
เครดิตภาพจาก https://wallpaperaccess.com
…………………
อากิเนะพามาวินเดินไปตามทางที่โรยกรวดอย่างดี บรรยากาศภายนอกเต็มไปด้วยความสดชื่นเพราะผิวกายต้องสายลมเย็นอยู่ตลอด แถมนาสิกยังแว่วกลิ่นหอมจากมวลหมู่ดอกไม้ส่วนท้องฟ้าก็ส่องสว่างและคอยฉายแสงแดดอ่อนๆ
ระหว่างทาง เหล่าชาวบ้านจะเข้ามาร้องทักอากิเนะพร้อมรอยยิ้ม แต่พอเห็นว่ามาวินเดินตามมาติดๆ พวกเขาก็จะรีบหลบรายที่หนักหน่อยก็ถึงกลับวิ่งหนีเข้าบ้านราวกับว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวเป็นตัวอันตรายที่ไม่มีใครต้องการ
อากิเนะเข้าใจมาวินเป็นอย่างดีไม่ว่าใครที่โดนแบบนี้ ย่อมต้องจิตตกทุกราย แต่เธอก็รู้ซึ้งถึงทรวงว่าชาวบ้านหวาดกลัวอย่างรุนแรงเหตุเพราะทุกคนติดภาพจำของเด็กหนุ่มในยามที่ถูกมารร้ายเข้าสิงจึงคอยปลอบเพื่อนร่วมทางเป็นระยะ เพื่อไม่ให้คิดมาก
“ ต้องให้เวลาหน่อยเดี๋ยวพวกเขาก็ลืมไปเอง ”
แน่นอนว่ามาวินได้แต่โทษตัวเองด้วยรู้ชัดว่าสร้างความวายป่วงให้ชาวประชามากแค่ไหน และว่ากันตามจริงเขาเกือบจะทำให้ดินแดนลี้ลับแห่งนี้ถูกลบไปจากแผนที่โลกเสียด้วยซ้ำ
………………….
ทั้งสองเดินเท้าได้ไม่นานก็มาถึงอาคารหลังใหญ่ มันมีรูปทรงเดียวกับโรงฝึกที่มาวินเพิ่งทำลายไปทำให้เด็กหนุ่มแอบคิดอยู่ในใจ
“ อู้หู้…เหมือนโรงฝึกที่พังไปเลยที่นี่มีสิ่งก่อสร้างแบบนี้อีกกี่หลังกันนะ ”
“สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขนาดนี้มีแค่สองที่เท่านั้น ที่แรกคือโรงฝึกส่วนที่สองคือ….ศาลาชุมนุมแห่งนี้ ” อากิเนะไขข้อสงสัยของมาวินทำให้เด็กหนุ่มพยักหน้าตาม เป็นเชิงเข้าใจ แต่แล้ว เขาก็พลันได้คิด
“ เฮ้….เดี๋ยว ชั้นยังไม่ออกปากถามเลยแล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าชั้นสงสัยเรื่องนี้ ”
“ อืม…..ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆชั้นก็รู้สึกว่าเธอน่าจะคิดเรื่องนี้ เลยอธิบายให้ฟัง ” สีหน้าของอากิเนะดูงงๆเพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้ไง มาวินเลยแอบขบคิดอีกครั้ง
“ สงสัยว่ายัยกระต่ายน้อยคงจะกลายเป็นปีศาจไปแล้วล่ะมั้งถึงได้อ่านใจของคนอื่นได้ ”
แน่นอนว่าอากิเนะไม่มีรีแอคชั่นกับเรื่องนี้ และเดินนำมาวินเข้าสู่ด้านในเพื่อไปพบกับสภาแห่งแดนลี้ลับ
………………
ขณะนี้มาวินและอากิเนะหยุดยืนอยู่หน้าห้องในสุด ซึ่งขวางกั้นด้วยทวารที่สูงกว่าตัวคนแน่นอนว่ามันค่อนข้างแกร่ง เพราะทำมาจากไม้หนาหนัก แถมยังมีอักขระแปลกๆสลักอยู่
