ก่อนออกเดินทางมู่เชียนส่งจดหมายแจ้งข่าวถึงตัวแทนจากตำหนักเซียนอัคคีว่ามู่เฉิงหลินจะยังอยู่กับนางอีกสักพัก.. แม้จะประหลาดใจ ทว่าพวกเขาก็ยังคงรักษามารยาท ไม่ได้เอ่ยถามความเป็นมาโดยละเอียดกับนาง… สำหรับเด็กสาวนางนี้ พวกเขารู้สึกนับถืออย่างยิ่ง
พวกนางเดินทางด้วยกิเลนหกขา เพียงสามวันก็สามารถกลับถึงสำนักได้โดยปลอดภัย … เจ้าสำนักจางฟู่ถิงมีรอยยิ้มภาคภูมิใจเต็มใบหน้าขณะแจ้งข่าวดีกับทั้งสำนักว่า แคว้นต้าหนานคือผู้ชนะในการประลองห้าแคว้นนี้ และมู่เชียน ศิษย์อันดับหนึ่งของหมู่ตึกพฤกษาได้กลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งทวีปกลางแล้ว !!
สี่วันต่อมา ฉวนสี่ปรากฏตัวขึ้นหน้ากระท่อมของมู่เชียนด้วยใบหน้าหนักอึ้ง เด็กสาวเชื้อเชิญศิษย์พี่ของตนเข้ามาภายในเรือนอย่างรวดเร็ว หลายวันที่ผ่านมานางรู้สึกมาตลอดว่าศิษย์พี่ผู้นี้คล้ายจะมีอะไรบางอย่างที่อยากเอ่ยกับนาง ดูจากท่าทางของเขาแล้วคงเป็นเรื่องจริงจังไม่น้อย
ฉวนสี่ทักทายศิษย์น้องคำหนึ่งก็นิ่งเงียบไป ไม่พูดจาอีก ท่าทางราวกับพยายามเรียบเรียงคำพูดว่าควรเริ่มต้นกล่าววาจาเช่นไร มู่เชียนเห็นเขาเป็นเช่นนี้จึงถอนหายใจออกมา ใบหน้าเล็กระบายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน…
“ศิษย์พี่ฉวน… ระหว่างเราศิษย์พี่น้องผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย ไม่ว่าท่านมีเรื่องหนักหนาอันใดก็ไม่จำเป็นต้องคิดมาก… ท่านสามารถกล่าวกับข้าได้ทุกเรื่อง”
ฉวนสี่มองหน้าใสของนางแล้วก็สูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาตามตรง
“ข้าอยากให้เจ้าช่วยตรวจอาการบิดาของข้าสักครั้ง รบกวนศิษย์น้องไปที่เผ่าเยี่ยนถูกับข้าได้หรือไม่ ?”
ฉวนสี่รู้ดีว่าการจะขอให้หญิงสาวผู้หนึ่ง เดินทางจากบ้านเกิดของตนไปต่างแคว้นกับเขาเพียงลำพังเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจอย่างยิ่ง ทว่าสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้เขาไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ
เผ่าเยี่ยนถูคือชนเผ่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับและความโหดเหี้ยม ทั้งยังอยู่ห่างจากแคว้นต้าหนานอย่างมาก แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์มาก่อน การที่จู่ๆเขาเผยตนเองว่ามาจากเผ่าแห่งนั้นย่อมเป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างมาก ฉวนสี่ลอบกลั้นใจ เตรียมรับคำถามมากมายจากนาง ทว่าเด็กสาวกลับกลับมิได้มีทีท่าประหลาดใจอันใด มีเพียงคิ้วเรียวเล็กที่ขมวดเล็กน้อยเท่านั้น
“ในหมู่ผู้เยียวยา… ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้ายอมรับว่าตนเองยังด้อยอยู่มาก… เหตุใดท่านจึงเจาะจงข้าเล่า ?”
“ข้าไว้ใจเจ้าเพียงผู้เดียว” ฉวนสี่ตอบกลับมาทันที แววตาเขาบอกนางว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง มู่เชียนฟังแล้วก็เข้าใจจุดประสงค์
“การเดินทางครั้งนี้ไม่อาจให้ผู้ใดรู้ ?”
