Chapter 9
"สวัสดี"
เสียงทุ้มต่ำที่เเฝงไปด้วยความร่าเริงดังขึ้นไมเคิลเปิดประตูออกจากประตูทางเข้าห้องน้ำ หลังจากที่ไมเคิลเเง้มดูลาดเลาเเล้วไม่เห็นว่าจะมีคน
ไม่คิดเลยว่าจะเสียงจะเล็ดลอดออกไปข้างนอกเเละดังพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขานามว่าเลียม ซึ่งเป็คนที่มีละอองเวทมากพอจะเป็ผู้วิเศษ 'บังเอิญ' เข้ามาหาเขาเเบบนี้
“ไม่สิ อย่างพึ่งวู่วาม” ไมเคิลคิดเเล้วพยายามสงบอาการลนลานลงเลียมเเค่เข้ามาทักทายเขาใช่ว่าจะได้ยินเสียงหรือรับรู้ถึงเื่ที่เกิดขึ้นเสียหน่อยพอคิดได้ดังนั้นจึงโล่งใจขึ้นมาบ้าง
เเต่สิ่งที่เลียมพูดต่อก่อนที่ไมเคิลจะขอตัวกลับห้องไปเตรียมเรียนนั้นเเทบทำไมเคิลเหงื่อไหลซ่ก
“นาย...เมื่อกี้ได้ยินเสียงกับเเสงเเปลกๆไหม”
ในน้ำเสียงที่พูดถามของเลียมยังคงความเฟรนด์ลี่เอาไว้เช่นเคยไม่รู้ว่าเพราะความร่าเริงที่มีอยู่เเล้วหรือเพราะใบหน้าที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันเเน่ ทำให้ไมเคิลลนลานได้ขนาดนี้
ไมเคิลหันหลังกลับทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นสถาณการณ์ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ไมเคิลจะตอบกลับไป
“เสียงอะไรหรอ...ม...ไม่เห็นได้ยินสักหน่อย”
“อืมงั้นก็ช่างเถอะ” เมื่อเลียมเห็นดังนั้นจึงเข้าไปตบบ่าไมเคิลเบาๆเเล้วจึงเดินผ่านไมเคิลเข้าไปในห้องน้ำ พูดไล่หลังด้วยท่าทีเฟรนด์ลี่เเน่นอนว่าเลียมรู้อยู่เเล้วว่าไมเคิลนั้นโกหก
การััพลังเวทเป็เื่พื้นฐานของผู้วิเศษมีหรือที่เขาจะไม่เห็นละอองเวทพวยพุ่งออกมาเมื่อก่อนหน้านี้เเถมเป็จุดที่เพื่อนของเขาพึ่งเดินออกมาอีก
พลังเวทที่ออกมาราวกับะเิเเถมยังอยู่ในระยะใกล้ขนาดนี้หากไม่เห็นคงไม่ต้องพูดอะไรต่อไปอีกเเต่ถึงอย่างไรนั้น เขาก็เเค่มาเข้าห้องน้ำอยู่เเล้วที่ถามก็เพราะอยากรู้เฉยๆ ไม่จำเป็ต้องคาดคั้นอะไร
‘หากโชคชะตาทำให้เราทั้งคู่นั้นต้องเปิดเผยตัวตนที่เเท้จริงออกมาถึงตอนนั้น เขาก็คงรู้เอง’ เลียมคิดเเละเข้าไปในห้องน้ำทันที
เพราะโชคหรือจังหวะที่เหมือนจะโชคดีในความโชคร้ายทำให้ไมเคิลรอดมาได้ในที่สุดถึงเเม้อันที่จริงเขาก็อยากถามเื่ละอองเวทที่มากเกินคนปกติของเลียมด้วยเเต่เื่นี้ไม่เสี่ยงน่าจะดีกว่า
ไมเคิลเปิดดูนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงเข้าเรียนเเละเหลียวหลังดูว่าเลียมยังมองเขาอยู่ไหม
‘เหมือนเลียมจะเเค่มาเข้าห้องน้ำจริงๆ’ ไมเคิลคิดในใจ เพราะตอนนี้เขาไม่อยู่ในสายตาอีกเเล้ว
เห็นดังนั้นจึงรีบเดินเลี้ยวไปอีกทางที่ไม่ใช่ทางกลับห้องเรียน ถึงเขาจะรีบเเละไล่ให้เ้าอิกซ์หายไปก่อนเเต่ก็ใช่ว่าเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้จะไม่น่าใ
