เสียงผู้เฒ่าโม่เรียกจากโลกภายนอกยืดยาวราวลอยข้ามเหวหมื่นจั้งขณะที่ประตูชั้นแรกของหอคอยเปิดอยู่เพียงสามก้าวเบื้องหน้า
เยี่ยซิงเหอยืนกลางทางเลือกหนึ่งชั่วลมหายใจ
ลมจากหลังประตูพัดกลิ่นกระดาษเก่ากับเหล็กเย็นออกมาบันไดด้านในทอดขึ้นสู่ความมืด สิ่งที่เขาตามหามาตลอด—วิชา คำตอบและหนทางไม่ถูกเรียกว่าไร้ค่า—อาจอยู่เหนือขั้นแรกนั้น
แต่เสียงผู้เฒ่าโม่เรียกอีกครั้ง
คราวนี้แฝงความร้อนรนซึ่งชายชราไม่เคยยอมแสดง
เยี่ยซิงเหอถอยจากธรณี
“ข้าจะกลับมา” เขากล่าวกับความว่าง “เมื่อรู้ว่าตนยังกลับได้”
หมู่ดาวเหนือศีรษะดับพร้อมกัน
พื้นหินหายวูบ ร่างของเขาตกลงสู่ความมืดความเย็นจากนาฬิกาน้ำกลายเป็ความร้อนของเตาถ่านกลิ่นกระดาษเก่าถูกแทนด้วยสมุนไพรขมและความเจ็บที่แขนขวากลับมารุนแรงจนเขาสะดุ้งลืมตา
เขานอนอยู่บนตั่งในเรือนยา ผู้เฒ่าโม่กดเข็มเงินไว้ตรงหัวไหล่ดวงตาชายชราแดงก่ำจากควันตะเกียงหรือความกังวลยากแยก
“เรียกสามครั้งจึงยอมกลับ” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“หากเรียกครั้งที่สี่ ข้าจะเผาเ้าด้วยใบโกฐทั้งมัด”
เยี่ยซิงเหอพยายามลุก แขนขวาไม่มีแรงแม้แต่ข้อศอกยังยกไม่พ้นเสื่อ “ผ่านไปนานเท่าใด”
“น้อยกว่าครึ่งก้านธูป”
เขามองประตูเรือน เสียงค้อนจากประตูเหนือยังดังในจังหวะเดิมเสียงซึ่งในหอคอยกินเวลาหลายสิบลมหายใจ บัดนี้กลับกระทบถี่ตามโลกจริง
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นทันที
“ถ้าเป็จริง...” เขาพึมพำ “ข้าจะมีเวลาฝึกมากกว่าคนอื่น”
ผู้เฒ่าโม่บิดเข็มเงิน
ความเจ็บแล่นถึงปลายนิ้วจนเขากัดฟัน
“นี่คือคำตอบของคนที่เพิ่งเกือบลืมชื่อผู้ใหญ่บ้านหรือ”
เยี่ยซิงเหอหันมองชายชรา “ท่านรู้ว่าข้าลืม?”
