บทที่24-2กี่ครั้ง
โจวจื่อเชียนและหยางยวี่ถงหันมามองหน้าและสบสายตากันแล้วก็เป็นโจวจื่อเชียนที่เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ เอ่ยออกมาว่า
“เจ้ามิยอมบอกพวกเราใช่หรือไม่ซินเอ๋อร์”
“ก็มันไม่มีอะไรนี่นา” ทันทีที่หวังหมิงซินพูดจบโจวจื่อเชียนรีบพุ่งตัวเข้าไปจี้ที่เอวของหวังหมิงซินแล้วตามด้วยหยางยวี่ถงเข้ามาจี้ที่เอวอีกข้างของหวังหมิงซิน
“ฮาฮ่า โอ้ย ข้ายอมแล้ว ข้าพูดแล้ว”หวังหมิงซินพูดด้วยเสียงเหนื่อยหอบ
“เจ้ายอมพูดตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องมิต้องให้ข้ากับถงเอ๋อร์ต้องมาเหนื่อยเช่นนี้”มิใช่แค่คนที่ถูกจี้เอวจะเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียวแต่คนที่เป็นฝ่ายกระทำทั้งสองคนก็มีอาการเหนื่อยหอบเช่นกัน
หวังหมิงซินจึงจำใจเล่าเหตุการณ์ที่น่าอายของตนเองในห้องทำงานที่นางโดนชายหนุ่มจูบ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภัตตาคารเจี้ยนคังวันที่นางทำอาหารให้ชายหนุ่มได้ชิม
“โอ้ว!ไม่น่าเชื่อว่า คนที่ดูสุขุมเช่นพี่อี้โจวจะเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและมีลูกเล่นมากมายเยี่ยงนี้” โจวจื่อเชียนรู้สึกแปลกใจเมื่อได้รับฟังเรื่องราวที่สหายได้บอกกล่าว
“นั่นไงเล่า ใครๆต่างพูดว่าเขาเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่ความจริงแล้ว หึ” หวังหมิงซินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อนึกถึงคนรัก
“เช่นนั้น แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไปดีเจ้าห้ามยอมแพ้เด็ดขาด ต้องให้เขาเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือของเจ้าเหมือนกับคู่ของพี่หมิงเยว่และพี่หยางเหวิน”โจวจื่อเชียนตั้งใจสนับสนุนสหายอย่างเต็มที่
หวังหมิงซินหันหน้าไปหาหยางยวี่ถงผู้มีประสบการณ์มากกว่าตนเอง เพราะเป็นคู่หมั้นกับพี่เหยียนเล่ยมาสองปีแล้ว
“ถงเอ๋อร์ เวลาเจ้าอยู่กับพี่เหยียนเล่ยใครเป็นคนรุก”
“พี่เหยียนเล่ยเป็นทหารเขาพูดจาไม่เก่งเหมือนพี่อี้โจวหรอก”
“อ้าว เช่นนั้นเวลาอยู่ด้วยกันพวกเจ้าไม่ค่อยพูดจาต่อกัน แล้วพวกเจ้าทำสิ่งใดกันหรือ”โจวจื่อเชียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หยางยวี่ถงหลุบตาและก้มหน้าของตนเองลงต่ำแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเอียงอายที่ค่อนข้างเบาว่า
“เขาจะไม่พูดสิ่งใดกับข้า แต่จะยื่นของขวัญให้ข้าเช่นพวกเครื่องประดับ เครื่องสำอาง จากนั้นก็ดึงข้าเข้าไปในอ้อมกอดแล้วก็จุมพิตข้า”
“โอ้ว!/โอ้”เสียงอุทานของหวังหมิงซินและโจวจื่อเชียนดังขึ้นพร้อมกัน
