ตอนที่สี่สิบสี่ Big Dataข้อมูลขนาดยักษ์
แนวความคิด Big Data ข้อมูลขนาดยักษ์ที่ไม่สามารถมีใครดูแลจัดการได้คนเดียวจนหมด
เป็นทั้งความรู้ต่างๆ ทั้งข้อมูล ด้านแผนภาพ รวมไปถึงการแบ่งแยกประเภทของข้อมูลต่างๆด้วย
ใช้ทั้งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมเมอร์ผู้ดูแลระบบต่างๆประกอบกับคนที่วิเคราะห์ข้อมูลนั้น
นับเป็นความสำเร็จของแนวคิดวิธีทางของอสูรผมแดง ที่ทำให้แหล่งข้อมูลสามรถแบ่งปันกันและวิเคราะห์พัฒนาต่อยอด ใช้ข้อมูลแความรู้ที่มีแก้ปัญหาและคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆได้ดีขึ้น
งานวิจัยต่างๆของทางมหาวิทยาลัยต่างๆก็ได้มีการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ
แต่ Big data ก้าวไปไกลมากกว่านั้นนัก
ผลประโยชน์ที่ได้มาจะมหาศาลนัก เพราะจะทำให้คนมหาศาลเข้าถึงข้อมูลค้นคว้าและวิจัยงานใหม่ๆได้อย่างง่ายดายมากขึ้นและข้อมูลนั้นจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทบทวีขึ้นไปเป็นเงาตามตัว
นั่นคือแนวความคิดของผมที่พยายามจะทำเท่าที่ตนเองทำได้ไปก่อนด้วยการเก็บข้อมูลของโลกนี้เข้าสมองของผม
ผมยังแตกต่างจากพวกอัจฉริยะของอสูรผมแดงแต่ก็รู้ว่าแนวทางของพวกเขานั้นถูกต้อง
คนเรามีอายุขัยจำกัด เวลาจำกัด
ต่อให้มีอัจฉริยะสักหนึ่งคนที่ทำได้ทุกอย่างและทำสำเร็จทุกอย่าง
วิ่งจำกัดของอัจฉริยะนั้นคือเวลา
แนวทางของอสูรผมแดงนี้ก้าวไปไกลยิ่งกว่า
“ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักร่วมประชัน”เสียอีก
มันไม่ใช่แค่ร้อยคนแต่เป็นหมื่นคนแสนคน
ขงเบ้งอาจประดิษฐ์วัวกลขึ้นมาได้ แต่จะชนะคนกว่าหมื่นคนที่ผลิตวัวกลได้เหมือนกันหรือ?
ขงเบ้งอาจผลิตได้เร็วกว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะ แต่หากเร่งผลิตวัวกลก็จะโดนกลุ่มอัจฉริยะอีกกลุ่มหนึ่งโจมตีทางอื่นที่ขงเบ้งไม่ถนัด
แนวทางของอสูรผมแดง ทำลายการปรากฏขึ้นของอัจฉริยะอย่างขงเบ้งอย่างสิ้นเชิง
จากที่จะอยู่โดดเด่นเหนือคนจะกลายเป็นการถูกกกลบด้วยอัจฉริยะบุคคลจำนวนนับไม่ถ้วน
ขงเบ้งจะโดนกลืนไปด้วยระบบที่แข็งแกร่งที่สุดนี้
แต่แน่นอนนั่นต้องอยู่ในภาวะที่ระบบนั้นสมบูรณ์อย่างโลกปัจจุบัน
ไม่ใช่โลกนี้ที่การรวบรวมข้อมูลของผมต้องทำด้วยลมปราณนภาไร้ขอบเขต นั้นมีขีดจำกัดของผมอยู่
เวลาของผมมีจำกัด พลังก็มีจำกัดเช่นกัน
หนังสือกว่าหมื่นเล่มโดนผมจดจำ จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์สังเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย แต่ผมก็เหนื่อยง่ายและต้องอาศัยเวลาพักบ้างเช่นกัน
ผมต้องทำใจให้กว้างขึ้นอย่างอสูรผมแดงบ้างแล้ว
“อี้จิงไปกันเถอะวันนี้พักก่อนนะ”
อี้จิงเอาหนังสือมานอนหนุนและทำท่าว่าตนเองอ่านและได้หลับไป
“นอนเถอะพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ถึงเวลาพักก็พัก”
ผมต้องใช้งานพวกหวังม่อมากกว่านี้เพื่อเบาแรงผมตามแนวทางข้อมูลขนาดยักษ์
..
“ขอให้พวกเจ้าประเสริฐดั่งกล้วยไม้เที่ยงตรงดั่งไผ่”
ผมเริ่มออกเสียงท่องคำสอนให้”ขบวนการบุตรพยัคฆ์”ไปเรื่อยๆด้วยข้ออ้าง ช่วยกันฝึกซ้อมวิชา
ข้อดีของการที่ฝึกซ้อมกับอี้จิงมา
กระบวนท่าของระดับนายน้อยธรรมดาของขบวนการบุตรพยัคฆ์ทำให้ผมสามารถแนะนำได้อย่างง่ายดาย
“หวังม่อ เจ้าคิดมากเกินไป กำหนดเข็มมุ่งและโจมตีไปตามใจเจ้าก็พอแล้ว”
“หวังไต้ทรงพลังน่ะดี แต่ไม่ระวังกำลังจะย้อนกลับทำร้ายตนเอง ควบคุมเล็กใหญ่ให้ได้..”