“ใช่” ฉวนสี่พยักหน้ารับครั้งหนึ่งอย่างจริงจัง… ไม่ว่าคำตอบของนางจะเป็นเช่นไร เขาก็หวังว่านางจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ…
“เช่นนั้นก็รออีกสามสี่วัน พวกเราค่อยออกเดินทางเถิด” เสียงใสเอ่ยเรียบๆ ในเมื่อคิดจะออกนอกหมู่ตึกพฤกษาควรต้องรอเสี่ยวจิ้งกลับมาก่อน
“เจ้าตกลงแล้วหรือ…?” ฉวนสี่เอ่ยถามอย่างงุนงง…
นางไม่เอ่ยปากซักไซ้ ไม่สงสัย ไม่ถามคำถามใดๆ …เช่นว่า บิดาเขาเกิดเรื่องใดขึ้น เหตุใดจึงอยู่ที่เผ่าห่างไกลเช่นนั้น หรือเหตุใดเขาจึงมาต้าหนาน ทำให้ชายหนุ่มที่พยายามคิดทบทวนอยู่หลายวันว่าจะอธิบายกับนางเช่นไร ถึงกับเตรียมตัวเก้อไปอย่างไม่คาดคิด… มู่เชียนหลุดหัวเราะให้ท่าทางนี้ของเขาครั้งหนึ่ง
“ท่านไว้ใจข้า… ข้าจะทำให้ท่านผิดหวังได้อย่างไรเล่า”
ศิษย์พี่ของนางผู้นี้คอยดูแลนางมาตลอดนับแต่นางเริ่มฝึกฝน นางมองเขาไม่ต่างจากพี่ชายแท้ๆ ไม่ว่าบิดาของเขาจะเป็นใคร หรือบาดเจ็บด้วยเหตุใด นางก็จะต้องหาทางรักษาเขาให้ได้อยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ยังจะถามมากความไปไย…
“ขอบคุณศิษย์น้อง” ฉวนสี่เอ่ยขอบคุณมู่เชียนเสียงเบา.. ดวงตาสีเขียวสบมองนางอย่างซาบซึ้ง.. ตั้งใจไว้ว่าทันทีที่กลับถึงเผ่าจะ จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางได้ฟัง
“จริงสิ จือจือเล่า..นางยังฝึกตนในมิติอยู่สินะ…” เขาไม่เห็นหน้าอสูรตัวน้อยตนนั้นนานนับเดือนแล้ว นับแต่แยกย้ายกันไปในเทือกเขาหู่ลี่ ยามนี้รู้สึกคิดถึงนางอย่างมาก
มู่เชียนนึกถึงร่างกายของเสี่ยวจือจือ สีหน้าก็ผิดปกติไปเล็กน้อย เมื่อวานนางเข้าไปดูสาวใช้ของตน ร่างอสูรและหางอันขาดวิ่นแช่อยู่ในน้ำศักดิ์สิทธิ์ บริเวณใกล้กับบัววารีเทพ…
บัววารีเทพคือแหล่งกำเนิดของเทพอสูรลำดับห้า เทพอสูรแห่งธาตุน้ำย่อมเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฟื้นฟูร่างกายสัตว์อสูรน้ำแข็งเช่นนาง… ทว่าแม้อาการจะคงที่แต่ก็มิได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย… ร่างอสรพิษสาวบางครั้งยังสั่นเทาคล้ายเจ็บปวดอย่างมาก
คงเป็นดังที่เสี่ยวจิ้งกล่าว มีเพียงเทพอสูรลำดับสามลวี่ซานถงที่รักษาจือจือได้ ต้องรีบนำเขาออกมาจากลูกแก้วบงการอสูรให้เร็วที่สุด