เพราะฉะนั้น ไมเคิลจึงไปที่สนามหญ้าข้างๆโรงเรียนที่ที่เขาเกือบทำความเเตกเมื่อวันก่อน ลานกว้างที่จุดนั้นค่อนข้างปลอดโปล่ง เเละมีลมพัดเย็นสบาย
เเถมในตอนเช้ายังไม่ค่อยมีใครมาใช้พื้นที่เลยไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอออกท่าทางโต้ตอบอิกซ์ให้คนอื่นสังเกตุเห็น ถือเป็สถานที่ที่เหมาะมากในหลายๆความหมาย
คิดเเล้วเขาก็นั่งลงตรงเก้าอี้สีขาวลายไม้ซึ่งใกล้กับจุดที่เขาเคยนั่งเมื่อตอนนั้น ก่อนจะหยิบสร้อยทับทิมที่อิกซ์มอบให้ออกมาดูอย่างละเอียด
สร้อยคอที่อยู่บนมือของเขาเป็สร้อยคอสีทองประกายกรอบของอัญมณีทรงรีนั้นราวกับถูกบรรจงสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตกรอบนั้นมีสีทองออกส้มคล้ายบุษราคัม ตรงกลางมีทับทิมสีเเดงสดมันถูกเเกะสลักเป็รูปของนกฟีนิกซ์เหมือนกับที่เห็นตอนอิกซ์กลับไปเป็ร่างเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
หากสังเกตุดีๆในอัญมณีนั้นเหมือนมีละอองเวทข้างในหมุนวนอยู่คล้ายเปลวเพลิงด้วย เมื่อจับพลิกไปพลิกมาเสร็จก็เริ่มหาวิธีที่จะเรียกอิกซ์ออกมาจากสร้อยคอนั้นเเต่ดูเหมือนจะไม่ได้ยากจนต้องหาวิธีจากหนังสือ เพราะเมื่อเขากดทับทิมนั้นเบาๆจนมันถูกดันเข้าไปติดกับกรอบก็ได้เปล่งเเสงสีทองออกมา
ฟีนิกซ์สีส้มเพลิงรูปร่างน่าเกรงขามเเต่ตัวเล็กจิ๋วบินล่องลอยออกมาจากอัญมณีชิ้นนั้นก่อนที่ฟินิกซ์ตัวนั้นจะกลายร่างเป็ลูกเจี๊ยบหน้าตาคุ้นเคย ลงไปนั่งจุ้มปุ๊กอยูบนโต๊ะเบื้องหน้า
"หนีออกมาเรียบร้อยเเล้วเหรอ"อิกซ์พูดอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน เเล้วมองรอบข้างด้วยความตื่นเต้นท่าทีเเบบนั้นดูระริกระรี้อย่างบอกไม่ถูก
"ใช่เเต่เื่ที่จะถามมีเยอะเชียวล่ะ คิดยังไงถึงไปทำในห้องน้ำหา!! ถ้ารู้ว่าตัวเองจะขยายร่างเเบบนั้น??" ไมเคิลกล่าวตอบผ่านโทรจิตเเละจับร่างของมันด้วยมือข้างเดียว
"ก็เรานึกไม่ถึงนี่นาเเต่ช่างเถอะน่ะ ถึงจะผูกพันธะเสร็จเเล้วเเต่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการหรอกนะดังนั้นเลิกเขย่าเราได้เเล้ว มันเวียนหัว" อิกซ์พูดตอบก่อนจะดิ้นออกมาจากฝ่ามือของอีกฝ่าย
แต่เพราะคำว่ายังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการได้รบกวนจิตใจของไมเคิลอยู่ไม่น้อย เขาจึงปล่อยให้อิกซ์อธิบาย
"นายหมายความว่า…"
"ใช่เ้าเรียกเราว่าอิกซ์ใช่ไหมล่ะ ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบก็เถอะชื่อสั้นๆมันดูไม่ให้เกียรติสักเท่าไหร่ เเต่ไม่เป็ไรยังไม่ใช่เื่สำคัญในตอนนี้ เเละดูเเล้ว เ้าคงไม่เรียกชื่อเต็มๆของเรา"
