“ก่อนจะโทษว่าสตรีอื่นมีเจตนาเข้าหาสามีของเ้าเหตุใดเ้าไม่ลองถามสามีของเ้าดูบ้าง ว่าแท้จริงแล้ว… มีสตรีปีนขึ้นเตียงของเขาหรือเขาเป็ฝ่ายลากสตรีอื่นขึ้นเตียงเสียเองกันแน่”
ในขณะที่หลานเมิ่งอีกำลังยืนเผชิญหน้ากับไป๋เหวินจีจู่ ๆ เงาร่างใหญ่ทะมึนของใครบางคนก็โผล่มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังของนางไม่เพียงเท่านั้นชายปริศนาผู้มาใหม่ยังช่วยพูดออกหน้าให้นางอีกต่างหาก
นางเอี้ยวหน้าหันกลับมามองเขาแล้วได้แต่เกิดคำถามอยู่ในใจเงียบ ๆ ‘เขาเป็ใครกันนะ’
“หลิวม่อหาน!เ้าพรานป่าหางแถว กล้าดียังไงมาตั้งคำถามกับข้า”
นั่นไงล่ะ!ไม่ทันไรแม่นางคนงามก็เอ่ยปากไขข้อสงสัยให้หลานเมิ่งอีได้อีกเื่แล้วที่แท้ชายคนนี้ก็มีแซ่หลิว ชื่อว่าหลิวม่อหาน มีอาชีพเป็พรานป่าร่างกายสูงใหญ่ทะมึนทึนทึก ผิวกายเข้มเกรียมดำแดด สัดส่วนร่างกายกำยำใหญ่โต ดูเผินๆ ก็เหมือนหมีป่าอยู่ไม่น้อย
“เ้าก็คน ข้าก็คนแล้วทำไมข้าจะตั้งคำถามกับเ้าไม่ได้ เ้าเป็ผู้วิเศษมาจากไหนงั้นหรือแม่นางไป๋?”พ่อหนุ่มร่างหมีปากไวไม่เบานี่ทำให้หลานเมิ่งอีชักอยากรู้จักเขาขึ้นมาเสียแล้วสิ
“ละ…หลิวม่อหาน?”หลานเมิ่งอีที่ยืนงงงวยอยู่ท่ามกลางความชุลมุน ขับเสียงแ่ลอดไรฟันเอ่ยทวนชื่อของเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวซินมีข้าอยู่ที่นี่ด้วยทั้งคน ข้าจะช่วยออกหน้าให้เ้ากับลูกเอง”ชายหนุ่มวางฝ่ามือใหญ่ลงบนบ่าเล็กของหญิงสาวเบา ๆ พร้อมทั้งเอ่ยปลอบสองสามประโยคก่อนที่ตนเองจะก้าวเท้าขึ้นไปยืนบังอยู่ข้างหน้าอย่างไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด
ให้ตายสิ!การปรากฏตัวของชายแปลกหน้าคนนี้ ก็ว่าทำให้หลานเมิ่งอีรู้สึกแปลกใจมากพออยู่แล้วแต่ทว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้กลับยิ่งทำให้หลานเมิ่งอีรู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
‘ถ้าเขาไม่ใช่สามีของร่างนี้แล้วเขาเป็ใครกันแน่นะ?’
