เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 61 เค้นถามสะใภ้



    คำบันทึกตัดสินคดีคนบาปชู้ชั่วของเอก ดุจฟ้าผ่าเปรี้ยงผ่าลงกลางกบาลชราของชาญจนหูอื้อวิงเวียนสมองปั่นเกร็งลนลานผวาขวัญหนีดีฝ่อแทบสิ้นลมหายใจคาสมุดบันทึก! ความลับบาปรักชู้ซ้อนที่แอบแฝงซ่อนกบดตัวมาเนิ่นนาน บัดนี้มันแดงโร่คาหลักฐานการเฝ้าจับตาของลูกชายตนเองอย่างสมบูรณ์แบบโดยสลัดหนีไม่พ้น


    ขณะที่ชาญกำลังยืนสั่นระริกปานจะจับไข้จ้องมองสมุดบันทึกสีดำในมือ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นด้านหลัง แก้มเดินก้าวเดินลงมาจากชั้นสองอย่างเงียบเชียบ หล่อนเห็นสีหน้าขาวซีดเซียวปานกระดาษปูนของชาญก็รีบก้าวเท้าเข้ามาหาด้วยความตระหนกกลัว ร่างกายอันบอบบางนุ่มนิ่มสั่นเทาจนสะโพกกลมกลึงผายตึงแกว่งไหวอย่างคุมไม่อยู่


    "พ่อคะ... เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? ทำไมพ่อทำหน้าแบบนั้น..." แก้มเอ่ยถามเสียงกระซิบกระซาบ


    ชาญยื่นสมุดบันทึกเล่มเล็กสีดำมืดส่งให้หล่อนด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา แก้มเอื้อมหยิบมันไปกวาดสายตาอ่านข้อความบันทึกหน้าล่าสุด ทันทีที่หล่อนอ่านข้อความเกี่ยวกับ "การทดสอบที่ 3" และ "เสียงเนื้อหนังสัมผัสเปียกแฉะบนโซฟาทำงาน" จบลง ดวงตาสวยหวานของสะใภ้ก็เบิกโพลงค้างด้วยความตื่นช็อกสุดขีด ร่างกายบางนุ่มนิ่มสั่นเทาจนก้าวขาไม่ออก หล่อนทรุดฮวบโผเข้าหาอ้อมกอดอุ่นของชาญ สะอื้นไห้ร้องไห้แบบไร้เสียงด้วยความหวาดวิตกขวัญเสียถึงขีดสุด ความจริงที่พวกเราพยายามปิดบังสะสมมาเนิ่นนาน บัดนี้กลายเป็นเชือกเหล็กกล้าแหลมคมบีบรัดคอหอยพวกเราให้พังพินาศคามือ


    "พ่อ... พ่อคะ... เอกรู้... เอกรู้ความจริงหมดแล้วจริงๆ ด้วยค่ะ! ฮือ... เขาแกล้งไม่อยู่บ้านเพื่อลองใจเรา... เขาจดบันทึกไว้หมดเลย... เราจะทำอย่างไรดีคะพ่อ? ครอบครัวเราพังพินาศสลายหมดรูปแน่ๆ..." แก้มร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวโยนแนบอกชรา


    ชาญพยายามรวบรวมกวาดสติที่เตลิดเปิดเปิง ลูบไหล่กว้างกอดประคองสะใภ้รักไว้แน่นเพื่อระงับอารมณ์บ้าคลั่งในอกชรา สูดดมกลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นเหงื่อสาวอุ่นชื้นที่ลอยติดกาย ชาญพยายามเอ่ยคำมั่นสัญญาปลอบใจสะใภ้แม้ในอกจะสั่นระรัวดุจเครื่องโม่ปูน "แก้ม... ตั้งสติก่อนลูก! ตอนนี้เอกมันยังไม่อยู่บ้าน รีบเอาสมุดบันทึกเล่มดำนี้วางวางคืนตำแหน่งเดิมบนโต๊ะอาหารด่วนที่สุด! อย่าให้มันจับได้ว่าเรามาแอบเปิดอ่านเด็ดขาด!"