"เข้าเื่เถอะฉันมีชื่อจะเรียกนายอีกเยอะเลยล่ะถ้านายยังไม่หยุด"
"เอาน่าเข้าเื่เเล้วๆ” อิกซ์กล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก และจึงพูดต่อไปว่า“ ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการ 'ตั้งชื่อ' ยังไงล่ะ"
เมื่อสิ้นเสียงมันก็มองไมเคิลที่ทำท่าครุ่นคิดก่อนที่สักพักจะยื่นเท้าไปกันมือของไมเคิลไม่ให้เปิดบันทึกต่อเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเื่นี้
"มันไม่มีหรอกในหนังสือนั่นน่ะ เดี๋ยวเราอธิบายเอง"
อิกซ์พูดอีกครั้งเเต่ไมเคิลก็ยังดึงดันเปิดบันทึกอยู่ดี ซึ่งก็เป็ตามที่อิกซ์บอกก่อนหน้า เนื้อหาของการอัญเชิญสิ้นสุดเเละการผูกพันธะเเละสัตว์อัญเชิญได้รับการสวมปลอกคอซึ่งเป็การผูกพันธะสัญญา ตรงนั้นมีเขียนรายละเอียของปลอกคอเอาไว้ด้วย
อิกซ์พูดต่อ “หลังจากการผูกพันธะสัญญาน่ะจะมีพิธีการตั้งชื่อเพื่อเพิ่มความสนิทสนมให้กับผู้อัญเชิญเื่นั้นเป็สิ่งที่พวกเราซึ่งถูกเรียกว่ามอนสเตอร์ในโลกของพวกมนุษย์รับรู้ตั้งเเต่ยังเล็ก
มอนสเตอร์ที่อยู่ในอาณาเขตเเละมิติโลกคู่ขนานส่วนใหญ่จะถูกสอนเเละเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเมื่อถูกอัญเชิญอยู่เเล้วตั้งเเต่เมื่อสามพันปีก่อน ที่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราถูกอัญเชิญไปเป็ตัวเเรก"
ถึงจะเป็เื่ใน่เวลาก่อนที่เขาจะเกิดเเต่จากการฟังฟีนิกซ์ที่อาศัยอยู่มานานก็ได้รับข้อมูลที่เป็ประโยชน์กลับมามากมาย
"อ่าเเล้วสรุปต้องทำยังไงเล่า??" ไมเคิลพูดเพราะรู้สึกว่าเ้านกตรงหน้านั้นพูดเกริ่นนานเกินควรไปหน่อย
"กำลังจะพูดนี่ไงล่ะเ้านี่ช่างขัดจริง”
“เเม้จะบอกว่าเป็การเพิ่มความสนิทสนมเเต่อันที่จริงคือการเพิ่มความสามารถเเละขอบเขตของทั้งตัวผู้อัญเชิญเเละผู้ถูกอัญเชิญเอาง่ายๆก็คือเ้าจะสามารถสั่งหรือใช้งานผู้ถูกอัญเชิญซึ่งก็คือเราได้มากขึ้นส่วนเราก็จะได้รับพลังอันมหาศาลที่เพิ่มมาเป็การตอบเเทนยังไงล่ะ"
"เเล้วทำไมเื่นี้ถึงไม่มีในบันทึกล่ะ"ไมเคิลพูด พอทราบถึงประโยชน์ก็อดที่จะถามออกไปไม่ได้
"เพราะมันเสี่ยงไงล่ะมันไม่ใช่คาถาที่หากพลังเวทไม่พอเเล้วคาถาจะหยุดเอาเสียดื้อๆหรอกนะคิดเสียว่ามันคือคาถาบังคับใช้เเล้วกัน หากละอองเวทในตัวหมด มันจะดึงพลังชีวิตมาใช้เเทนเเละเชื่อเราเถอะ พลังชีวิตที่ดึงไปนั่นไม่ใช่น้อยๆอย่างน้อยก็จะกลายเป็คุณปู่ที่ไม่มีเเรงเเม้เเต่จะกระดิกนิ้ว "
อิกซ์พูดเเล้วเว้นจังหวะหวังให้ไมเคิลที่ได้ยินรู้สึกหวาดกลัวเสียบ้างเป็การเอาคืนตอนที่เเกล้งเขาจนร้องไห้เเบบนั้น คิดเเล้วก็น่าอายเเหะ อิกซ์คิดอยู่ในหัวเเล้วเก๊กท่ากระเเอ่มเบาๆ เเต่ท่าทีของไมเคิลนั้นไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้