“นี่แหละคือคนจริง มิต้องพูดให้มากความ เน้นการกระทำนับถือ นับถือ” โจวจื่อเชียนยกมือขึ้นประสาน เพื่อแสดงความนับถือ
“สมกับเป็นชายชาติทหาร” หวังหมิงซินเอ่ยชมคู่หมั้นของสหายสนิท
“ซินเอ๋อร์ครานี้คู่ของเจ้าแพ้อย่างราบคาบ เจ้าต้องฝึกปรือให้มากกว่านี้”โจวจื่อเชียนหันไปกล่าวกับหวังหมิงซิน
“เจ้าค่ะคุณหนูจื่อเชียนข้าจะตั้งใจฝึกปรืออย่างเต็มที่เจ้าค่ะ จะไม่ยอมแพ้คุณหนูยวี่ถงแน่นอนเจ้าค่ะ” หวังหมิงซินหยักยกยิ้มที่มุมปากตอบรับคำของโจวจื่อเชียนด้วยความครึ้มใจแล้วหันหน้าไปหาหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องนี้ ที่มีคู่หมั้นแล้วพร้อมกับเอ่ยถามด้วยดวงตาเบิกโตว่า
“ว่าแต่เจ้ากับพี่เหยียนเล่ยจูบกันกี่ครั้งแล้วข้ากับพี่อี้โจวจะได้รีบเร่งตามให้ทัน”
“___”
หลิวอี้โจวและหานยงเจียมาร่วมกินอาหารมื้อเช้ากับหญิงสาวทั้งสามคนที่บ้านพักของตระกูลโจวหลังจากอิ่มหนำกันแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังตึกในย่านร้านค้าที่จะทำเป็นร้านขายเครื่องสำอาง
“ตึกอยู่ในทำเลที่ดีมาก เป็นย่านร้านค้ามีผู้คนเดินผ่านไปมา ซ่อมแซมเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปิดเป็นร้านค้าได้แล้ว”หลิวอี้โจวผู้สันทัดในวงการค้าเอ่ยกับทุกคน
“เช่นนั้นต้องรบกวนพี่อี้โจว ช่วยดูว่า ยังต้องซ่อมแซมสิ่งใดอีกเจ้าคะ”โจวจื่อเชียนเอ่ยกับชายหนุ่ม
“ข้ารู้จักกับนายช่างใหญ่ของเมืองหลูโจวร้านค้าของข้าก็เป็นเขาที่คอยช่วยดูแล น้องจื่อเชียนสนใจหรือไม่” หลิวอี้โจวเอ่ยถาม
“สนใจเจ้าค่ะเช่นนั้นรบกวนพี่อี้โจวด้วยนะเจ้าคะ ข้าให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจได้เลยขอบคุณพี่อี้โจวมากเจ้าค่ะ” โจวจื่อเชียนรู้สึกโชคดียิ่งนักที่ได้รับการช่วยเหลือจากชายหนุ่ม
“มิต้องเกรงใจ น้องจื่อเชียน”
หวังหมิงซินที่กำลังคิดวางแผนเรื่องการตกแต่งร้านได้หันไปถามว่าที่เจ้าของร้านคนใหม่ว่า
“เชียนเอ๋อร์ เจ้าชอบสีอะไรและชอบเนื้อผ้าชนิดใด ข้าจะออกแบบการตกแต่งร้านจากสิ่งที่เจ้าชอบ”
“ข้าชอบสีฟ้าส่วนเรื่องเนื้อผ้าแล้วแต่เจ้าเห็นสมควรเถอะ ข้ามิรู้ว่าต้องใช้ผ้าชนิดใดจึงจะตกแต่งร้านได้สวย”
“ได้ เยี่ยงนั้นข้าจะวาดรูปออกมาคร่าวๆก่อน ถ้าเจ้ามิชอบตรงที่ใด สามารถบอกข้าได้ เมื่อเราได้แบบแล้วเราค่อยไปหาซื้อผ้าและของตกแต่งร้านกัน”
“ได้ ขอบใจมากซินเอ๋อร์”
“ข้ากับยงเจียขอตัวไปติดต่อนายช่างใหญ่ก่อน” หลิวอี้โจวเอ่ยกับคนรัก
“เจ้าค่ะพี่อี้โจว”