แม้สีหน้าแววตาทั้งน้ำเสียงของผู้ชายคนนี้จะดูห่วงใยสองแม่ลูกไม่ใช่น้อย แต่ประเมินดูแล้ว...อย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ไม่น่าใช่สามีของเ้าของร่าง หลัก ๆก็เพราะเขากับเสี่ยวถานหน้าตาไม่ได้ละม้ายคล้ายคลึงกันเลยสักนิด
อ้อ… ใช่แล้วล่ะหลิวม่อหานคนนี้ ดู ๆ ไปแล้วก็หน้าตาคล้ายคลึงกับท่านป้าคนนั้นอยู่หลายส่วนเป็ไปได้หรือไม่ ว่าเขาคือบุตรชายของท่านป้าคนนั้น
“เ้าคนแซ่หลิว งั้นข้าขอเตือนเ้าไว้หน่อยก็แล้วกันว่ากินของเหลือจากบุรุษอื่น ก็นับว่ากินของอัปมงคลแล้วเฉิงจื่อซินน่ะนางมีสามีแล้ว หนำซ้ำยังมีลูกแล้วด้วยแม้ว่าสามีของนางจะหายสาบสูญไปแล้วก็ตาม แต่ของเหลือก็คือของเหลืออยู่วันยังค่ำอัปมงคลสิ้นดี”
ไป๋เหวินจีพยายามพูดจาชี้นำให้หลิวม่อหานตีตัวออกห่างจากสองแม่ลูกคู่นี้แต่ทว่าพรานหนุ่มร่างใหญ่ยังไม่ทันได้พูดอะไรสวนกลับไปเลยแม้แต่คำเดียวคนเป็มารดาของเขาที่เพิ่งเดินมาถึงและมาทันได้ยินทุกถ้อยคำของไป๋เหวินจีพอดีก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า…
“เสี่ยวซินน่ะ...นางก็แค่เคยมีสามี และเคยมีลูก นางไม่เคยไปฆ่าใครตายสักหน่อยยิ่งไม่ได้ไปกินนอนอยู่บนหัวของเ้า ไยต้องบอกว่านางเป็คนอัปมงคลด้วยเล่าข้าจะบอกให้นะแม่นางไป๋ สิ่งที่เรียกว่าอัปมงคลที่แท้จริง คือปากของเ้าต่างหาก”
ยามนี้ข้างกายของหลานเมิ่งอีมีท่านป้าพลเมืองดีคนนี้เพิ่มเข้ามาอีกคน นี่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะต่อให้โลกนี้จะใหม่สำหรับนาง แต่อย่างน้อย ๆก็ยังมีสองคนนี้คอยอยู่เคียงข้างนาง และทำดีกับนาง
“ท่านแม่…”หลิวม่อหานหันมามองหน้ามารดาตนเองแล้วสักครู่หนึ่งสองแม่ลูกก็พยักหน้าให้กันอย่างไร้วาจา ราวกับว่าสามารถสื่อสารกันผ่านกระแสจิตได้อย่างไรอย่างนั้น
“พวกเ้าสองแม่ลูกนี่มันแส้ไม่เข้าเื่จริงๆ” ไป๋เหวินจีชักสีหน้ากรุ่นโกรธ พลางสบถด่าสองแม่ลูกแซ่หลิวอย่างหัวเสียแต่ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรมากนัก ท่านป้าแซ่หลิวก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาอีกแล้วว่า
“อย่าคิดนะ…ว่าหญิงแก่อย่างข้าจะไม่รู้ว่าที่เ้าจงเกลียดจงชังเสี่ยวซินกับเสี่ยวถานขนาดนี้เป็เพราะอะไร หึ..เ้าคงจะเจ็บใจมากล่ะสิท่า ที่ปีนั้นตนเองไม่ได้ลงเอยกับโจวซ่งข่ายแค่นั้นไม่พอเขาที่เป็รักแรกของเ้าก็ดันหลวมตัวไปได้เสียหลับนอนกับเสี่ยวซินจนได้ผลผลิตตัวน้อย ๆ เป็โจวเสี่ยวถานเหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้แม่นางไป๋เอ๊ย เ้าเองก็แต่งงานไปแล้ว ทำไมไม่รู้จักปล่อยวางเื่ในอดีตลงบ้าง”
คำพูดนี้ของท่านป้าหลิวทำไป๋เหวินจีถึงกับหน้าขึ้นสีแดงเถือกเื่ที่เอ่ยมา เสมือนหนามยอกตำใจนาง แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วตั้งสี่ปี แต่นางก็ไม่เคยปล่อยวางลงได้สักวันยิ่งได้เห็นหน้าเฉิงจื่อซินกับลูก หนามแหลมชิ้นนั้นก็ยังคงผุดขึ้นมาตำใจนางทุกที