ไมเคิลดูนิ่งเฉยกว่าที่คิดเสียอีกมันจึงล้มเลิกความตั้งใจเเละเล่าต่อเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัด
"เเต่เ้ามีละอองเวทเพียงพออยู่เเล้วน่ะ ดังนั้นไม่ต้องห่วง"
"ก็คงจะเป็เเบบนั้นล่ะไม่งั้นนายคงไม่เล่าให้ฟังหรอก"
ไมเคิลพูดอย่างกับว่ารู้อยู่เเล้ว ซึ่งก็รู้อยู่เเล้วจริงๆหากเ้านกตรงหน้ารู้ว่าละอองเวทของเขานั้นไม่พอในการร่ายคาถาเเบบนี้คงไม่พูดขึ้นมาให้เสียเวลาเเละเปลืองน้ำลายอยู่เเล้ว เพราะถ้าเขาตายไปจริงๆ อิกซ์ก็จะสลายหายไปด้วย
"ชิ เ้าไม่คิดจะกังวลหน่อยเลยรึไงเราอุตส่าห์รอชม"
"เเล้วจะกังวลทำไมล่ะก็เเค่การมอบชื่อนี่นา อีกอย่าง นายมีอะไรให้กลัวกัน" พูดจบไมเคิลก็เอานิ้วชี้ลูบหัวอิกซ์ที่กำลังยืนบ่นไม่หยุดคำซึ่งในร่างนั้นไม่ได้มีความน่ากลัวออกมาเลยสักนิด ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
"เชอะเื่นี้ข้าไม่ปฏิเสธเเล้วกัน" อิกซ์กล่าวเหมือนหมดความอดทนเเล้วบินขึ้นไปเกาะบนหัวของไมเคิลอีกครั้งหนึ่งจากนั้นจึงบอกให้เขาหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋า
"เดี๋ยวสิถ้ามีคนเห็นจะทำยังไง"
"เรามีคาถาพรางตาดังนั้นเอาออกมาเถอะน่า ก่อนที่เราจะพรางตาให้คนอื่นเห็นเ้ายืนตีลังกาทำท่าประหลาดอยู่บนโต๊ะ"
ได้ยินแบบนั้นไมเคิลรีบควักไม้กายสิทธิ์ออกมาทันที
"โอเคเ้ากล่าวคำพันธะสัญญาตามที่ข้าพูดเเล้วกันเเล้วจบด้วยชื่ออะไรก็ได้ที่เ้าเอาไว้เรียกข้า เเต่ข้าขอเเนะนำให้เ้าใช้ชื่อ..."
"ไม่ต้องร่ายชื่อยาวเป็บทความออกมาเลยอิกซ์มันเสียเวลา" ไมเคิลพูดขัดทันทีที่อิกซ์กำลังจะร่ายชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง เเค่ครั้งเดียวสำหรับฟังชื่อเสียงเรียงนามของเ้านกอ้วนนี่จนจบก็เกินพอเเล้ว
พอได้ยินอย่างนั้น ถึงอิกซ์จะไม่ชอบใจสักเท่าไหร่เเต่ก็เริ่มพูดคาถาออกมาโดยเว้นจังหวะให้ไมเคิลพูดตาม
เสียงพึมพำดังขึ้นอย่างต่อเนื่องโชคดีที่บทร่ายไม่ได้ซับซ้อน เสียงเล็กๆของอิกซ์ดังขึ้นเป็ โทรจิตส่งมาถึงขั้นตอนการขยับไม้กายสิทธิ์
เมื่อทำตามไปสักพักเเสงก็เริ่มสว่างวาบร่างของอิกซ์ลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศ โดยที่เ้าตัวไม่ได้เป็คนบินขึ้นไปมันลอยค้างอยู่ตรงหน้าของไมเคิลอยู่อย่างนั้น ทว่าพิธียังไม่เสร็จสิ้น อิกซ์ยังคงกล่าวบทคาถานำไปเรื่อยๆ
เเสงเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ และเสงสว่างมากจนไมเคิลนั้นต้องหลับตาปี๋เเละเเล้วในที่สุด อิกซ์ก็หยุดกล่าวคำออกมา เพียงเเค่ส่งมาว่าบทร่ายจนจบเเล้วผ่านทางโทรจิตเท่านั้น