เห็นมู่เชียนมีท่าทีผิดปกติไป สังหรณ์ร้ายก็แล่นวาบ ท่าทีของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
“เกิดเรื่องกับนางหรือ ?” มู่เชียนถอนหายใจครั้งหนึ่ง แล้วตัดสินใจเอ่ยออกมาตามตรง
“นางบาดเจ็บสาหัส ทว่าเสี่ยวจิ้งกล่าวว่ายังสามารถรักษาได้ เพียงต้องใช้เวลาสักพัก”
ฉวนสี่พยายามเอ่ยถามถึงสถานการณ์ของเสี่ยวจือจืออีกหลายคำว่า ทว่าจนแล้วจนรอดมู่เชียนกลับมิได้ชี้แจงอาการของนางออกมาอย่างละเอียด ชายหนุ่มก็พอทราบแล้วว่านางคงบาดเจ็บสาหัสมากจริงๆ
“นางเป็นปราชญ์อสูรชั้นสูงสุด เหตุใดจึงบาดเจ็บสาหัส ?” ในเทือกเขาหู่ลี่นั้นไม่ควรมีผู้ใดเอาชนะนางได้มิใช่หรือ…. ทว่าชั่วพริบตาก็คิดถึงจ้าวยุทธ์ที่แคว้นฉินส่งไปออกมาได้
“จ้าวยุทธ์ผู้นั้นทำร้ายนางสินะ” มือของชายหนุ่มกำแน่น ขณะนึกแค้นที่ตนไม่ได้อยู่ข้างนาง คอยปกป้องนางยามที่นางต้องการความช่วยเหลือ ….ทว่าถึงอยู่ด้วยแล้วอย่างไรเล่า ระดับยอดยุทธ์ขั้นปลายเช่นเขา ยังจะทำอะไรได้… ความมุ่งมั่น
วันหนึ่ง.. เขาหวังว่าตนจะมีกำลังมากพอ ที่จะสามารถดูแลนางได้อย่างแท้จริง
หลายวันต่อมา.. ในตำหนักขององค์รัชทายาท… บังเกิดเสียงข้าวของแตกกระจายพร้อมกับเสียงตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว
“เจ้าว่าแผนสังหารหนานจื่อชิ่งล้มเหลวรึ จะเป็นไปได้อย่างไร…?!” หนานจื่อเยว่ตะโกนถามผู้ส่งสารเสียงก้อง
เหล่าองครักษ์ที่ติดตามหนานจื่อชิ่งไปนั้น แปดคนล้วนเป็นคนของเขาถึงห้าคนแล้ว ทั้งยังสำเร็จปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางหรือชั้นสูงขึ้นไปทั้งสิ้น เหตุใดจึงไม่อาจเอาชีวิตพี่ชายเขาที่เป็นเพียงยอดยุทธ์ผู้หนึ่งได้
“ไม่เพียงแค่แผนการณ์ล้มเหลวพะย่ะค่ะ.. แคว้นต้าหนานของเรากลับกลายเป็นผู้ชนะการประลองห้าแคว้นถือเป็นครั้งแรกนับแต่จัดการประลองมา ฝ่าบาททรงดีพระทัยอย่างมาก ยามนี้พาขบวนเสด็จไปรอต้อนรับองค์ชายใหญ่ถึงหน้าประตูวังแล้ว”
“ฮี่มมม…” หนานจื่อเยว่กัดฟันแน่นอย่างโกรธแค้น แต่ไรมาเสด็จพ่อทรงโปรดบุตรชายคนโตผู้นี้มาโดยตลอด ครั้งนี้เขาสร้างผลงานใหญ่ … ฐานะของหนานจื่อชิ่งในสายตาพระองค์ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“องค์ชายใหญ่ได้เข้าสู่ถ้ำอสูรหรือไม่ ?”
