ห้องโถงหลักในเรือนใหญ่วันนี้มีบรรยากาศคุกรุ่นมากกว่าทุกวัน เหล่าผู้าุโล้วนมีสีหน้าเครียดตึงยิ่งนัก
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซู่หลิน นางกำลังคุกเข่าอ้อนวอนฟ้องร้องขอความเป็ธรรมด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ฮูหยินท่านแม่ทัพช่างมีจิตใจคับแคบเหลือเกิน หลินเอ๋อร์เกิดมายังไม่เคยเจอสตรีใดเป็เช่นนี้เลยเ้าค่ะ”
คนงามยามร่ำไห้กล่าววาจาเสียงหวานช่างเป็ภาพที่ทำให้ผู้คนทรมานใจ นางยกชายผ้าซับน้ำตาอย่างอ่อนช้อย กล่าวเสียงสั่นเครือเจือสะอื้นอีกว่า “กฎระเบียบธรรมเนียม ศีลธรรมจรรยาที่ผู้คนยึดถือปฏิบัติมาช้านาน หลินเอ๋อร์ล้วนท่องจำได้ขึ้นใจ มิคาดว่าฮูหยินน้อยสกุลไป๋จะ....”
ซู่หลินจงใจกล่าวไม่จบไปเช่นนั้น คงไว้เพียงประโยคที่กล่าวถึงตน ให้ผู้คนตีความได้เองว่านางใส่ใจกฎธรรมเนียม สมเป็กุลสตรี อันแตกต่างจากสตรีอีกคนที่ทำตัวหยาบช้า ไม่รักษากฎระเบียบอันพึงปฏิบัติ ช่างผิดแผกยิ่งนัก
แม้ซู่หลินจะเข้าจวนหยางมาแค่ฐานะอนุภรรยา การเข้าถึงโถงหลักของเรือนใหญ่ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ทว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนับว่าหนักหนาเกินไปแล้วจริงๆ
การที่ฮูหยินเอกบุกห้องหอของอนุแล้วพาสามีกลับออกไปอย่างอุกอาจเยี่ยงนั้น เคยมีที่ใด?
นายท่านใหญ่กับฮูหยินใหญ่เผยสีหน้ายุ่งยากใจ ในขณะที่นายท่านรองหาได้ใส่ใจ ผิดกับฮูหยินรองที่ให้ความสำคัญเป็พิเศษ เหตุเพราะซู่หลินแท้จริงคือญาติห่างๆ ซึ่งหากไม่สืบให้ดีสักหลายราตรีย่อมมิรู้ได้ นางเพียรปิดบังเอาไว้อย่างดี ยามช่วยฮูหยินใหญ่เฟ้นหาอนุให้หยางเจี้ยน
เส้นสายของนางในจวนหยางสมควรหยั่งรากลึกยึดให้มั่น นางจึงตวาดดังลั่น
“ไป๋ิเยว่ผู้นี้มาจากตระกูลต่ำต้อยก็แล้วไปเถิด หากแต่ทำตัวไร้มารยาทออกนอกกฎเกณฑ์เยี่ยงนี้ใช้ได้ที่ใด เห็นจวนหยางของพวกเราเป็อะไร?”