ไมเคิลเอ่ยชื่อ 'อิกซ์' ชื่อที่เขาเรียกมันมาตั้งเเต่เเรกอย่างไม่ลังเล ทันใดนั้นเอง เเสงสีขาวที่สว่างวาบอยู่ตรงหน้าก็กลายเป็เเสงสีทองอร่ามเเละ เล็กลงราวกับเลเซอร์พุ่งไปประทับลงบนปลอกคอของอิกซ์ที่ยังลอยค้างอยู่ในอากาศมันสลักบางสิ่งคล้ายชื่อในภาษาที่เขาไม่รู้จักลงบนปลอกคอ
จนพอเเสงสีทองที่สลักผ่านปลอกคอนั้นหยุดลงอิกซ์ก็ลอยลงมาบนโต๊ะ เเละเเสงสว่างก็หายไป
ในตอนนั้นไมเคิลรู้ได้จากสัญชาติญานของเขาว่าการตั้งชื่อนั้นสำเร็จเรียบร้อยเเล้วไม่นานนักปลอกคอนั้นก็หายไป ไม่สิ ถูกพรางเอาไว้ไม่ให้เห็นมากกว่า
อิกซ์ค่อยๆลืมตาขึ้น สิ่งเเรกที่มันทำคือการสำรวจร่างกายของตัวเองเอาหัวของตนเองไซร้ขนเเละเอาปีกัับริเวณคออ้วนๆของมัน จากนั้นโบกปีกของตนเองไปมาพร้อมละอองสีเพลิงราวกับกำลังทดลองใช้พลังเวท
สักพักก็หันมามองไมเคิลพร้อมะโกึ่งบินขึ้นมาบนหัวของไมเคิลอีกครั้งด้วยความเริงร่า
"สำเร็จเเล้วล่ะ!เราเเข็งเเกร่งขึ้นเเล้ว!"
"รู้เเล้วล่ะน่าอย่าเต้นบนหัวฉันสิ เป็อะไรทำไมชอบเกาะหัวฉันนักนะ" ไมเคิลพูดเเล้วยิ้มออกมาเหมือนว่าพลังเวทของไมเคิลนั้นจะลดลงไปเล็กน้อย เเต่นั้นก็แค่รอสักพัก มันจะค่อยๆฟื้นฟูกลับคืนได้เอง
เขาจงใจไม่เเซวอิกซ์ที่ยังดีใจอยู่เเบบนั้น อิกซ์มาเล่าให้ฟังทีหลังว่าเขาได้เป็คนที่เเข็งเเกร่งที่สุดในหมู่ฟีนิกซ์เพลิงมาเกือบสองร้อยปีเเล้วเเละเพราะไม่จำเป็ต้องไปเเสวงหาความเเข็งเเกร่งเลยไม่เคยเเข็งเเกร่งขึ้นตั้งเเต่ตอนนั้น ตอนนี้จึงดีใจมากที่ตัวเองนั้นพัฒนาขึ้นในรอบหลายร้อยปี
เเต่ก็ไม่ใช่เพราะอิกซ์อยู่นิ่งๆปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์เอาเวลาฝึกตนที่ควรมีไปใช้เรื่อยเปื่อยหรอกนะ เเน่นอนว่าตำเเหน่งอันยิ่งใหญ่ก็ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งใช่ว่าในหมู่นกฟีนิกซ์จะไม่มีปัญหาที่ไม่สามารถเเก้ได้ด้วยตัวคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียวคำว่าอำนาจก็มีเอาไว้ตัดสินใจเื่เเบบนี้นั่นล่ะ
อนึ่ง ที่ส่วนท้ายไมเคิลนั้นรู้ก็เพราะอิกซ์พูดขัดไว้ก่อนที่ไมเคิลจะคิดว่าเขาเอาเเต่ี้เีไม่ยอมทำอะไรเเต่เพราะไมเคิลไม่ได้คิดเเบบนั้นตั้งเเต่เเรกอยู่เเล้วเลยเเอบคิดว่ามันเป็อาการร้อนตัวนิดหน่อย
"ดีใจเสร็จเเล้วก็อยู่นิ่งๆก่อนเเล้วกันนะหัวฉันมันเหมือนรังนกขนาดนั้นเลยหรือไง" ไมเคิลพูดพร้อมเก็บไม้กายสิทธิ์ของตัวเองลงกระเป๋าเเละหยิบกระเป๋าผ้าของตัวเองสะพายบ่าจากนั้นจับอิกซ์มาวางไว้บนบ่าอีกข้าง