“ นะ…นี่มันประตูอะไรทำไมถึงดูน่ากลัวแบบนี้ ” เสียงของมาวินเริ่มสั่นเล็กน้อยเพราะเขาคิดว่าปราการรูปร่างประหลาดนี้ดูหลอนกว่าที่คิด และบางที มันอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องอาถรรพ์ที่น่าสะพรึงกลัว
“ หึ หึ หึ เธอไม่ต้องกลัวหรอกน่าแดนแห่งนี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมอยู่ พวกวิญญาณจึงเข้ามาไม่ได้และประตูบานนี้ก็แค่ทวารที่สลักเวทมนตร์ ไม่มีอาถรรพ์หรือคำสาปใดๆ ”
“ อ้อ…มันเป็นแบบนี้นี่เอง ”มาวินรู้สึกโล่งอก ด้วยเหตุที่เขามัวแต่พะวงกับประตูประหลาด จึงไม่ทันสังเกตว่าอากิเนะอ่านใจอีกแล้ว
พอเด็กสาวคิดว่ามาวินน่าจะหายตระหนกเธอก็ยื่นมือขวาไปสัมผัสลูกแก้วสีแดงขนาดเท่าหัวคนตรงกลางประตูปากก็บริกรรมคาถาที่ใช้เปิดทวาร
“ จงคลายผนึกแห่งทวารศักดิ์สิทธิ์เพื่อเปิดทางให้ข้าพเจ้าเข้าสู่ด้านใน ” ทันทีที่สิ้นคำก็เกิดแสงสว่างสีขาวแผดออกมาจากมือขวาของอากิเนะ วินาทีต่อมา ทวารบานใหญ่ก็เปิดออกราวกับว่ามันคือประตูอัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อ
“ ครืด…..”
อากิเนะเดินเข้าสู่ภายในแบบไม่รีบร้อน ส่วนมาวินละล้าละลังอยู่หลายอึดใจ เพื่อสำรวจทวารประหลาดอย่างละเอียดหวังว่าจะได้พบวงจรไฟฟ้า แต่จนแล้วจนรอด ก็ประสบเพียงเนื้อไม้หนาหนักเลยตัดใจและตามเด็กสาวเข้าไป
…………………
พอสองหนุ่มสาวเข้ามาข้างในก็พบกับห้องที่กว้างมาก กำแพงบุด้วยไม้สักราคาแพง มีรูปสลักของมังกรพยัคฆ์ประดับอยู่โดยรอบ บนเพดานแขวนโคมใหญ่ที่มีกองไฟลุกโชติช่วงตรงกลางมีโต๊ะไม้ยาวขนาดสามสิบคน ทว่ามีบุคคลนั่งประจำอยู่แค่ 5 ชีวิต
มาวินเหลือบมองบุคคลที่อยู่บนโต๊ะไม้ยาว พบว่าผู้อาวุโสที่ประจำตรงที่นั่งประธาน(หัวโต๊ะ) คือ….เทพศาสตรา ด้านขวามือคือศิษย์เอกอย่างโอคุยาสุข้างซ้ายมีชายชราสองนายและหญิงชราอีกหนึ่งชีวิตนั่งหน้าเครียดอยู่แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่รู้จักคนพวกนี้ เพราะไม่เคยพบกันมาก่อน
มาวินยืนเด๋อไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงเรียกของอากิเนะ
“ นายลิงมานั่งตรงนี้ ”
พอมาวินหันกลับไปเขาก็พบกับเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่จัดวางอยู่ตรงหัวโต๊ะอีกฝั่งทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่า…..