นายท่านรองถึงขั้นแสบแก้วหู เขาจึงเอื้อมมือไปจับกุมมืออีกฝ่ายอย่างถนอม ตบหลังมือของภรรยาเบาๆ หมายปลอบประโลม นางจะได้ไม่เกรี้ยวกราดเกินไป
“ฮูหยิน เ้าใจเย็นหน่อยเถิด”
“ท่านพี่ที่ข้าทำไปทุกอย่างก็เพื่อตระกูลหยางทั้งสิ้น สตรีไม่รู้จักธรรมเนียมประเพณี ทำอะไรตามใจชอบเช่นนี้ หากเรายังให้อยู่ร่วมชายคา ภายหน้ามิรู้ว่าจะฉุดเจี้ยนเอ๋อร์ให้ตกต่ำหรือกระทำการอันใดจนเดือดร้อนมาถึงสกุลหยางของพวกเราบ้าง”
นางหันไปมองทางติ้งอานโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่า กล่าวเสียงเครืออย่างหวังดีล้นเหลือ
“ท่านพ่อท่านแม่ หลานสะใภ้ไป๋มีจิตใจคับแคบ อิจฉาริษยากระทั่งอนุภรรยาต่ำต้อย ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย หากปล่อยไว้ผู้คนอาจครหา สมควรได้รับบทลงโทษเ้าค่ะ”
ตลอดมาเื่ที่ดูจะรุนแรงกว่าเื่ไม่มีบุตรนั้นคือเื่อิจฉาริษยา หากภรรยาไม่ได้รับความโปรดปรานรักใคร่ ไร้วี่แววมีบุตรเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไม่มีผู้สืบสานวงศ์ตระกูล แต่ยังไม่อนุญาตให้สามีรับอนุ นับเป็โทษร้ายแรงอย่างยิ่ง
ฉะนั้นต่อให้ในใจสตรีไม่ยินดีให้สามีรับอนุแค่ไหน ฝ่ายภรรยาเอกก็ได้แต่ทน ข่มใจไว้ไม่ควรแสดงความก้าวร้าว เื่ที่ไป๋ิเยว่กระทำลงไปเมื่อคืนถือว่ามีความผิดมาก นายท่านผู้เฒ่าซึ่งมิเคยเอ่ยปากยุ่งเื่หลังเรือนบุตรหลานกลับออกปากสั่งการในแบบที่ไม่เคยทำ
“ให้คนไปเชิญหลานสะใภ้ไป๋มาเดี๋ยวนี้!”
ซู่หลินลอบยิ้มร้าย...
ิเยว่ถูกพาตัวมาในเวลาอันสั้น ทั้งยังต้องคุกเข่ากลางโถงเพียงลำพัง โดยที่รอบด้านมีหลายคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ นายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ในตำแหน่งประธานโถง นายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่นั่งถัดจากฮูหยินผู้เฒ่าด้านซ้าย นายท่านรองและฮูหยินรองนั่งฝั่งทางขวาของนายท่านผู้เฒ่า
สายตาทุกคนพร้อมฟันดาบลงทัณฑ์ิเยว่
หนึ่งในนั้นคืออนุของสามี ซู่หลินได้สิทธิ์ยืนอยู่อีกฝั่ง ทำตัวคล้ายสลับฐานะกับิเยว่ไปแล้ว คงคิดว่าตนเองเป็ฮูหยินเอกท่านแม่ทัพเต็มที ใจเร็วด่วนได้เกินไปหรือไม่?
ิเยว่ที่คุกเข่าลอบมองประเมินผู้คนรอบห้องนิ่งๆ
“เ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่? หลานสะใภ้ไป๋!”
เ้าของเสียงตำหนิคือเจียวหั่ว นางลืมตัวไปแล้วว่าเป็เพียงอาสะใภ้
ิเยว่ชำเลืองมองเจียวหั่ว ก่อนเอ่ยอย่างใสซื่อ “หลานสะใภ้ทำสิ่งใดผิดหรือเ้าคะ?”
เจียวหั่วแค่นเสียงเฮอะ “ช่างเป็คำถามที่น่าขันนัก เมื่อคืนเ้าระรานอนุซู่ จิตใจคับแคบทำตัวหึงหวงไร้เหตุผล” นางพร้อมผลักดันซู่หลินเต็มที่
“ฮูหยินทุกสารทิศล้วนใจกว้างดั่งแม่น้ำ เห็นสามีเป็ท้องฟ้าทั้งรักและเชื่อฟัง ไม่หยามเกียรติกัน ไม่มีใจคับแคบจนเกินไป และยามนี้ สตรีทุกคนในห้องโถงแห่งนี้ล้วนเข้าใจและมีความคิดเฉกเช่นเดียวกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งสิ้น มีเพียงเ้าที่ไร้ขนบกฎเกณฑ์อย่างที่สุด ไม่เคารพสกุลหยาง กล้าทำเื่อุกอาจปานนั้นเยี่ยงสตรีไร้สติสิ้นคิด”
วาจายาวเหยียดของเจียวหั่ว ิเยว่เพียงรับฟังด้วยท่าทางนิ่งสงบ สตรีนางนี้ไม่เห็นน่ากลัว...