ถึงคนอื่นจะไม่เห็นเเต่ก็เเอบคันยุบยิบบบนหัวจากการที่มันอยู่ไม่สุข เลยย้ายมาวางบนบ่าเเทนเพราะเเอบหนักหัวด้วยพอสมควร ไมเคิลเลือกที่จะไม่พูด เพราะหากพูดคงโดนเถียงกลับมาเเน่ๆ ว่าเเล้วตนก็เดินกลับเข้าไปในอาคารเรียนพลางมองนาฬิกาข้อมือของตนเอง นับตั้งเเต่ที่เขาเริ่มทำพิธีตั้งชื่อให้กับอิกซ์ก็ใช้เวลาไปประมาณสิบนาทีเท่านั้นเเต่เป็สิบนาทีที่ยาวนานมาก ขากลับไมเคิลเลยเดินเรื่อยเปื่อยไปพลาง คุยกับอิกซ์ไปพลาง
ด้วยเวทมนตร์พรางตาเเละพรางเสียงอันเเสนสะดวกของอิกซ์ที่พรางให้คนอื่นเห็นว่าไมเคิลกำลังเดินอยู่เฉยๆเเละพรางเสียงพูดคุยให้กลายเป็เสียงลม ทำให้ไมเคิลสามารถพูดเเละออกท่าทางคุยกับอิกซ์โดยที่ไม่ต้องคิดเเละส่งสานไปผ่านโทรจิตแบบที่เคย เพราะการส่งโทรจิตไปหากันนั้นเเอบจะอึดอัดและไม่สะดวกอยู่บ้าง เหมือนกับว่าจะพูดก็พูดออกไปไม่ได้คิดได้เเค่อย่างเดียวโชคดีจริงๆที่อิกซ์เป็ฟีนิกซ์ที่ใช้เวทมนตร์นอกจากเวทไฟทั่วไปได้
"เพราะเราเป็เ้าเเห่งฟีนิกซ์เพลิงผู้รอบรู้ในตำราคาถาน่ะสิ"อิกซ์บอกเเบบนั้น ไม่น่าชมมันเลยจริงๆ ไมเคิลคิด เเบบนั้นอย่างสุดหัวใจ
"เเล้วนอกจากนี้นายทำอะไรได้บ้างล่ะ"ไมเคิลเปิดประเด็นหลังจากเดินไปสักพักอันที่จริงไมเคิลอยากถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเเล้วก็เพิ่มข้อตกลงอีกนิดหน่อยด้วยเเต่คงต้องเอาไว้ทีหลัง
"เราน่ะเหรอมากกว่าที่เ้าคิดเยอะ เราเปลี่ยนสภาพสิ่งของได้ เเล้วเราก็ใช้พลังได้ทุกธาตุเลยเเถมยังเก่งกว่าเ้าพวกฟินิกซ์วารีหรือเ้าพวกสายพันธุ์อื่นซะอีก
เวทเฉพาะทางเราก็ใช้ได้ถึงเราจะไม่ได้ออกไปเเสวงหาความเเข็งเเกร่ง เเต่เราก็ศึกษาพวกตำรับตำรามาเยอะเหมือนกันนะขนาดอาร์ติเเฟคที่เ้าเราก็ใช้ได้ถึงจะไม่จำเป็เพราะเราเป็มอนสเตอร์ที่สามารถใช้ละอองเวทได้โดยตรงก็เถอะ"
ถึงไมเคิลจะอยากตบมุกเกี่ยวกับเื่หนังสือในหลายๆความหมายเเต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร
"อ้อ เเล้วก็เราสามารถเปลี่ยนรูปร่างของอุปกรณ์เวทได้ด้วยเราสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เวทให้เป็รูปร่างไม่เหมือนเดิมเเถมยังเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้อีกอย่างเช่นสร้อยทับทิม ตอนเราเปลี่ยนร่างยังไงล่ะ "
"จริงเหรอ!!”ไมเคิลพูดเเล้วตาวาว
“งั้นลดความหรูหรามันลงหน่อยได้ไหมล่ะมันชักจะอันตรายต่อพวกโจรกับสายตาเหล่าอาจารย์ไปนิดนึงนะ ฉันว่า"
ไมเคิลพูดตอบทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็กำลังคิดอยู่พอดี ว่าจะเก็บเ้าสร้อยนี่ยังไงให้ไม่ไปสะดุดตาอาจารย์เข้าเพราะหากนำมันไปขายร้านเครื่องประดับมูลค่าคงไม่ใช่น้อยๆเป็เเน่เเถมยังเสี่ยงจากสายตาเรดาร์สังเกตุของมีราคาจากพวกมิจฉาชีพอีก ถึงอิกซ์จะบอกว่ามันสามารถสร้างได้เป็ร้อยๆชิ้นเลยก็ตามเพราะใช้เเค่ละอองเวทของมัน