“คนที่ข้าเกลียดอย่างไรก็คือคนที่ข้าเกลียด ต่อให้เวลาผ่านไปอีกสักร้อยปีข้าก็เลิกเกลียดนางกับมารหัวขนตัวนั้นไม่ลงจริง ๆ”
ในขณะที่ท่านป้าหลิวกำลังยืนปะชันฝีปากกับแม่นางไป๋หลานเมิ่งอีก็ใช้จังหวะนี้รีบวิ่งโร่เข้าไปช่วยบุตรชายตัวน้อยให้หลุดพ้นจากการควบคุมของพวกคนใจดำซึ่งในขณะที่เมิ่งอีเดินปราด ๆ เข้าไป ก็มีหลิวม่อหานคอยรับแรงกระแทกและคอยรับมือรับเท้าแทนสองแม่ลูกคู่นั้น
“นางแม่มดใจร้ายโชคดียิ่งนัก ที่ท่านพ่อของข้าไม่ได้ลงเอยกับเ้า”ทันทีที่ดึงผ้าขี้ริ้วออกมาจากปากได้ และทันทีที่ปากว่าง ไม่รอให้ผู้ใดชี้นำเ้าเด็กน้อยโจวเสี่ยวถานก็บ้วนคำพูดแข็งกระด้างออกมาซ้ำเติมอีกฝ่ายในทันที
“หน็อยยยไอ้เด็กเหลือขอ ไอ้มารหัวขน ข้าจะตีเ้าให้ตายเลยคอยดู”โดนพูดจาซ้ำเติมจากผู้ใหญ่ยังพอว่าแต่นี่นางกำลังโดนเด็กเล็กวัยเพียงสามขวบพูดจาซ้ำเติมอยู่เนี่ยนะคนอย่างไป๋เหวินจียอมได้เสียที่ไหนกัน
อั่กกกก เพี๊ยะ
“ท่านนลุง!อย่าทำท่านลุงหลิวของข้านะ”ฝ่ามือของไป๋เหวินจีที่ตั้งท่าจะหวดลงบนร่างกายของเด็กชายวัยสามขวบซึ่งถูกอุ้มอยู่บนท่อนแขนของมารดาก็ดันพลาดเป้าไปโดนแผ่นหลังของหลิวม่อหานเข้าเต็ม ๆ
เื่ความเป็สุภาพบุรุษคงต้องยกให้เขาคนนี้เลยแม้หน้าตาของเขาจะไม่ได้หล่อเหลาสักเท่าไหร่แต่นิสัยใจคอของเขานับว่าหล่อเหลาเอาการ
“ไป! ไปเถอะเสี่ยวซินรีบพาลูกชายกลับบ้าน เื่ของที่นี่ข้ากับเ้าม่อหานจะรับมือให้เอง”
ในขณะที่หลานเมิ่งอีมัวแต่ยืนอึ้งงันอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีอุ้งมืออุ่น ๆ ของท่านป้าคนเดิมยื่นเข้ามาดึงท่อนแขนของหลานเมิ่งอีเบา ๆเพื่อชักนำให้นางรีบพาลูกออกมาจากสถานที่แห่งนี้ มิหนำซ้ำพอนางกับลูกก้าวเท้าพ้นชายคาของโรงสุราแห่งนั้นแล้วท่านป้าหลิวก็ยังมิวายใช้ฝ่ามือคอยดันแผ่นหลังให้หลานเมิ่งอีรีบจากไปให้เร็วที่สุด
“เ้าค่ะท่านป้าพวกท่านรีบตามกลับมานะเ้าคะ”
แม้ปากจะพูดออกมาอย่างนั้นแต่ทว่าสีหน้าแววตาของหลานเมิ่งอีล้วนบ่งบอกว่านางกำลังเป็กังวลยิ่งนัก นางกังวลว่าท่านป้าจะได้รับาเ็เพราะท่านป้าหลิวอายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว
“อื้ม ไปเถอะน่าไม่ต้องห่วงข้างหลังหรอก พวกข้าสองแม่ลูกรับมือไหวอยู่แล้ว”ท่านป้าหลิวปัดมือไล่หลานเมิ่งอีย้ำ ๆ ซ้ำ ๆทั้งเฝ้ามองหลานเมิ่งอีเดินจากไปด้วยสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
ด้านหลานเมิ่งอีที่เห็นอย่างนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เพื่อไม่ให้ท่านป้าต้องเป็ห่วงและเพื่อไม่ให้เื่ราวบานปลายใหญ่โตมากไปกว่านี้นางจะต้องรีบพาลูกชายกลับบ้านให้เร็วที่สุด
.
..
