Secret Dungeon

หัวหน้างาน

"มันเหมือนกับข้าตกอยู่ในห้วงความฝันที่เลวร้าย พอได้สติขึ้นมาจึงรู้ตัวว่าไม่ได้มีแต่ข้าที่เป็น พวกเราคนอื่นๆที่มองมันด้วยตาเปล่าก็มีอาการเฉกเช่นเดียวกับข้า ตอนหลังจึงมีโอกาสได้ถามพวกคนสวมเกราะ จึงทราบว่ามันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนงานอย่างพวกเรา พวกเขาเห็นเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร"
"เพล้งงงง" จู่ๆ คนงานผิวคล้ำก็ร้องเสียงดังออกมา ทำให้คนอื่นๆถึงกับสะดุ้ง
"รู้ตัวอีกทีดาบสองเล่มเข้าปะทะกันจนเกิดเสียงคล้ายกับกระจกบานใหญ่แตกระเอียดลงพร้อมกัน หูของข้าดับสนิทจนไม่อาจได้ยินเสียงใดๆ บางคนถึงกับมีเลือดออกมาจากหู บางคนทรงตัวไม่อยู่ล้มลง แม้แต่ข้าก็เองก็รีบคว้าจับอะไรบางอย่างเอาไว้ ถึงหูจะไม่ได้ยิน แต่สายตายังคงทำงานได้ปกติ ข้าจึงเหลือบมองไปทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น"
"คนหนุ่มลอยอยู่กลางอากาศในมือเขาถือดาบเล่มสีฟ้าดูงดงามเล่มหนึ่งฟันเข้าใส่ดาบโค้งเรียวยาวของท่านดุ๊ก พื้นของยานในบริเวณที่ท่านดุ๊กนั่นยืนอยู่ถึงกับยุบตัวลงไปเป็นบริเวณกว้าง พวกเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าพื้นของยานนั้นแข็งขนาดไหน แม้แต่เกราะหนักก็ไม่อาจเอามาเปรียบเทียบได้ แล้วลองคิดดูว่ามันพื้นที่ยุบลงนั้นเกิดจากการฟาดฟันเพียงครั้งเดียวของคนหนุ่ม ถ้าเกิดเขาฟาดฟันออกมาอีกหลายสิบครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาจะทำลายยานของเราได้เลยอย่างนั้นหรือ ?"
พอฟังมาถึงตรงนี้คนงานช่างจ้อถึงกับลูบแขนตัวเองไปมา ถึงจะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาตัวเอง น้ำเสียงของคงงานผิวคล้ำทำให้เขาขนลุกซู่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ บรรยากาศภายในยานอยู่ดีๆเริ่มหนาวขึ้นมาเสียอย่างนั้น ถ้าได้น้ำร้อนๆสักแก้วในเวลานี้ก็คงจะดี คนงานช่างจ้อคิดกับตัวเอง เมื่อเขาหันกลับไปหาคนงานผิวคล้ำคิดจะฟังต่อ จึงรู้ตัวว่าสถานการณ์ผิดปกติ
คงงานที่มามุงฟังกันอยู่เริ่มบางตาลง คนงานผิวคล้ำหยุดเล่าเรื่อง ทุกคนต่างเงียบสนิทกันเช่นนี้ มีความเป็นไปได้เพียงทางเดียว........