สร้อยนั้นเปรียบเสมือนตัวเเทนของอิกซ์เมื่อมันเปลี่ยนสภาพ มีร่างกายให้เห็น สร้อยนั้นจะหายไป เเละเมื่อสร้อยนั้นกลับมาอีกครั้งก็เเสดงว่ามันเเปลงกายกลับไปเป็เครื่องประดับ คล้ายกับการมีร่างที่หนึ่งร่างที่สองอะไรเเบบนั้น ต่างกันตรงที่ว่า ถึงอัญมณีจะเเตกสลายไปอิกซ์ก็จะออกมาจากอัญมณีที่สลายเเละสามารถสร้างสร้องทับทิมใหม่เพื่อเป็ของเเทนตัวขึ้นมาได้ใหม่หากทำความเข้าใจในภาษาของผู้คนสมัยใหม่ ก็คงจะเปรียบได้กับ ไอดีเเอคเคาท์ที่สามารถสร้างเท่าไหร่ก็ได้เเละจะไปล็อกอินกับอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่เหมือนๆกัน
“ก็ได้เเต่เราว่ามันก็สวยออก”
“เว่อร์ไปน่ะสิไม่ว่า”
“เชอะ ก็ได้ จะเปลี่ยนเป็เเหวนหรือสร้อยที่เรียบง่ายกว่านี้ล่ะ”อิกซ์ถามอย่างไม่เต็มใจนักบางทีรสนิยมของพวกเขาทั้งคู่อาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เป็ความจริง อิกซ์ชอบอะไรที่มันหรูหราให้สมกับฐานะผู้นำของฟีนิกซืเพลิงเเต่ไมเคิลชอบอะไรที่ออกเเนวคลาสสิก มินิมอล เเล้วก็เรียบง่าย
“ถ้าให้เลือกขอเป็สร้อยดีกว่าเเต่ขอเเบบเรียบง่าย”
ถึงทั้งเเหวนเเละสร้อยจะไม่ผิดกฎโรงเรียนทั้งคู่หากไม่ได้โดดเด่นเเละดูมีราคาเเพงจนเกินไปเเต่สร้อยน่าจะพกพาสะดวกกว่ามาก
"เรารู้เเล้วล่ะน่าถึงความหรูหรามันจะเป็รสนิยมเเละสิ่งที่เหมาะกับเรา เเต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่รู้จักความเรียบง่ายเสียหน่อย"
อิกซ์กล่าวก่อนจะบอกให้ไมเคิลเเบมือค้างไว้ พอไมเคิลเเบมือเรียบร้อยนกฟีนิกซ์ในคราบลูกเจี๊ยบตัวอ้วนกลมก็เปล่งเเสงวาบออกมาจากร่าง มันกลายเป็สร้อยคออันหรูหราเหมือนเคย
เเต่รูปร่างของสร้อยไม่ได้หยุดเเค่นั้น สร้อยคอสีทองประกายเเปรเปลี่ยนเป็สร้อยคอสีทองเเดงรูปสี่เหลียมผืนผ้า สีของทองเเดงนั้นค่อนข้างออกไปทางส้มเพลิงเเละเเดง
หากมองจ้องเข้าไปในเเผ่นทองเเดงซึ่งเป็จี้ก็จะเห็นรอยสักนูนขึ้นมาเป็รูปฟีนิกซ์ ที่หากไม่จ้องมองจริงๆคงไม่เห็น ถ้าให้เดา จี้นี้คงจะทำจากทองเเดงไม่ก็เหล็กที่นำมาย้อมสี เเต่ถึงอย่างไรมันเป็ฝีมือของอิกซ์อยู่ดีไม่จำเป็ต้องวิเคราะห์หาองค์ประกอปใดๆ
ทันใดนั้นเองเสียงโทรจิตก็ดังขึ้นมาในหัวของไมเคิลหลังจากที่เเสงสว่างวาบหายไป
“เป็ยังไงดีขึ้นไหมล่ะ ฝีมือเรา”
“ก็ดูเรียบดี ไม่สิดูดีเลยล่ะ นายก็ทำได้นี่เื่เเบบนี้”
“เราบอกเเล้วไงว่าเราคือฟีนิกซ์ผู้เปี่ยมล้มไปด้วยสติปัญญาน่ะเื่เเค่นี้ไม่ยากหรอก”
ว่าเเล้วเสียงจากโทรจิตก็เปลี่ยนเป็เสียงเเหลมเล็กอันคุ้นหูพร้อมกับร่างของอิกซ์ที่กลับไปเป็ลูกเจี๊ยบเหมือนเดิม