“ ดูจากตำแหน่งที่นั่งคาดว่าเราคงจะเป็นผู้ถูกสอบปากคำ ” และก็เป็นตามนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่ก้นของเด็กหนุ่มกระทบเบาะเทพศาสตราก็เปิดฉาก
“ เอาล่ะ ยินดีต้อนรับเจ้าหนูหัวเขียวพวกเราคือสภาแห่งดินแดนลี้ลับ และในวันนี้จะขอร้องให้เจ้าช่วยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟังโดยละเอียด ”
“เอ๋…..ชั้นก็เคยเล่าให้ลุงฟังไปรอบนึงแล้วนี่ ต้องให้สาธยายซ้ำอีกครั้งเหรอ ”มาวินออกลูกเกเรทันควัน เพราะเหตุการณ์ที่เกิด ไม่ใช่เรื่องอภิรมย์เลยซักนิดเขาจึงไม่อยากพูดถึงมันอีก
อากิเนะที่ก้าวไปนั่งข้างโอคุยาสุเริ่มทำตาเขียวขุ่น เพราะมาวินไม่รู้จักกาลเทศะ แต่ก่อนที่เธอจะออกปากตำหนิเทพศาสตราก็อธิบายอย่างใจเย็น
“ สาเหตุที่ขอร้องให้เล่าซ้ำเพราะหลายคนในที่นี้ไม่ได้ฟังจากปากของเจ้าโดยตรง ดังนั้น ถ้าเจ้าจะกรุณา พวกเราก็จะได้ข้อมูลที่แม่นยำเที่ยงตรง อันมีผลต่อการพิจารณาของสภา ”
“ เฮอะพูดง่ายๆก็คือ….อยากฟังจากปากของชั้น จะได้ตัดสินถูกว่าควรอัปเปหิหรือให้อยู่ต่อ ”มาวินแคะขี้หู ท่าทางเซ็ง แม้มันคือความจริง แต่การแสดงออกดังกล่าวก็ไร้มารยาทสุดๆทำให้เกือบทุกคนในที่นั้น เกิดอารมณ์เดือด โดยเฉพาะอากิเนะ เธอถึงกับกัดกรอดใหญ่
“ หน็อย…..ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจท่านปู่เธอได้เจอเวทมนตร์หัวเราะของชั้นแน่ ”
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะระอุไปมากกว่านี้เทพศาสตราก็แทรกขึ้นมาด้วยถ้อยวาจาที่ราบเรียบจนดูอารมณ์ไม่ออก
“ ที่ว่ามาก็ถูก พวกเราคิดแบบนี้จริงๆแต่ถ้าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเจ้าดินแดนลี้ลับแห่งนี้ก็จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ”
“ อืม……โอเค ตามนั้น เพราะไม่ว่ามองมุมไหนชั้นก็ไม่เสียหาย ” มาวินตรองอยู่ไม่นาน ก่อนจะรับข้อเสนอ
…………………
มาวินบรรยายตั้งแต่ช่วงที่เขาแพ้โอคุยาสุสิ้นท่า ทำให้จิตตกจากนั้นก็พบกับมารร้ายที่มีนามว่า “บากินุส”ซึ่งเป็นวิญญาณกาฝากแฝงร่างของเด็กหนุ่มมาตั้งแต่เกิด พอหลงรับข้อเสนอของอมนุษย์ บทเพลงแห่งความวอดวายก็เริ่มบรรเลงเดือดร้อนถึงทุกคนต้องเข้ามาแก้ไข โดยข้ามตอนที่อากิเนะคลั่งเพื่อไม่ให้เด็กสาวกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น
เด็กหนุ่มหัวเขียวใช้เวลาอธิบายอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงมีเหล่าสมาชิกถามแทรกเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกในตอนนั้นอาทิเช่น…เธอดีใจมั้ย เธอเป็นสุขหรือเปล่า ซึ่งมาวินก็ตอบแบบเดิมทุกครั้ง
“ จะไปรู้สึกดีได้ยังไงในเมื่อเจ้าบากินุส มันบ้าทำลายล้างแบบนั้น ชั้นไม่ใช่พวกโรคจิตนะเฟ้ย ”
พอมาวินเล่าทุกสิ่งจนหมดเปลือกเทพศาสตราก็กล่าวสรุป
“ เอาล่ะ พวกเราได้ข้อมูลมาพอสมควรแล้วต่อจากนี้ ขอให้เจ้าออกไปรอข้างนอก สภาจะได้ร่วมประชุม เพื่อหามติที่เหมาะสม ”
มาวินอยากเถียงใจจะขาดว่าให้ตัดสินมาเลย เพราะขี้เกียจรอแต่อากิเนะไม่ยอมให้นายลิงทำบ้าทำบอไปมากกว่านี้ เธอจึงรีบรุดมากระชากตัวแล้วลากออกจากห้อง
“ โอ๊ย เจ็บนะ ยัยกระต่ายน้อยเบามือหน่อยดิ ชั้นเป็นคนบอบบางนะ ”
………………..