ณบ้านหลังเล็กที่เฉิงจื่อซินใช้อาศัยอยู่กับลูกชายตัวน้อยเพียงสองคน
“ท่านแม่…ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านไม่เป็อะไร ฮะฮือ…ก่อนหน้านี้ข้าใช้นิ้วมือแตะที่ใต้จมูกของท่าน พบว่าไม่มีลมหายใจข้านึกว่าท่านตายไปแล้วเสียอีก”
ทันทีที่สองแม่ลูกกลับมาถึงบ้านเด็กชายตัวน้อยที่ทำเป็เก่งนอกบ้าน ก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างพรั่งพรูไร้สิ้นคราบของอันธพาลน้อยอย่างสิ้นเชิง
“เด็กโง่…พูดเหลวไหลอะไรของเ้าน่ะ จำเอาไว้นะ… ท่านแม่คนนี้ไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
แม้หลานเมิ่งอีจะไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่กับการต้องมาสวมบทบาทเป็มารดาของเด็กชายวัยสามขวบแต่ในเมื่อโชคชะตาขีดเขียนมาให้เป็อย่างนี้แล้ว นางก็ได้แต่ต้องสวมบทบาทเป็มารดาของเด็กชายให้ดีที่สุดตราบเท่าที่จะทำได้
“ก็ท่านแม่นอนอยู่บนนั้นมาหลายวันแล้วจะไม่ให้ข้าคิดว่าท่านตายไปแล้วได้อย่างไรกันขอรับ”
โจวเสี่ยวถานที่นั่งอยู่บนตักของท่านแม่เงยหน้ามองผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็มารดา พร้อมทั้งยื่นสองมือเล็กขึ้นไปนาบอังกรอบหน้าเล็กๆ ของท่านแม่ไว้อย่างอ่อนโยนเมื่อััได้ว่าใบหน้าของท่านแม่ไม่ได้เย็นเฉียบแล้ว เริ่มอุ่นขึ้นมาแล้วเขาก็ดีใจอย่างยิ่ง
“ไม่เอาจ้ะไม่พูดถึงเื่ตายแล้วนะ ยังไงท่านแม่ของเ้าก็อยู่ตรงนี้แล้ว”หลานเมิ่งอีเองก็ใช่ว่าน้อยหน้าเสียที่ไหนเห็นเด็กชายใช้ฝ่ามืออังกรอบหน้าของตนไว้นางก็ยื่นฝ่ามือสองข้างลงไปอังกรอบหน้าเล็กของเด็กชายไว้เช่นเดียวกัน
“ข้ารักท่านแม่นะขอรับท่านแม่อย่าทิ้งข้าไปไหนนะขอรับ”เพราะทั้งชีวิตนี้ของโจวเสี่ยวถานมีเพียงท่านแม่เท่านั้น เขาจึงกลัวมากกลัวว่าท่านแม่จะจากเขาไป
“แม่ก็รักลูกนะ…เสี่ยวถาน” หลานเมิ่งอีค่อย ๆเคลื่อนปลายนิ้วขึ้นมาลูบเกลี่ยเม็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มของบุตรชายอย่างทะนุถนอม
หลังคนเป็แม่นั่งปลอบประโลมบุตรชายอยู่พักหนึ่งและเห็นว่าเขาเริ่มหยุดร้องไห้แล้ว นางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยถามขึ้นมาว่า…
“เสี่ยวถาน…ให้แม่ถามเ้าสักคำ ว่าตกลงมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่เหตุใดเ้าถึงไปทะเลาะกับคนพวกนั้นได้” หลานเมิ่งอีไถ่ถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“เพราะว่า…ข้าเข้าใจว่าท่านแม่ตายไปแล้วขอรับ ข้าจึงตั้งใจไปแก้แค้นให้ท่านแม่”โจวเสี่ยวถานตอบเสียงอ้อมแอ้มตะกุกตะกัก
“แก้แค้นงั้นหรือ?เ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลานเมิ่งอีถามเสียงเข้มอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“ที่ท่านแม่ต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงตั้งหลายวันจนมีสภาพเหมือนคนที่ตายไปแล้วล้วนเป็ฝีมือของนังแม่มดไป๋เหวินจีขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูดของบุตรชายก็คล้ายว่าศีรษะของหลานเมิ่งอีถูกอะไรบางอย่างจู่โจมเข้าอย่างจัง