"ครับๆ คุณลูกเจี๊ยบผู้มากล้นด้วยสติปัญญา"
"ลูกเจี๊ยบอะไรเล่า!เราคือฟีนิกซ์ต่างหาก!" อิกซ์เถียงกลับทันทีมันดูโมโหมากที่โดนหยามเเบบนั้น เเต่ก็นั่นล่ะด้วยร่างนั้นทำให้ไม่มีความน่าเกรงขามเหลืออยู่เลย
"คล้ายกันนั่นล่ะหรือจะเถียง รูปร่างตอนนี้นายไม่เหมือนลูกเจี๊ยบตรงไหนให้เอาปากกามาวง" ไมเคิลพูดดักอิกซ์อย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจเท้าน้อยๆของมันที่พยายามทำร้ายตนด้วยการเขี่ยๆตรงบ่าของไมเคิลอย่างหงุดหงิด
ทั้งคู่พูดคุยกันต่อเเละเถียงกันพลางคุยอย่างสนุกสนานจนในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงห้องเรียน
ไมเคิลขอให้อิกซ์ปลดคาถาพรางตาเเละเสียงออกก่อนจะขอให้มันเเปลงร่างกลับไปเป็สร้อยคอเหมือนเดิม อิกซ์ทำตามที่ไมเคิลบอกมันกลายไปเป็สร้อยอยู่ในฝ่ามือของไมเคิล เขาหยิบมันขึ้นมาวสวมคอเอาไว้เเล้วจึงเข้าไปนั่งเตรียมตัวเรียนในคาบเเรก ให้ตายสิ เช้าวันนี้เกิดเื่ขึ้นเยอะจริงๆ ไมเคิลคิดอย่างนั้นก่อนจะกลับไปนั่งที่
ไม่นานนักเสียงกริ่งก็ดังขึ้นจากลำโพงที่อยู่ในห้องเรียนเสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับร่างของคุณครูที่เดินมาพร้อมกับเอกสารเเละโน้ตบุ๊คเมื่อทุกคนรับรู้ถึงการมาถึงของคุณครู ก็มีนักเรียนประมาณสามสี่คนเข้าไปหาครูเขาเพื่อช่วยเชื่อมต่อโน้ตบุ๊คกับจอโปรเจคเตอร์
เมื่อไมเคิลเห็นดังนั้นเขาจึงหยิบไอเเพดขึ้นมาเเล้วเปิดเนื้อหาที่ครูน่าจะสอนในคาบขึ้นมารอ โดยไม่สนใจอิกซ์ที่พึ่งกลับไปเป็สร้อยได้ไม่ถึงสามนาทีก็แปลงร่างกลับมาเป็นกและบินมาดูหน้าจอไอเเพดด้วยความตื่นเต้น
ไมเคิลเคลื่อนใบหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างช้าๆมองต้นไม้ที่ปลิวสไวเหมือนทุกๆวันเป็การฆ่าเวลา
ผ่านไปห้านาทีคุณครูก็เริ่มสอนไมเคิลเริ่มเรียนเปิดสมุดเเละเครื่องเขียนออกมาจดควบคู่กันด้วยความขะมักเขม้น ปล่อยทุกเื่ทิ้งเอาไว้ก่อน(โดยเฉพาะเื่เวทมนตร์)เเละตั้งใจเรียนวิชาที่คุณครูกำลังสอนอยู่ตรงหน้าให้เสร็จจะได้คุยกับอิกซ์เกี่ยวกับเื่เวทมนตร์ต่างๆต่อ
จำได้ลางๆเหมือนอิกซ์เคยบอกเขาอยู่ว่าในตอนที่มันอยู่ในโลกคู่ขนานมันได้เรียนรู้คาถาเเละไม้กายสิทธิ์ที่เขามีอยู่ด้วยดังนั้นไม่เเน่เขาอาจจะได้เรียนรู้เื่ที่มีนอกเหนือจากที่บันทึกนี้มีก็ได้ถึงจะไม่ได้พูดออกไป เเต่โชคดีจริงๆที่อิกซ์ออกมาจากวงเวทนั้น เขาใช้นิ้วลูบหัวของอิกซ์ที่กำลังมองจ้องไอเเพดอยู่อย่างนั้นเเล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าที่พูดว่าตั้งใจเรียนให้เสร็จก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามไปไกลเเล้ว...