“หวังซู่ มือเท้าเจ้าคล่องแคล่วปราดเปรียวดีแล้ว แต่เปลืองแรงมากเกินไป ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ย่อก่อนกระโจนจะทำให้เจ้าใช้จุดเด่นของร่างกายเจ้าได้ดีมากขึ้น..”
ผมพยายามให้คำแนะนำแก่พวกคนสนิทของผมและให้อี้จิงช่วยวิจารณ์จุดอ่อนอยู่ข้างๆด้วย
“ทราบ”
ทั้งหมดประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกัน
การกำหนดคำเรียกขานคือการที่สร้างจุดเด่นขององค์กรและสามารถระบุตัวตนและสายลับที่อาจแฝงตัวเข้ามาในองค์กรได้ด้วย
ธรรมเนียมประเพณีต่างๆมีขึ้นมาเพื่อเหตุนี้
เพื่อแสดงว่าคนคนหนึ่งนั้นคือ”พวกเดียวกัน” และกีดกันคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกันออกไป
เทคนิคการไม่จับมือขวาและอื่นๆของขบวนการบุตรพยัคฆ์และรหัสต่างๆผมได้ค่อยๆถ่ายทอดให้กับพวกเขาเหล่านี้
ข้อมูลมากเกินไป คนเดียวทำไม่ไหว
ผมจึงสนับสนุนพวกขบวนการบุตรพยัคฆ์ในการช่วยผมในการเก็บข้อมูลต่างๆแม้พวกเขาจะไม่รู้ก็ตาม
แต่ละคนมีลักษณ์นิสัย ร่างกายสั้นยาว น้ำหนักนิสัยต่างกันในโลกความเป็นจริง
บางครั้งการกระทำของคนเราก็ไม่สมเหตุสมผล
ซึ่งพวกนี้ได้ทำให้ผมเก็บข้อมูลของคนที่พัฒนาในระดับต่ำกว่าอี้จิงได้เป็นอย่างดี
ยิ่งทำให้พวกนี้เก่งขึ้น ก็จะทำให้ผมเก่งขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรไม่ดี
การเก็บข้อมูลด้วยความรวดเร็วมันก็ดี
แต่บางครั้งผมต้องถอยออกมาทำอย่างอื่นเพื่อให้รักษาสภาพจิตใจไม่ให้หมกมุ่นกับด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปได้
ผมเรียนรู้ว่ามนุษย์ ไม่ได้ทำตามตรรกะเสมอไป
การคำนวณก็ต้องระวังเรื่องที่ไม่คาดหมายให้เกิดขึ้นด้วย
แต่ก็นั่นล่ะ เพราะมนุษย์มันยาก ผมถึงต้องพยายามให้มากขึ้นนั่นล่ะ สิ่งที่จะมาแทนการคิดตจามตรรกะคือความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณ
ปัญหาก็มีอีกนิดคือ การใช้ความคิดสร้างสรรค์นี่ทำให้ใช้พลังงานสมองมากกว่าการจำตำราต่างๆอย่างเดียวเสียอีก
แต่มันจะมีความสุขไปอีกแบบที่สามรถแก้ปัญหาและช่วยคนในกลุ่มให้พัฒนาวรยุทธของตนเองได้
“ต่อไปนี้ขอให้พวกเจ้าลองไปทดสอบวิชากับศิษย์ในระดับเดียวกันและมารายงานให้กับข้าทราบ ว่ามีชัยชนะหรือพ่ายแพ้อย่างไรเพื่อให้เราจะสามารถแก้ไขจุดอ่อนได้ต่อไป”
“ทราบ”
ทุกคนรับคำอย่างพร้อมเพรียงตามหลักวินัยของขบวนการบุตรพยัคฆ์ที่ฝึกมา
ผมรู้สึกว่าคนในโลกนี้ ยอมรับคำสั่งกันได้ง่ายกว่าโลกปัจจุบันแฮะ
หรือเพราะชุดที่มีมังกรตรงไหล่นี้มันมีอิทธิพลต่อการออกคำสั่งจริงๆ?
ผมวางแผนว่าช่วงที่ผมยังนึกกระบวนท่าแก้กระบวนท่าให้พวกนี้ไม่ได้ ผมจะให้พวกเขาลองอ่านพิชัยสงคราม การรักษาพยาบาลต่างๆเพิ่มเติม เพื่อถ่วงเวลาไว้
แต่ ณปัจจุบันนี้ผมรู้สึกว่าการแก้กระบวนท่าของพวกนี้เป็นเรื่องที่ง่ายเอามากๆหากเทียบกับการแก้กระบวนท่าของอี้จิง
อัลฟ่าโกะ ใช้คนหลายร้อย
Big Data ใช้คนหลายพันงบประมาณนับพันล้าน
แต่ผมก็ต้องเริ่มจากกลุ่มเล็กๆเท่าที่มีนี้ล่ะแล้วค่อยๆขยายให้ใหญ่มากขึ้น
เราโดนจำกัดด้วยงบประมาณและทรัพยากรล่ะนะ
วิถีเม่ยกั๋ว(American’s Way) นั้นได้ผลเสมอ แต่มีจุดอ่อนที่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรมหาศาลนี่ล่ะ