนา หรือรายได้ครอบครัว พบว่าตรงกับการวัดด้วยแบบสอบถามปกติ ถึง 76%...”
สหายเกริ่นยาวเหยียดเป็นน้ำท่วมทุ่งไม่ยอมเข้าเรื่องสักที เหมือนกำลังอวดความรู้ความจำของตนเองอยู่กลาย ๆจนน่าหมั่นไส้
“...แม้ไม่ได้แสดงทัศนคติทางการเมืองแต่สมองจะมีรูปแบบการทำงานต่างออกไปจากอุดมการณ์ที่ยึดถือ โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนหน้าอะมิกดาลา และฮิปโปแคมปัส[1] เนื่องด้วยเกี่ยวกับอารมณ์ความจำ และภาษา ซึ่งมีหลักฐานว่ากิจกรรมทางสมองเกิดมาก่อนอุดมการณ์ แสดงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินิยัตินิยม[2] และยังเป็นหลักฐานว่าอาจเป็นปัจจัยทำให้ความเชื่อฝังรากลึกเปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่า...”
พอฟังจบผมฟันธงเลยว่าชายหน้าหล่อกำลังอ่านข้อมูลจากหน้าจอเอวีเอสอีส่วนตัวของตนเองไม่ได้ใช้ทักษะการจำแน่ ๆ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ชำนาญเรื่องวิทยาศาสตร์เท่ากับอิสราจึงสื่อสารมาได้ห่วยแตกผิดกับความรู้สายสังคมตอนที่อธิบายบนเวทีหมายเลข 16ลิบลับ
“ท่านจะบอกว่าพระเจ้าเป็นคนกำหนดให้เราคิดแบบไหนมีอุดมการณ์แบบไหนใช่ไหม” ธรณีสรุป
“งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ไปทางนี้นะแต่ทีมก็สรุปตอนจบว่า สุดท้ายอุดมการณ์ยังถูกกำหนดจากพหุปัจจัย ทั้งจากสมองการเลี้ยงดู และสังคมอันซับซ้อนควรมีงานวิจัยในอนาคตที่รัดกุมเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเรื่องนี้”
“ก็แปลว่าณ วันนี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่พอนั่นแหละ... เราจะได้ทำนโยบายนี้ต่อ”ธรณีกล่าวเป็นนัยตอกหน้าสหาย ทำผมปรบมือในใจชายหน้าหล่อยกไวน์ขึ้นดื่มโดยไม่ตอบโต้อะไร อาจไม่รู้ตัวว่าโดนด่า
จากนั้นทั้งสามคนก็คุยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนโยบายต่อเป็นครึ่งชั่วโมงอามาเน่ตั้งคำถามว่าต้องวัดอุดมการณ์ในกี่ด้าน เพราะไม่สามารถแบ่งง่าย ๆเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาเหมือนในอดีตได้อีกต่อไปธรณีก็ชี้แจงว่าอาจเลือกทำเฉพาะด้านที่สำคัญอย่างแกนเศรษฐกิจ และแกนอำนาจสหายเองก็เห็นด้วย เพราะไม่อย่างนั้นจะสร้างภาระให้นักการเมืองมากไปผมยอมรับว่าฟังผ่าน ๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนักส่วนหนึ่งก็เพราะผมรู้ดีว่าอุดมการณ์ของเราไม่ตรงกันถ้าเป็นยุคเก่าพรรคธรณีคงถูกเรียกว่าซ้ายกลางในขณะที่ผมค่อนไปทางขวากลางอีกส่วนหนึ่งก็เพราะจิตใจผมพะว้าพะวง กำลังรอคอยจังหวะสำคัญบางอย่าง
[5]
“เดี๋ยวเราไปหาเพื่อนเก่าก่อนนะเมื่อกี้เห็นนั่งโต๊ะตรงโน้น” จู่ ๆ สหายก็พูดขึ้นมา ชี้ไปทิศเจ็ดนาฬิกา
“ตามสบายเลยเรามีเรื่องต้องคุยกับอามาเน่อยู่” ธรณีบอกทุกคนชนแก้วกับสหายครั้งสุดท้ายก่อนจากลา ผมกล้ำกลืนฝืนทนยกแก้วชนด้วยจากนั้นชายหน้าหล่อหมุนตัวออกห่างจากโต๊ะไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองผมสักนิดผมกลืนน้ำลายฝืด ๆ หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ถึงเวลาทำตามแผนแล้ว
หนึ่ง..สอง... สาม...สี่...