    แก้มพยักหน้าสั่นระรัวลนลานเอาสมุดเล่มดำวางคืนตำแหน่งเดิมตรงเป๊ะ ชาญจูงมือหล่อนก้าวเท้าเลี่ยงหนีเข้ามานั่งหลบมุมอยู่ในครัวหลังบ้าน ทั้งสองนั่งสบประสาทสายตากันในความเงียบงันอึดอัดเย็นยะเยียบ ความสุขสิวาสเร่าร้อนบนโซฟาทำงานเมื่อคืนมลายหายวับไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความตระหนักกลัวและความหวาดผวาต่ออนาคตที่จะถูกลูกชายตนเองแฉแฉล้างแค้นคดีชู้ทรยศ ชาญจ้องมองประตูรั้วบ้านไฟฟ้าด้วยความรู้สึกปอดเกร็งลุ้นระทึกปานนั่งอยู่บนแท่นประหารชีวิต 


    ทันใดนั้น เสียงมอเตอร์ประตูรั้วไฟฟ้าก็ทำงานเลื่อนตัวดัง ครืด... ครืด... รวดเร็วจนหัวใจชราสะดุ้งสุดตัว รถกระบะของเอกขับแล่นเข้ามาจอดที่ลานปูนจอดรถ เอกก้าวลงมาจากรถแล้วเดินก้าวเท้ายาวเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้านิ่งเฉยปรกติ ชายหนุ่มวางของปัดฝุ่นกวาดสายตามองมายังชาญและแก้มที่ยืนแสร้งทำความสะอาดเคาน์เตอร์ครัวปูน ชาญและแก้มต่างกลั้นหายใจสะกดกลั้นอารมณ์สุดความสามารถ แสร้งหยิบจับผ้าเช็ดจานเพื่อปิดบังรอยร้าวในหน้า


    "แก้มครับ... เดี๋ยวขึ้นไปช่วยผมจัดเตรียมกระเป๋าและเอกสารคุมปูนโยธาบนห้องนอนใหญ่ชั้นสองหน่อยสิครับ" เอกเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มราบเรียบ ทว่าสายตาคมกริบคู่เรียวดำกลับนิ่งสงบเงียบงันปานแผ่นคอนกรีต แววตานั้นไม่มีกระแสความโกรธ ทว่าเย็นยะเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก


    "ค่ะ... ค่ะเอก เดี๋ยวแก้มขึ้นไปค่ะ" แก้มตอบเสียงสั่นระริกประคองกายเลี่ยงหนีเดินก้าวตามหลังสามีขึ้นบันไดไม้ไปอย่างเชื่องช้า


    ชาญยืนรออยู่โถงรับแขกด้านล่างเพียงลำพังด้วยหัวใจที่เต้นระทึกระบมปอดเกร็งลุ้นระทึกขีดสุด ชาญกวาดสายตามองบันไดไม้สลับกับเดินงุ่นง่านลนลานอยู่ในโถงรับแขก ความเงียบงันภายในบ้านเดี่ยวส่งผลให้เสียงสนทนาแผ่วเบาจากห้องนอนใหญ่ชั้นสองเล็ดลอดลอดบานประตูไม้ออกมา ชาญก้าวเดินสืบเท้าเข้าไปใกล้ตีนบันได เอียงหูสดับฟังด้วยความระทึกกลัวชะตากรรมพินาศ เหงื่อกาฬไหลชโลมเสื้อช่างจนเปียกชื้น ชาญรู้สึกอึดอัดแน่นในอกราวกับถูกทุบด้วยค้อนปอนด์ช่างปูน ในหัวคิดถึงวันเก่าๆ ที่เคยเลี้ยงดูเอกมาตั้งแต่แบเบาะ จนเติบโตเป็นวิศวกรหนุ่มใหญ่ แต่บัดนี้เขากำลังจะกลายเป็นคนที่ลงดาบประหารบิดาบังเกิดเกล้าคามือ


    ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง เอกก้าวเดินไปปิดม่านสลัวปิดกั้นแสงอาทิตย์ยามเย็นจนห้องมืดทึบลง ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูหราขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันไลน์แสดงภาพขยายแบล็คเมล์รูปชู้สาวที่ยามโฉมเคยส่งมาขู่แบล็คเมล์ เอกชูหน้าจอโทรศัพท์ตรงใบหน้าหวานของแก้ม