“เ้าพึมพำชื่อคนทั้งหมู่บ้านขณะหมดสติเหมือนกลัวว่าตื่นแล้วจะเรียกใครไม่ถูก” ผู้เฒ่าโม่ดึงเข็มออก“ความคิดใช้แรงไม่ต่างจากกล้ามเนื้อ ิญญาแบกเวลาสิบวันร่างหนึ่งคืนย่อมไม่กลายเป็คนสิบวัน แต่มันต้องรับความเหนื่อยทั้งหมด”
“ท่านรู้จักหอคอย”
“ข้ารู้เพียงว่าของซึ่งให้เวลาย่อมเก็บบางสิ่งเป็ค่าผ่านทาง”
คำตอบมิใช่การปฏิเสธ แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เยี่ยซิงเหอไม่ซักต่อ เขาหลับตาไล่ท่าหมัดหนึ่งร้อยครั้งที่ทำในหอคอย ส้นเท้ายึดพื้น เอวหมุน ไหล่ตามแรงศอกไม่กางเกินแนว
ร่างกายจริงขยับตามความคิด
ปลายเท้าซ้ายกดเสื่อโดยไม่ตั้งใจ เอวหันเพียงชุ่นเดียวไหล่ซึ่งควรตึงกลับผ่อนลง ความเจ็บในแขนขวาไม่หายแต่แนวแรงซึ่งเคยติดขัดเปิดขึ้นชั่วขณะ
ความรู้บางอย่างติดกลับมาจริง
มิใช่พลัง มิใช่ประสบการณ์การต่อสู้เป็เพียงทางซึ่งจิตจำได้และร่างยังต้องเดินตามให้ทัน
ผู้เฒ่าโม่เห็นการขยับนั้น “เ้าจะกลับเข้าไป”
“ข้าต้องกลับ”
“ประตูเหนือยังไม่เสร็จ ค่ายกลบนเขายังมีอย่างน้อยสองจุดและแขนเ้าชากว่าท่อนไม้”
“เพราะเหตุเ่าั้ข้าจึงต้องกลับ”
ผู้เฒ่าโม่จ้องเขาอยู่นาน ก่อนโยนถุงทรายใบเดิมลงบนอก“เช่นนั้นตั้งกฎเสีย หากจำชื่อโม่เหอไม่ได้ให้กลับทันทีหากมือขวาเจ็บถึงหัวใจให้หยุด และหากได้ยินเสียงข้าเรียกห้ามคิดว่าตนมีเวลามากพอจะต่อรอง”
“แล้วจะกลับเข้าไปอย่างไร”
“เ้าต่างหากที่เปิดประตู ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
ชายชราหันไปบดสมุนไพร สีหน้าบอกชัดว่าบทสนทนาจบแล้ว
เยี่ยซิงเหอนอนนิ่ง ฟังเสียงค้อน เสียงลมและเสียงฝีเท้าของคนเฝ้ายาม เขาทบทวนชื่อหมู่บ้าน ชื่อผู้เฒ่าโม่และเหตุที่ตนต้องกลับสามรอบจากนั้นจึงวางลมหายใจตามจังหวะปราณทองโดยไม่ฝืนดึงมันออกมา
รอยเสี้ยวดาวบนหลังอุ่นขึ้น
หยดน้ำดังในความมืด
เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง ประตูชั้นแรกยังเปิดรออยู่
* * *
เหนือบันไดมีลานทดสอบสี่เหลี่ยม พื้นเป็หินสีเทาต่างจากหินดำด้านล่าง ตรงกลางยืนหุ่นไม้หนึ่งตัว ไม่มีใบหน้า ไม่มีอาวุธมีเพียงรอยต่อที่หัวไหล่ ข้อศอก เอว และเข่า
เยี่ยซิงเหอหยุดตรงขั้นสุดท้าย
บนผนังมีรอยขีดสิบเส้น เรียงจากซ้ายไปขวาเส้นแรกสว่างเมื่อเท้าเขาแตะลาน นาฬิกาน้ำซึ่งควรอยู่ด้านล่างกลับปรากฏมุมห้องภาชนะบนสุดเต็มและเริ่มหยด
“สิบเส้นหมายถึงสิบวันหรือ”
ไม่มีเสียงตอบ
หุ่นไม้ก้าวเข้าหา
กำปั้นไร้เนื้อหนังพุ่งตรงหน้า เยี่ยซิงเหอหลบตามสัญชาตญาณแต่ขาขวาหนักกว่าที่คิด แม้เป็ร่างในหอคอย ความล้าจากโลกจริงยังตามเข้ามาเขาเบี่ยงพ้นหมัดแรก ทว่าศอกของหุ่นหมุนกลับกระแทกชายโครงจนล้ม
ความเจ็บจริงกว่าความฝัน
หุ่นไม่ตามซ้ำ มันกลับไปยืนตำแหน่งเดิม รอเขาลุก
“หากชนะจึงนับหนึ่งวัน?”