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามชายหนุ่มทั้งสองคนกลับมาพร้อมกับนายช่างใหญ่ หวังหมิงซินจึงส่งรูปที่ตนเองออกแบบไว้ตามความต้องการของว่าที่เจ้าของร้านคนใหม่ยื่นให้กับนายช่างใหญ่โดยนายช่างใหญ่รู้สึกชื่นชมความสามารถของหวังหมิงซินยิ่งนักถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงหญิงสาวแต่กลับเข้าใจหลักการการตกแต่งร้านค้าบอกรายละเอียดได้อย่างชัดเจนมิติดขัด อีกทั้งยังออกแบบร้านได้สวยงามและดูแปลกตามิเหมือนผู้ใด
การที่หวังหมิงซินสามารถออกแบบตกแต่งร้านค้าได้เยี่ยงนี้เนื่องมาจากพี่สาวของนางเป็นผู้สอน โดยที่พี่สาวได้บอกว่า
“ดรีมเป็นคนสอนพี่ ให้ออกแบบตกแต่งร้านค้าเช่นนี้”
หลิวอี้โจวยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยินนายช่างใหญ่เอ่ยชมความสามารถของคนรักจนสหายสนิทต้องเอาศอกกระทุ้งไปที่แขนของเขา พร้อมกับเอ่ยกระเซ้าว่า
“นายช่างใหญ่เอ่ยชมน้องหมิงซินมิใช่เอ่ยชมเจ้า เจ้าไม่ต้องยิ้มจนหน้าบานเยี่ยงนี้หรอก”
“เจ้าเป็นคนโสด ยังไม่มีความรักเจ้าไม่เข้าใจหรอก รอให้เจ้ามีคนรักเสียก่อน ค่อยมาพูดกับข้า”หลิวอี้โจวส่งรอยยิ้มเยาะไปให้สหายสนิทที่กำลังทำหน้าเจื่อนเมื่อได้ยินคำพูดของเขาปกติจะเป็นสหายสนิทที่คอยเอ่ยวาจาจิกกัดและหยอกล้อเขาอยู่เสมอมีเพียงไม่กี่ครั้งที่เขาจะมีโอกาสเป็นฝ่ายตอกกลับให้สหายเงียบปากลงได้เช่นนี้
หลังจากหวังหมิงซินและหลิวอี้โจวอธิบายรายละเอียดต่างๆที่ต้องการครบแล้ว นายช่างใหญ่ขอเวลาเจ็ดวันในการซ่อมแซมและต่อเติมอาคารจากนั้นจึงขอตัวกลับไปเตรียมความพร้อมโดยจะขอเริ่มงานในวันมะรืน
“พวกเราไปกินอาหารมื้อกลางวันกันเถอะเจ้าค่ะข้าจะพาทุกคนไปกินบะหมี่เจ้าอร่อย มื้อนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือนะเจ้าคะตอบแทนที่ทุกคนช่วยข้าทำงานเจ้าค่ะ” โจวจื่อเชียนเอ่ยกับทุกคน
“ดี ข้าจะกินเยอะๆ แบบไม่เกรงใจเลยล่ะ” หวังหมิงซินเอ่ยหยอกล้อสหาย
“ได้สิ เจ้าจะกินจนพุงกางข้าก็ไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก” โจวจื่อเชียนส่งรอยยิ้มทะเล้นไปให้หวังหมิงซิน
“หลังจากกินอิ่มแล้วพวกเราไปหาซื้อผ้าและอุปกรณ์ตกแต่งร้านกันเถอะ” หวังหมิงซินเอ่ยกับสหายทั้งสองคน
“ตกลง” หยางยวี่ถงตอบรับคำของสหาย
หวังหมิงซินหันหน้าไปทางชายหนุ่มทั้งสองคนแล้วเอ่ยถามว่า
“พี่อี้โจวและพี่ยงเจียจะไปกับพวกข้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
“พี่กับยงเจีย อยากจะขอแยกตัวไปตรวจงานที่ร้านค้าในช่วงบ่าย”หลิวอี้โจวกล่าวกับคนรัก
“ได้เจ้าค่ะพี่อี้โจว”
“เย็นนี้ท่านแม่ของข้า ขอเชิญทุกคนไปร่วมทานอาหารที่จวนเจ้าค่ะท่านแม่และท่านพ่อได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ทุกคนเจ้าค่ะ” โจวจื่อเชียนกล่าวเชิญทุกคน
“เยี่ยงนั้นเย็นนี้พวกเราเจอกันที่จวนท่านรองเจ้าเมือง” หานยงเจียเป็นคนกล่าวสรุป
“เจ้าค่ะ”หยางยวี่ถงเป็นตัวแทนของหญิงสาวตอบรับคำ