    "แก้มครับ... ช่วยอธิบายรูปภาพขยายรูปนี้ให้ผมฟังตรงๆ ชัดเจนชัดแจ้งหน่อยสิครับ" เอกเอ่ยปากน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ประกายของโทสะ ทว่าบีบคั้นประสาทหูสะใภ้ชู้จนหายใจขัด "ในรูปนี้คือมือของชายคนหนึ่งที่กำลังโอบกอดบดเบียดแผ่นหลังเนื้อสาวของแก้มตรงระเบียงรั้วบ้านเดี่ยวหลังเก่า... ตำแหน่งนิ้วก้อยข้างซ้ายสวมแหวนหยกสีเขียวมรกตที่มีรอยบิ่นตรงมุมขอบขวา และตำหนิข้อนิ้วหนาปูนใหญ่หยาบกร้านของช่างก่อสร้างปูน... ในบ้านเดี่ยวหลังใหม่นี้ มีผู้ชายเพียงคนเดียวที่มีมือและตำหนิแหวนตรงตามภาพนี้เป๊ะ... พ่อของผมเองใช่ไหมครับ แก้ม?"


    แก้มสบตากับภาพขยายข้อนิ้วและรอยบิ่นแหวนหยกของชาญ ดั่งโดนลิ่มเหล็กทุบกระแทกตรงกลางชนวนระเบิดเวลา หล่อนเบิกตากว้างน้ำตาร้อนผ่าวพลันพรั่งพรูไหลอาบสองแก้มเนียนนุ่มทันควัน ร่างกายสั่นสะท้านเกร็งจนแทบยืนไม่อยู่ หล่อนลนลานปัดป้องแก้ตัวพัลวันกลัวภัยร้ายแฉชะตากรรม


    "ไม่... ไม่ใช่ค่ะเอก! แก้มไม่รู้เรื่องจริงๆ... รูปนี้มันอาจจะเป็นรูปตัดต่อที่ยามโฉมมันทำขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งแบล็คเมล์บีบเอาเงินเงินห้าแสนบาทจากเราสองคนก็ได้ค่ะ! มือคนอื่นที่สวมแหวนคล้ายๆ กันมีตั้งเยอะแยะไปค่ะเอก แก้มรักเอกคนเดียวนะคะ ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียลับหลังเอกเลยจริงๆ ค่ะ!" แก้มร้องไห้สะอึกสะอื้นพรรณนาไร้สติปัดความรับผิดชอบสุดชีวิต


    เอกจ้องมองภรรยาสาวสวยสะคราญที่ร้องไห้คร่ำครวญดิ้นรนปัดข้อหา แววตาของชายหนุ่มเยือกเย็น นิ่งลึก ไร้ประกายความอบอุ่นหรือห่วงใยใดๆ ดุจพญามัจจุราชตัดสินคดีคนบาปชั่วช้า ชายหนุ่มสูดลมหายใจเนิบนาบเอนหลังพิงขอบตู้ไม้สัก


    "อย่างนั้นหรือครับแก้ม... ถ้าแก้มยืนยันแบบนั้น ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด" เอกเอ่ยปากราบเรียบ "แต่เพื่อความบริสุทธิ์ใจของแก้มและพ่อ... เดี๋ยวผมจะขอตรวจสอบแหวนหยกสีเขียวมรกตเม็ดหนาขอบเก่าแก่ที่นิ้วก้อยซ้ายของพ่อชราลงรายละเอียดรอยบิ่นปูนฉาบเทียบกับรูปถ่ายนี้ตรงๆ ด้วยตาของผมเองในมื้ออาหารค่ำวันพรุ่งนี้ครับ... ถ้ามันไม่ตรงกัน ผมจะเลิกสงสัยแก้มทันทีครับ"


    คำประกาศของเอกเปรียบประหนึ่งคำพิพากษาประหารชีวิตที่จ่อจ่อคอหอยชู้รักทั้งสอง!