ทันทีที่อากิเนะและมาวินออกมาข้างนอกเด็กสาวก็หันมาวีนใส่ เพราะเดือดปุดๆตั้งแต่อยู่ในห้องประชุม
“ ตาบ้า ทำไมเธอถึงได้มารยาททรามแบบนี้ต่อหน้าสภาสูงสุด ยังมาทำลิงทำค่างใส่ ไม่รู้ว่าสมองทำด้วยอะไรมีแต่ขี้เลื่อยหรือไง ”
การอาละวาดของอากิเนะทำให้มาวินเหวอไปชั่วขณะ แต่พอตั้งหลักได้ เขาก็ตอบกลับเนือยๆแบบไม่ใส่ใจ
“ เหอ เหอ เหอ จะตอบแบบไหนก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรนี่ ถ้าสภานั่นไม่พอใจ อย่างเก่งก็แค่ถีบชั้นออกจากชุมชน ซึ่งดีซะอีกเพราะเป้าหมายหลักของชั้นคือเดินทางไปแคว้นเยอมาเนีย ”
“แล้วไม่คิดว่าสภาจะตัดสินว่าเธอเป็นภัย ให้ผนึกตายหรือจองจำที่นี่ตลอดกาลซึ่งเมื่อดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมา มีสิทธิ์ว่าพวกเขาจะเลือกทางนี้ ” อากิเนะกอดอกพร้อมเตือนสติ สีหน้าดูขุ่นเคือง
น้ำคำของเด็กสาว ทำให้มาวินได้สำนึกและถ้าสภาสูงตัดสินใจแบบนั้นจริง เขาก็คงแห้งตายอยู่ในแดนลี้ลับจึงรีบขอร้องอากิเนะ
“ นั่นน่ะสิ ไม่น่าคิดโง่ๆเลย ชั้นขอเข้าไปแก้ตัวอีกหนคราวนี้จะทำตัวเรียบร้อยแบบผ้าพับไว้ พวกเขาจะได้ปล่อยชั้นออกไป นะ นะ ”
“ สายไปแล้วล่ะเพราะนายโดนหมายหัวจากสภาแล้ว ” อากิเนะซ่อนยิ้ม แล้วขู่ต่อ ในใจนึกสมน้ำหน้า
“ ไม่นะม่าย…..ขอชั้นแก้ตัวอีกครั้งเถอะ จะประพฤติตนให้เหมือนผู้ดีเก่าจากประเทศอังกฤษเลย”
ตั้งแต่อากิเนะได้ฟังคำทัดทานของมาวิน เธอก็กลั้นขำจนท้องแข็ง ด้วยนายลิงยังคงความบ้าบอเหมือนเดิมอันทำให้คนรอบข้างปวดหัวและหัวเราะในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้าย เจ้าหล่อนก็เลิกแกล้ง
“ เอาล่ะ ที่ชั้นพูดเมื่อกี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่น สภาไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นหรอก และถึงเธอจะถูกตัดสินว่ามีภัยอย่างเก่งก็แค่หาทางขจัดหรือผนึกวิญญาณร้ายในร่าง ดังนั้น เลิกกลัวได้แล้ว ”
“ ฟู่…ค่อยยังชั่วชั้นนึกว่าจะถูกขังลืมที่นี่ซะอีก เพราะสิ่งที่ชั้นทำลงไป มันเลวร้ายไม่ใช่เล่น ”มาวินเป่าปาก ระบายอารมณ์ เพราะสำนึกผิดจริงๆทำให้อากิเนะเริ่มเห็นใจและเอื้อมมือมาจับแขน
“อย่าโทษตัวเองเลย เพราะสิ่งที่ทำลงไปเป็นฝีมือของมารร้ายตนนั้น แถมเธอยังพยายามแก้ไขด้วยการเสียสละในตอนท้ายพวกเราควรขอบคุณด้วยซ้ำ ”
“ เหอ เหอ เหอ ถึงเธอจะพูดยังไงมันก็เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า…ชั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายนี้ไม่ได้หรอก ”มาวินยิ้มเศร้าๆ อากิเนะจึงเริ่มเสียงเเข็งขึ้น
“ ไม่ใช่ นายลิงไม่ผิดและถึงทั้งโลกจะคิดว่าเธอเป็นคนร้าย แต่ชั้นก็จะขอปกป้องให้ถึงที่สุดสัญญาจากใจเลย ” ดวงตากลมโตที่หวานซึ้งของอากิเนะดูมุ่งมั่นอย่างประหลาดทำให้มาวินแปลกใจเป็นที่สุด เพราะไม่คิดว่าเด็กสาวตรงหน้าจะดีกับเขาขนาดนี้
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