"มีใครบางคนมา ?" คนงานช่างจ้อคิดพลางหันมองไปในทิศทางด้านหลังของเขา
"พวกเจ้าว่างกันมากนักหรือไง ถึงได้มาสุมหัวกันอยู่ที่นี่" เสียงของคนแต่งตัวคล้ายกับคนงานคนหนึ่ง ที่เหมือนจะมายืนมองพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
"ครับ หัวหน้างาน" คนงานที่ยังอยู่พูดขึ้นพร้อมกันก่อนจะแยกย้ายทันที
"พวกเจ้าสามคนตรงนั้นอยู่ก่อน" ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้างานพูดเสียงดัง
เมื่อถูกชี้ตัวคงงานผิวคล้ำ คนงานที่นั่งพักอยู่ และคนงานช่างจ้อ จึงอยู่ที่เดิม ในใจพวกเขาคิดว่าใครกันที่เป็นคนไปฟ้อง ไม่อย่างนั้นหัวหน้างานจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพวกเขาสามคนที่เริ่มพูดคุยกัน ก่อนที่คนอื่นๆจะมากันเยอะขนาดนี้ อย่างไรแล้วหัวหน้างานก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคนใจดี คงไม่ทำอะไรพวกเขาหรอกกระมัง
"เป็นข้าเองครับหัวหน้างาน ข้าเป็นคนขอให้พวกเขาเล่าให้ฟัง" คนงานช่างจ้อชิงพูดออกมาเพื่อรับความผิด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้หากพูดกันแล้ว เขาเป็นคนเริ่มเรื่อง เพราะฉะนั้นเป็นเขาเองที่ควรรับโทษมากที่สุด หากโดนทำโทษ
"เป็นเจ้าได้อย่างไร ข้าเป็นคนบอกให้เจ้าดำเล่าให้เจ้าฟัง หากข้าไม่พูดมีหรือเจ้าจะได้ฟังการเล่าเรื่องที่สุดยอดเช่นนี้จากเจ้าดำ" คนงานที่นั่งพัก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดพูดแก่ต่างให้คนงานช่างจ้อ
"ท่านหัวหน้างาน หากท่านจะลงโทษก็ทำโทษพวกเราทั้งสามคนเถอะ พวกเราก็เองก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว ท่านจะทำอย่างไรก็บอกมาเถอะ" สิ่งที่คนงานผิวคล้ำพูด เป็นใครฟังก็ย่อมใจอ่อนลงไม่มากก็น้อย
หัวหน้างานเดินเข้ามาใกล้ แต่ยังคงไม่พูดอะไร การที่หัวหน้าเงียบเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทั้งสามคนคิดมากกว่าเดิม
หัวหน้างานหันมองไปมา ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอีกอยู่แล้ว จึงพูดขึ้น
"แล้วเรื่องเป็นอย่างไรต่อ พูดตรงๆข้าเองก็อยากฟังเหมือนกัน"
"โถ่ ท่านหัวหน้า หัวใจเกือบวาย" คนงานช่างจ้อ หายใจออกมาเฮือกใหญ่ บ่งบอกว่าเขาโล่งใจมากแค่ไหน
"ฮ่าๆ ข้าว่าแล้ว ท่านนี่ชอบแกล้งจริงๆ" คนงานที่นั่งอยู่หัวเราะออกมายกใหญ่ เหมือนกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นเช่นนี้
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่าต่อแล้วกัน หลังจากนั้นคนหนุ่มได้กระโดดถอยออกมา ทว่าท่านดุ๊กไม่ได้ตามมาเพื่อสู้กับคนหนุ่มต่อ เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่เคลื่อนไหว ด้านคนหนุ่มก็ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าหา ข้าที่มองอยู่ก็ได้แต่สงสัยว่าพวกเขารออะไรกัน จนได้ยินคนสวมเกราะคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าร่างของท่านดุ๊กกำลังสั่นไหวไม่หยุด ตัวข้าที่พยายามเพ่งเร่งก็ยังคงไม่เห็น จึงเดินเข้าไปใกล้ขึ้นหน่อย"
"ร่างของท่านดุ๊กกำลังสั่นไหวอยู่จริงๆ สภาพเช่นนี้ไม่มีทางที่จะสู้ต่อได้อีกแล้ว.............."
! ก็อกๆ
"ท่านรูบี้เปิดประตูหน่อย เป็นข้าดีลอยท์ ท่านอาจารย์ให้ข้ามาตรวจดูท่านอีกครั้ง"
! ก็อกๆ
"ท่านรูบี้ เปิดประตูให้ข้าหน่อย ข้าดีลอยท์เอง"
! ก็อกๆ
"ท่านรูบี้ ถ้าท่านไม่เปิด ข้าจะถือว่านี่เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน ข้าจะเปิดเข้าไป เดี๋ยวนี้"