    แก้มเดินก้าวเดินลงบันไดไม้ชั้นสองลงมายังโถงล่างอย่างช้าๆ ร่างกายสั่นระริกปานจะจับไข้ ใบหน้าสวยหวานสะสวยนวลขาวซีดเผือดลงทันควันปานกระดาษปูนชื้น น้ำตายังคงนองหน้าหล่อนสบตากับชาญที่ยืนรอคอยลนลานอยู่หน้าบันไดปูน หล่อนก้าวเข้ามาประชิดกายชรากระซิบประโยคคำพูดน้ำเสียงสั่นเครือระทึกกลัวชะตากรรมอนาคตพังพินาศคามือวิกฤต:


    "พ่อคะ... เอกเขาชูรูปแหวนหยกเปรียบเทียบข้อนิ้วของพ่อให้แก้มดู... และเอกบอกว่าจะขอถอดแหวนหยกที่นิ้วก้อยซ้ายของพ่อมาตรวจสอบเทียบรายละเอียดมุมบิ่นบ่ายวันพรุ่งนี้ต่อหน้าต่อตาเลยค่ะ! แก้มพยายามโกหกแก้ตัวพัลวันแต่เอกไม่ยอมรามือเลยค่ะ... พ่อคะ... เราจะทำอย่างไรดีคะ? ถ้าเอกถอดแหวนมาเทียบรูปความลับชู้สาวแตกทันทีพินาศสลายหมดรูปแน่นอนค่ะพ่อชรา!"


    ชาญยืนตัวแข็งทื่อราวรูปปั้นคอนกรีตที่ถูกทิ้งไว้กลางแดดฝน พลางก้มลงมองแหวนหยกเก่าแก่สีเขียวมรกตที่นิ้วก้อยมือซ้ายของตนอย่างเหม่อลอย แหวนวงนี้สวมติดมือมานานปีจนผิวเนื้อโอบรัดเป็นรอยลึก รอยบิ่นเล็กๆ ที่มุมด้านข้างซึ่งเคยเกิดจากการกระแทกขอบอิฐปูน บัดนี้มันคือใบรับสารภาพโทษประหารที่ดิ้นไม่หลุด ชาญกำมือแน่น สูดลมหายใจลึกซึ้ง พลางจูงมือสะใภ้แก้มเดินเลี่ยงหนีหลบเข้าครัวปูนด้วยหัวใจที่ทรุดพังทลายสลาย


    ในห้องครัวปูน ชาญและแก้มยืนกระซิบกระซาบกันอย่างร้อนรนใจ แก้มยกมือปิดปากพยายามกลั้นเสียงสะอื้น "พ่อคะ... หรือเราจะหนีกันไปสองคนดีไหมคะ? หนีไปจากที่นี่ ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเอก"


    ชาญสั่นหัวช้าๆ แววตาชราแห้งเหี่ยวไร้หนทาง "ไม่เด็ดขาดแก้ม... ถ้าเราหนีตอนนี้ ก็เท่ากับเรายอมรับผิดทุกอย่างแบบดิ้นไม่หลุด แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน เงินทองพ่อก็มีไม่มากพอจะพาหนูไปลำบากได้หรอก... อีกอย่าง ถ้าหนีไปจริง เอกมันคงไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่"


    "แล้วเรื่องแหวนหยกนี่ล่ะคะพ่อ พรุ่งนี้บ่ายเอกจะขอตรวจสอบแหวนหยกของพ่อแล้วนะคะ!" แก้มเอ่ยถามเสียงสั่นระรัว


    ชาญมองแหวนหยกที่นิ้วก้อยซ้ายอย่างครุ่นคิดหนักหน่วงลนลาน หากเขาลอบถอดมันทิ้งหรือแกล้งทำเป็นหาย เอกที่มีนิสัยละเอียดรอบคอบบันทึกประวัติทุกอย่างก็คงจะมองออกทันทีว่าเป็นกลลวงปิดบังความผิดชู้สาว แต่หากเขายังคงสวมมันไว้ รอยบิ่นมุมขวาอันเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบล็คเมล์ก็จะชี้เป้าแดงโร่แฉพฤติกรรมบาปทันที สมองช่างปูนชราหมุนคว้างหาทางออกจนปวดขมับแปลบปลาบ ทั้งสองจ้องสบตากันในความสลัวรางของห้องครัวปูนด้วยความกลัวระทึกใจขีดสุด ดั่งคนที่กำลังจะโดนผลักลงก้นเหวนรกบาปอย่างไร้ความปรานีคามือวิกฤตจริงๆ!


    คล้ายกับเรื่องเมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้ ที่คุณอ่าน