ผมนับในใจจนถึงสิบ แล้วโพล่งขึ้นมา“ห้องน้ำอยู่ตรงไหนนะ”
ธรณีชี้ไปทิศเดียวกับประตูทางออกผมจึงขออนุญาตทั้งคู่เดินออกมาอันที่จริงรู้อยู่แล้วว่าห้องน้ำอยู่ทิศทางเดียวกับที่สหายกำลังเดินไปทุกย่างก้าวของผมหนักอึ้งราวกับมีตุ้มน้ำหนักถ่วงไว้ที่ขาผมบีบเค้นพลังในกายทั้งหมดมารวมไว้ที่ขาสองข้าง สับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้มิฉะนั้นแผนที่วางไว้จะล่มไม่เป็นท่าแผ่นหลังในเสื้อสูทของสหายอยู่ห่างออกไปเพียงห้าเมตร ผมมีโอกาสเพียงไม่กี่วินาทีหากชักช้าชายผู้นั้นจะไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่โต๊ะตรงหัวมุมทางออก
ด้วยฝีเท้าอันว่องไวในที่สุดผมก็ตามทัน สหายหยุดชะงัก แล้วเหลียวกลับมาดูตามทิศทางเสียงเรียกของผม
“มีอะไรรึเปล่า” สหายถามน้ำเสียงดูแข็งกร้าว บ่งบอกทัศนคติแง่ลบต่อผมชัดเจน
“ถามตรง ๆ นะ “ผมกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว พักเหนื่อยไปในตัว เสียงผู้คนรอบตัวจอแจไม่มีใครสนใจฟังบทสนทนาของพวกเราแน่
“ท่านเป็นคนแอบถ่ายรูปเราใช่ไหม”
“ในเรียลลิสติซิซึมน่ะเหรอ”เขาตอบสีหน้าเฉไฉ แสดงว่าเคยเห็นรูปผมแต่ก็ไม่แปลกเพราะผมเชื่อว่ามีอีกหลายคนในบริษัทก็สอดรู้สอดเห็นเข้าเว็บไซต์ไปดูเช่นกันข่าวลือในบริษัทข่าวแห่งนี้แพร่เร็วยิ่งว่าไฟลามทุ่งสมกับคำขวัญเดิมของบริษัทซัมนิวส์...RRR: Rapid Round Right
“แสดงว่ามึงเห็นแล้ว”ผมเปลี่ยนสรรพนามเรียก ไม่อยากให้เกียรติชายผู้นี้ฟันธงเลยว่ามันก็อยากเรียกผมแบบนี้เหมือนกัน แต่ต้องวางฟอร์มเป็นคนที่ดูดีมีระดับมิฉะนั้นคงไม่สวมสูทมางานนี้คนเดียว แน่นอนว่ามันต้องปฏิเสธไว้ก่อน“มึงเป็นคนทำใช่ไหม”
สิ้นคำพูดของผมทุกอย่างรอบตัวพลันเงียบงัน สหายนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ“ที่ท่านกล่าวหาเรามีหลักฐานเหรอ”
“คนที่ทำได้ต้องเป็นหนึ่งในทีมร่วมประชุมแบ่งงานตอนเช้าไม่งั้นไม่มีทางรู้ว่าฉันจะไปไหนหรอก นายยอมรับมาเถอะ“ผมข่มขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย แต่มันกลับยืนกอดอกสีหน้าไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“งั้นท่านก็มีอีก 26 คนให้สงสัยจริง ๆ เราว่าน่าจะมากกว่านั้นอีก รูปของท่านถ่ายมาจากพื้นที่สาธารณะจะเป็นใครก็ได้อยู่แล้ว รูปมุมต่ำก็แค่กดซูมจากเอวีเอสอีก็ถ่ายได้แล้วนี่ยังไม่นับเรื่องรูปปลอม” น้ำเสียงมันราบเรียบเหมือนไม่ยอมรับผิด