“มิได้พะย่ะค่ะ มู่เชียนจากหมู่ตึกพฤกษาคือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ถ้ำอสูร ทั้งยังครอบครองลูกแก้วบงการอสูรอีกด้วย…”
“ลูกแก้วบงการอสูร สมบัติในตำนานนั่นเป็นเรื่องจริงหรือ…?!” สีหน้าของหนานจื่อเยว่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“คนของเราเห็นม่านพลังที่ปกคลุมหุบเขาหู่ลี่มานับร้อยปี สูญสลายลงไปกับตา คาดว่าคงไม่ผิดแน่” ได้ยินองครักษ์กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่น หนานจื่อเยว่จึงเริ่มทีท่าเคร่งเครียดขึ้นมา
“เจ้าว่าคนที่ได้ครอบครองชื่ออะไรนะ ….” … แววตาของหนานจื่อเยว่เปล่งประกายแห่งความโลภ.. ไม่ว่าผู้ครอบครองเป็นใคร สมบัติสูงค่าเช่นนั้นก็สมควรถูกส่งต่อให้ราชวงศ์ต้าหนานจึงจะเหมาะสม
“เป็นมู่เชียน ศิษย์อันดับหนึ่งจากหมู่ตึกพฤกษาพะย่ะค่ะ”
หนานจื่อเยว่ทบทวนความคิดครู่หนึ่ง ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ที่แท้นางก็คือสตรีที่แคว้นลู่ต้องการเพื่อแลกเปลี่ยนกับผืนป่าทมิฬนั่นเอง
“กระหม่อมได้ยินมาว่าการประลองครั้งนี้นางและองค์ชายใหญ่เดินทางร่วมกัน สนิทสนมอย่างมาก”
หนานจื่อเยว่ฟังแล้วความปรารถนาเข่นฆ่าก็ลุกพล่านในใจ… ความมุ่งมั่นจะกำจัดนางยิ่งชัดเจนมากขึ้น หาไม่..หากพี่ใหญ่ของเขาได้รับการสนับสนุนจากนาง บัลลังก์ต้าเยว่ของเขาย่อมไม่มั่นคงแล้ว รัชทายาทหนุ่มที่กำลังมีความอาฆาตแค้นเต็มท้องไม่ทันสังเกตุเห็นเงาร่างในชุดคลุมสีดำหลายร่างที่ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“นอกจากนั้น ราชาแห่งต้าเยว่ของพวกข้า ‘เยว่เทียนหง’ ยังให้ความสำคัญกับนางอย่างมากอีกด้วย !” ได้ยินเสียงแหบแห้งชวนขนลุกดังมากจากด้านหลัง หนานจื่อเยว่พลันรีบลุกขึ้นจากที่นั่งทันที ราวกับถูกเข็มทิ่ม….
ประโยคนั้นดังมาจากหนึ่งในชายชุดคลุมดำกลุ่มนั้น… หนานจื่อเยว่รีบถอยลงมายืนด้านล่าง ค้อมศีรษะทักทายพวกเขาครั้งหนึ่ง ท่วงท่าเต็มไปด้วยการประจบเอาใจ ราวกับเกรงกลัวคนกลุ่มนี้อย่างมาก
“ทุกท่านโปรดวางใจ หากเป็นคนที่ราชาต้าเยว่ให้ความสำคัญ ข้าย่อมมิอาจเอื้อมแตะต้อง” น้ำเสียงหนานจื่อเยว่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและยินยอมตกเป็นเบื้องล่าง เรียกเสียงหัวเราะสมเพชจากคนทั้งกลุ่มนั้น
“จะได้อย่างไรเล่า… หากไม่จัดการนาง บัลลังก์ของท่านยังจะเป็นของท่านอีกหรือ เช่นนั้นก็เป็นการผิดต่อพวกข้าแล้ว” หนานจื่อเยว่ฟังประโยคนี้ก็มีสีหน้างุนงง จากน้ำเสียงพวกเขา คล้ายไม่คิดจะปกป้องมู่เชียนแม้แต่น้อย ทั้งยังคล้ายจะสนับสนุนตนอีกด้วย
“ไม่ทราบพวกท่านมีความเห็นเช่นไร..?” หนานจื่อชิ่งเอ่ยถามไปตามตรง ความคิดของผู้สูงส่งเช่นนี้ เขามิกล้าคาดเดา เกรงว่าหากเอ่ยผิดไปเพียงคำเดียว ชีวิตของเขาคงหลุดลอยไปในทันที
“ฆ่านางแล้วยึดเอาลูกแก้วมาสิ” น้ำเสียงโหดเหี้ยมเอ่ยแนะนำออกมา ทำให้หนานจื่อชิ่งตกตะลึงไป
“แล้วองค์ราชาเยว่เทียนหงเล่า…?” หนานจื่อเยว่เอ่ยถามทั้งใบหน้าซีดขาว…
ไม่กี่วันก่อนเขาได้ยินว่าราชวงศ์ฉินและราชวงศ์เยายี่ทั้งหมดถูกประหารสิ้นภายในวันเดียว .. เพราะล่วงเกินบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ตลอดช่วงเวลาสังหารไร้ซึ่งปฏิกิริยาต่อต้านแม้แต่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งเสียงประท้วงด่าทอ ด้วยเกรงว่าอาจทำให้การตายเป็นไปอย่างทุกข์ทรมานกว่าเดิม
บุรุษโหดเหี้ยม… ทั้งยังครอบครองขุมพลังอันยิ่งใหญ่อย่างไร้ที่เปรียบ … ใต้หล้านี้ยังจะมีผู้ใดกล้าล่วงเกินราชาท่านนั้นอีกเล่า
“ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับนาง เพราะเหตุใดรู้หรือไม่ ?” ได้ยินเสียงน่าขนลุกเอ่ยคำถาม อันเป็นใจความสำคัญของเรื่องราว แน่นอนว่าหนานจื่อเยว่ไม่กล้าคาดเดา จึงเพียงส่ายหน้าแล้วรอฟังคำตอบอย่างโง่งมเท่านั้น
“ประการแรกย่อมเป็นเพราะพรสวรรค์ของนางไม่ธรรมดา.. ทว่าประการสำคัญนั้นคือลูกแก้วบงการอสูรในมือของนางต่างหาก ……หากท่านได้ครอบครองลูกแก้วนั่น… ย่อมกลายเป็นกำลังสนับสนุนแก่ต้าเยว่ของเราได้เช่นกัน ส่วนพรสวรรค์ของนาง..คนตายจะมีค่าเทียบกับคนเป็นได้อย่างไร ถึงยามนั้นท่านนำลูกแก้วบงการอสูรเข้าสวามิภักดิ์กับองค์ราชาของข้า…. ยังจะมีผู้ใดจดจำเด็กสาวธรรมดาผู้นั้นได้อีกเล่า” เสียงแหบแห้งเอ่ยแจกแจงเรื่องราวอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทว่าหนานจื่อชิ่งยังมีสีหน้าไม่สบายใจนัก
“ง่ายดายเพียงนั้น ?”
“หึหึ… หรือท่านคิดว่าเด็กสาวแสนธรรมดาผู้หนึ่งจะมีคุณสมบัติใดที่ดึงดูดมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นได้มากไปกว่านี้”
ย่อมไม่มี….
หนานจื่อเยว่คิดแล้วคิดอีกก็นึกไม่ถึงว่ามู่เชียนคือธิดาเทพยุทธในตำนาน …สายเลือดแห่งเทพผู้ให้กำเนิดดินแดนนี้ ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าสามารถทดแทนความสำคัญของนางได้… หรือต่อให้ทราบก็ย่อมคิดไม่ถึงว่าเยว่เทียนหงจะให้การปกป้องคุ้มครองศัตรูตามธรรมชาติของตนเช่นนี้..
“ทว่าหมู่ตึกพฤกษายากทำลายนัก.. รอบด้านปกคลุมด้วยกำแพงต้นตาข่ายสวรรค์อันร้ายกาจ.. อีกทั้งพวกเขายังมีปรมาจารย์จางฟู่ถิง ผู้เป็นจ้าวยุทธ์คอยเฝ้าอยู่” หนานจื่อเยว่เอ่ย ดวงตาหลุกหลิกเหลือบมองไปที่คนกลุ่มนั้น จุดมุ่งหมายของเขาชัดเจนมาก
“หึหึ… เช่นนั้นพวกข้าจะออกหน้าช่วยเหลือท่านเอง…” ได้ยินเสียงแหบแห้งเอ่ยตอบรับหนานจื่อเยว่ก็พลันสีหน้าเบิกบานทันที บัลลังก์ทองอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
หากคนกลุ่มนี้ยินดีช่วยต่อให้คิดทำลายล้างหมู่ตึกพฤกษาทั้งหมด ก็สิ้นเปลืองเวลาไม่กี่อึดใจเท่านั้น
เบื้องหน้าเขานั้น… ร่างแข็งแกร่งกว่ายี่สิบร่างแฝงกายภายใต้ผ้าคลุมสีดำ.. บนอกคนกลุ่มนั้นเสื้อมีสัญลักษณ์อันแปลกประหลาด คล้ายกับเป็นดวงตาสีแดงดวงหนึ่ง