เส้นบนผนังไม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอลองใช้ปราณทองพลังไหลขึ้นได้เพียงเสี้ยวเดียวแล้วดับ เหมือนหอคอยตั้งใจให้เขาใช้ร่างซึ่งมีไม่ใช่พลังซึ่งยังควบคุมไม่ได้
เขาจึงสู้ด้วยสิ่งที่จำได้
หมัดแรกของหุ่นตรง ศอกที่สองเฉียงเท้าซ้ายขยับครึ่งก้าวก่อนเปลี่ยนทิศ ทุกครั้งที่เยี่ยซิงเหอคิดว่าจำจังหวะได้หุ่นจะลดความเร็วหรือเพิ่มระยะเล็กน้อยทำให้การหลบซึ่งอาศัยความคุ้นเคยกลายเป็ทางรับหมัด
เขาล้มสิบเจ็ดครั้งก่อนแตะตัวหุ่นได้
ครั้งที่สิบแปด เขาไม่มองกำปั้น มองแรงซึ่งเริ่มจากเท้าไม้แทนเมื่อส้นหุ่นกดพื้น เขาก้าวเข้าด้านใน ใช้ไหล่รับแขนแล้วหมุนเอวตามแรงหมัดไม้พลาดผ่านหู เยี่ยซิงเหอใช้ฝ่ามือแตะกลางอกหุ่น
เส้นแรกบนผนังดับ
เส้นที่สองสว่าง
นาฬิกาน้ำกลับเต็มเอง
เวลาหนึ่งวันในหอคอยจบลงแต่โลกภายนอกเพิ่งผ่านไปไม่กี่เสียงค้อน
วันที่สอง หุ่นมีไม้สั้น
วันที่สาม พื้นลานเอียง
วันที่สี่ แสงดาวดับครึ่งหนึ่งทำให้เขาต้องฟังเสียงข้อต่อแทนมอง
วันที่ห้า หุ่นสองตัวเข้าพร้อมกัน ตัวหนึ่งโจมตีอีกตัวขวางทางถอย เยี่ยซิงเหอพยายามเอาชนะทั้งคู่จึงถูกตีจนลุกไม่ขึ้นเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากชนะเป็ผ่านลาน ใช้หุ่นตัวแรกบังตัวที่สองแล้วแตะผนังฝั่งตรงข้ามโดยไม่ต่อยแม้ครั้งเดียว
เส้นที่ห้าดับ
เขาเริ่มเข้าใจว่าหอคอยมิได้ถามว่าเขาแข็งแรงเพียงใดมันถามว่าเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน เขายังยึดวิธีเดิมหรือไม่
วันที่หก ความหิวไม่เกิด แต่ชื่อคนเริ่มพร่า
เยี่ยซิงเหอนั่งกลางลาน ใช้นิ้วเขียนบนพื้นหิน
โม่เหอ
ผู้เฒ่าโม่
ผู้ใหญ่บ้าน
นายพราน
ช่างไม้สองคนซึ่งยังซ่อมประตู
เขาเขียนแม้กระทั่ง “ชายหนุ่มจากเมือง”เพราะผู้มาเยือนยังอยู่หลังประตูเดียวกับทุกคน หากศัตรูบุกความไม่ชอบหน้ากันมิได้ทำให้ชีวิตหนึ่งเบากว่าอีกชีวิต
หุ่นยืนนิ่งจนเขาเขียนจบ
วันที่เจ็ด เขาชนะด้วยการหลอกให้หุ่นทำลายอาวุธตนเอง
วันที่แปด เขาแพ้ทั้งวันเพราะแขนขวาในโลกจริงกระตุกทุกครั้งที่จิตสั่งให้กำหมัดความเจ็บสะท้อนผ่านหอคอยจนลานหินสั่น เขาเกือบฝืนต่อแต่ชื่อผู้เฒ่าโม่ตรงพื้นเริ่มเลือนจากความจำ
เยี่ยซิงเหอถอยออกจากลานทันที
เขาตื่นในเรือนยา หอบจนเจ็บอก
ตะเกียงยังไม่ดับ ผู้เฒ่าโม่นั่งพิงผนัง ไม่หลับจริงมือหนึ่งกุมชีพจรเขาไว้
“แปดวัน” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ด้านนอกยังไม่พ้นยาม”
“ข้าต้องเหลืออีกสอง”
“เ้าเหลือแรงลุกหรือไม่”
เขาลองขยับ มือซ้ายยกได้ มือขวากระตุกเพียงนิ้วเดียวปราณในอกเบาจนเหมือนถูกตักออกทีละช้อน ความรู้จากการหลบยังอยู่แต่ร่างไร้ปราณมิได้แข็งแรงขึ้นตามวันซึ่งิญญาผ่าน
ผู้เฒ่าโม่ยื่นน้ำยา “คืนนี้พอ”
เยี่ยซิงเหอรับถ้วยด้วยมือซ้ายเขามองประตูเรือนซึ่งสั่นตามลมหนาว เสียงซ่อมด้านนอกหยุดแล้วคนทั้งหมู่บ้านคงผลัดเวรเฝ้าราตรีแทนพัก
“หากข้าไม่กลับเข้าไป อีกสองวันในนั้นจะหายหรือไม่”
“ข้าไม่รู้”
“ถ้าหาย ข้าจะเริ่มใหม่ได้หรือไม่”
“ข้าก็ไม่รู้”
“ท่านไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหอคอยมากเพียงใด”
ชายชราหัวเราะไร้เสียง “มากพอ ๆกับที่เ้ารู้ว่าตนจะตายในหมัดใด”
เยี่ยซิงเหอดื่มน้ำยาจนหมด เขาไม่กลับทันที รอให้ชีพจรนิ่งทบทวนชื่อทุกคน และยอมให้ร่างพักหนึ่ง่ธูป การหยุดมิใช่การยอมแพ้หากเป็การรักษาสิ่งที่ต้องพากลับออกมา
เมื่อเข้าสู่หอคอยอีกครั้ง เส้นที่เก้ายังสว่างรอ
วันที่เก้า หุ่นถือกระบี่ไม้
เยี่ยซิงเหอไม่มีอาวุธ เขาใช้ระยะ ก้าวเฉียงและเงาของหุ่นบนพื้นหลบคมไม้ กระบี่ฟันลงเร็วกว่าหมัดหลายส่วนเขาถูกฟาดไหล่ซ้ายจนชา แต่พบว่าหุ่นต้องคืนข้อมือก่อนเปลี่ยนแนวเขาจึงเข้าใกล้ใน่นั้น ใช้ฝ่ามือดันสันกระบี่ให้เฉออกแล้วผ่านไป
วันที่สิบ ไม่มีหุ่นรออยู่
กลางลานมีเพียงกระบี่เหล็กดำวางบนแท่น มันเก่าฝักมีรอยขีดหลายชั้น และด้ามพันผ้าซึ่งซีดจนเกือบเป็สีเทา
เยี่ยซิงเหอจำมันได้
กระบี่เก่าซึ่งผู้เฒ่าโม่ซ่อนใต้ตั่งั้แ่คืนก่อนศิลาทดสอบ
ข้างแท่นมีม้วนหนังสือเปิดอยู่ตัวอักษรส่วนใหญ่เลือนหายเหมือนคัมภีร์ชั้นล่าง เหลือเพียงสองบรรทัด
“เงาดารามิรับผู้ถือเพราะสายเืแต่รับภาระซึ่งผู้ถือเลือกแบก”
บรรทัดถัดไปมีเพียงคำว่า
“สามสมบัติ”
ไม่มีชื่อ ไม่มีคำอธิบาย และไม่มีผู้ลงนาม
เยี่ยซิงเหอไม่แตะม้วนหนังสือ เขาหันไปยังกระบี่“ข้ายังไม่ตอบรับผู้สืบทอด”
เสียงในหอคอยตอบ “สิ่งนี้มิใช่คำตอบแทนเ้า”
“แล้วเป็อะไร”
“สิ่งที่รอการเลือกใช้งาน”
เขาวางมือซ้ายบนด้าม กระบี่หนักจนแทบยกไม่ขึ้นความเย็นไหลผ่านฝ่ามือถึงแผ่นหลัง รอยเสี้ยวดาวร้อนวาบแต่ไม่มีเสียงสั่งให้คุกเข่า ไม่มีความรู้ไหลเข้าศีรษะและไม่มีพลังเพิ่มขึ้นโดยไร้ที่มา
มีเพียงน้ำหนัก
น้ำหนักของเหล็ก ของสิบวันที่ิญญาผ่านและของคนด้านนอกซึ่งยังมีเวลาเท่าเดิม
เยี่ยซิงเหอยกกระบี่ลงจากแท่นด้วยสองมือแม้มือขวาแทบไร้ความรู้สึก
เส้นที่สิบดับ
ลานทดสอบแตกเป็ละอองดาว
เขาตื่นบนตั่งพร้อมเสียงโลหะกระทบพื้น
กระบี่เหล็กดำตกอยู่ข้างมือ
ผู้เฒ่าโม่ซึ่งเคยนั่งพิงผนังยืนขึ้นทันทีสีหน้าชายชราไม่เหมือนคนเห็นของใหม่ หากเหมือนคนเห็นสิ่งซึ่งฝังไว้กลับมาเคาะประตู
ชายชราไม่แตะกระบี่ เขาย่อตัวลงเพียงครึ่งหนึ่งแล้วหยุดมือซึ่งเคยมั่นคงยามจับเข็มเงินค้างอยู่เหนือฝักดำห่างหนึ่งฝ่ามือ
“เ้าเอามันออกมาเองหรือ”
เยี่ยซิงเหอพยายามลุกตอบ แต่เพียงยกศีรษะ โลกทั้งห้องก็เอียงตำแหน่งประตู หน้าต่าง และเตาถ่านสลับกันชั่วขณะ เขาหลับตา ท่องชื่อประตูเหนือลานกลาง และบ่อน้ำตามลำดับ จนภาพกลับเข้าที่
“ข้ายกมันลงจากแท่น” เขาตอบ “หอคอยมิได้บังคับให้รับสิ่งใด”
“แล้วเ้ารับหรือไม่”
“ยัง”
คำตอบสั้นนั้นทำให้ไหล่ผู้เฒ่าโม่คลายลงเพียงเล็กน้อยชายชราใช้ปลายรองเท้าแตะขอบฝักแทนนิ้ว กระบี่หนักจนแผ่นไม้ใต้ฝักส่งเสียงครางทว่าเมื่อมันเลื่อนเข้าใกล้เยี่ยซิงเหอรอยเสี้ยวดาวบนแผ่นหลังก็ร้อนขึ้นราวกับจำของตรงหน้าได้
มือขวาของเขายังชา นิ้วทั้งห้าไม่ยอมกำแน่นแม้แต่ปราณทองซึ่งเคยรวมได้ก็เหลือเพียงเส้นบาง เขาผ่านสิบวันในหอคอยจริงแต่ร่างกายด้านนอกมิได้ผ่านการหลับพักสิบคืนและความอ่อนล้าซึ่งติดิญญากลับหนักยิ่งกว่ากล้ามเนื้อ
เยี่ยซิงเหอมองกระบี่แล้วกล่าวช้า ๆ“ข้าจะไม่กลับเข้าไปอีกจนกว่าจะจำทุกชื่อได้ครบและจนกว่ามือนี้จะจับชามน้ำโดยไม่สั่น”
ผู้เฒ่าโม่มิได้ชม เพียงดันชามยาบนโต๊ะมาทางเขา
เยี่ยซิงเหอเอื้อมด้วยมือซ้าย ยกชามขึ้นได้ครึ่งทางก็ต้องพักเขาได้ยินเสียงลมครูดชายคา เสียงคนผลัดเวรก้าวผ่านตรอกและเสียงไม้จากประตูเหนือที่ช่างยังซ่อมค้างไว้ทุกเสียงยืนยันว่าโลกด้านนอกมิได้รอเขาแม้แต่ลมหายใจเดียว
เขาดื่มยาจนหมด ก่อนท่องชื่อคนในหมู่บ้านอีกครั้งั้แ่ผู้เฒ่าโม่ เด็กชายเฝ้าลา ไปจนถึงหญิงชราที่หอบน้ำ ทุกชื่อยังอยู่แม้บางชื่อจะผุดขึ้นช้ากว่าปกติหนึ่งจังหวะ
นอกเรือน ไก่ยังไม่ขัน คืนเดียวของโม่เหอยังไม่จบ
แต่เยี่ยซิงเหอผ่านสิบวันมาแล้วและในห้วงคิดยังมีคำจากหนังสือซึ่งไม่ยอมเลือน
สามสมบัติ