“กูตรวจสอบจากแอนติเฟกนิวส์แล้วทั้งหมดเป็นของจริง” ผมเถียงประหนึ่งว่ากำลังได้เปรียบ
“แล้วไง เห็นลาป่วยไปทั้งครึ่งบ่ายยังหาหลักฐานมาได้แค่นี้เองเหรอ หรือท่านคิดว่าข่มขู่แค่นี้เราจะยอมรับสารภาพไร้สาระสิ้นดี จะยอมรับได้ไงในเมื่อไม่ใช่ฝีมือเราแต่แรก” สหายโต้แย้ง มันไม่หลงกลแถมยังปล่อยหมัดเด็ดสวนกลับมา ทำผมอ้ำอึ้งไปต่อไม่ถูกไปชั่วครู่
“หวังว่าท่านจะไม่โง่ไปฟ้องศาลนะเราขี้เกียจไปให้ปากคำ” มันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเหมือนซ่อนรอยยิ้มหยันชายผู้นี้กำลังประกาศชัยชนะให้ฝ่ายตนเอง
“กูมีวิธีก็แล้วกัน ขอเตือนไว้นะถ้ามึงยังไม่หยุด เจอดีแน่” ผมทิ้งท้ายไว้พร้อมกับสายตาแน่วแน่ขณะเดินถอยหลังออกห่าง สหายส่ายหน้าคล้ายเอือมระอามันหมุนตัวกลับแล้วตรงไปนั่งคุยกับเพื่อนสามคนที่โต๊ะตรงมุมทางออกด้วยท่าทางรื่นเริงเหมือนปกติเห็นได้ชัดว่าไม่สะดุ้งสะเทือนคำข่มขู่ของผมแม้แต่น้อย
แผนเผินอะไรมีที่ไหน ไอ้ประชา มึงมันคนขี้แพ้
ผมครุ่นคิดอย่างเจ็บแค้นสหายเป็นเหมือนกำแพงที่ตั้งอย่างมั่นคงแข็งแรงผมเผลอพุ่งเข้าใส่เต็มแรงจนร่างตัวเองแหลกสลาย ยิ่งดิ้นรนเท่าใดยิ่งเจ็บตัวเท่านั้น ผมไม่มีวิธีที่จะทำให้กำแพงนั้นสั่นคลอนได้เลย
ผมเดินคอตกไปที่จุดเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่มรินเหล้าเพียว ๆ จนเต็มแก้วใหญ่ที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ แล้วกระดกทีเดียวหมดแก้ว รสขมของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านไปทั่วร่างแต่ก็ไม่น่าขมขื่นเท่าความรู้สึกพ่ายแพ้ในใจ ความรู้ก็ด้อยกว่าจะบุคลิกหรือหน้าตาก็สู้ไม่ได้ หากอิสราจะเปลี่ยนใจไปชอบชายผู้นี้ก็ไม่แปลกเลยแม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้คนมากมายผมกลับรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่เปิดประตูต้อนรับผมอีกต่อไป
ผมมุ่งหน้ากลับที่โต๊ะของธรณีอย่างไม่รอช้ากระซิบบอกเพื่อนว่าขอตัวกลับก่อน เขายินยอมอย่างง่ายดายแล้วหันไปสนทนากับกลุ่มนักเคลื่อนไหวคนอื่นต่อท่าทางมีความสุขไม่ได้แยแสชายหนุ่มขี้แพ้คนนี้แม้แต่น้อยสิ่งแรกที่ผมจะทำเมื่อกลับถึงห้องก็คือการนอน
น่าจะเป็นวิธีสงบสติอารมณ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้
[1]Frontal lobe, Amygdala and Hippocampus
[2]Determinism ความเชื่อว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนได้