ตอนที่29 อาการวัยเด็ก
ความมืดมิดที่เคยมืดสนิทเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาจาง ๆพร้อมกับเสียงพึมพำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดังสะท้อนอยู่ในหัวความรู้สึกแรกที่ััได้คือความเย็นเฉียบของผ้าปูเตียงที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะและกลิ่นสะอาดสะอ้านแต่อบอวลไปด้วยไอระเหยของสมุนไพรขมปร่ากลิ่นอันเป็เอกลักษณ์ของห้องพยาบาลประจำโรงเรียนอบิเกลพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งแสงสว่างจากหน้าต่างบานสูงที่ส่องกระทบกำแพงหินโค้งทำให้เธอต้องหรี่ตาลงครู่หนึ่งภาพเพดานสูงตระหง่านและม่านสีขาวที่กั้นระหว่างเตียงค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นพร้อมกับเสียง ‘แกร๊ง’ ของขวดแก้วกระทบกันที่ดังมาจากโต๊ะข้างเตียง
“ฟื้นแล้วเหรอ... ดื่มนี่ซะมันจะได้ดีขึ้น รสชาติมันแย่หน่อยนะแต่จะช่วยให้เืลมเดินดีขึ้น”
อบิเกลหลับตาจนเกิดรอยย่นรอบตาก่อนจะลืมตาขึ้นมาพยุงตัวเองขึ้นแต่มีมือหนึ่งประคองข้างหลังของเธอดวงตาเปิดมองถ้วยยาตรงหน้ากลิ่นควันสีขาวลอยเข้ามาจนฉุนขึ้นจมูกเธอหันหน้าหนีถ้วยยานั้นทันที
“อะไรนะ...ยาเหรอ?”
“ใช่...มาดามป๊อปปี้เป็คนทำยานี้เลยนะ” สกอร์เปียสเอ่ยพูดขึ้น
“สกอร์เปียส?”
“ฉันอยู่ข้างหลังเธอนี่ล่ะ~”
“เพื่อนหลานอยู่ั้แ่หลานสลบจนมาถึงห้องพยาบาลเลยนะ”สก็อตเอ่ยพูด เขาเงยหน้ามองเ้าเด็กชายที่อยู่ข้าง ๆ หลานสาวเขา
อบิเกลพยายามจ้องมองถ้วยยาที่เริ่มชัดขึ้นก่อนจะยกถ้วยยาดื่มััแรกที่เข้ามาภายในปากของเธอเป็รสชาติที่เธอไม่ชอบสุด ๆเพราะมันขมปร่าจนไม่สามารถอธิบายได้เลยว่ามันรสชาติขมจริง ๆ เหรอ
“ยี้!!!”
“อาเข้าใจ...ว่ามันไม่ได้เื่...”
“หือ?”
อบิเกลตั้งสติได้นั้นเสียงแรกที่คุยกับเธอนั้นนอกจากสกอร์เปียสภาพตรงหน้าของเธอเริ่มชัดเรื่อย ๆเธอยืนนั่งตัวตรงบนเตียงก่อนจะเห็นข้างเตียงที่มีคนนั่งอยู่ขอบเตียงคืออาสก็อตของเธอ
“อา...”
“เป็ไงมั้ง...มีอาการอะไรแปลก ๆ ไหม?”
“อาการแปลก ๆ” อบิเกลเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เธอจำเื่ก่อนหน้าได้ไหม?” สกอร์เปียสนั่งลงข้างๆ อีกฝ่าย
“ก่อนหน้า...” อบิเกลลองนึกดูเธอจำได้เพียงว่ากำลังมองภาพครอบครัวของเจนน่าภาพก็ตัดไปทันที“จำไม่ได้เลย...เกิดอะไรขึ้น?”
“ตอนนั้นเธอสลบลงไป นกฟีนิกซ์เอาแต่ร้องนะ”
“หลานสลบไป เ้าหนูผมบลอนด์ขาวนี้ก็วิ่งไปดูอาการของหลานก่อนเลยนะ”
อบิเกลหันหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ห่วงเธอ “ขอบใจนะ”
“เื่เล็กน้อยนะ ขอเธอไม่เป็อะไรก็พอ” สกอร์เปียสมองอีกฝ่ายที่ขอบคุณเขาเขาก็ดีใจมาก ๆ
สกอร์เปียสมองหลานสาวกับเด็กชายเขารู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ควรชอบกลแต่เขาก็หันมาสนใจหลานสาวทันที “หลานจำตอนสลบไม่ได้จริง ๆเหรอ?”
“ไม่ได้ค่ะ...” อบิเกลส่ายหน้าเบา ๆ
สีหน้าของสก็อตนิ่งไปแต่ข้างในของเขารู้สึกตึงเครียดไปหมดอาการของอบิเกลกลับมาอีกครั้งในรอบหลายปีเขาจำได้ดีว่าหลานเคยมีอาการแบบนี้่แรก ๆตอนอายุสามขวบมันเหมือนกับความทรงจำของหลานสาว้าจะรื้อฟื้นขึ้นมามันทำให้อบิเกลทรมานจนสลบไปหลายครั้ง เขาต้องหาคนช่วยรักษาแล้วปิดการทำงานของความทรงจำของหลานทุกอย่างเพื่อปกป้องหลานของเขาจากสิ่งที่ทำให้หลานเป็แบบนี้
อบิเกลมองอาสก็อตที่นิ่งไปไม่พูดอะไรเลยจนเธอต้องเอ่ยหาอาสก็อต“อาสก็อต...”
ตึง!!!
“อบิเกล!!!!”
เสียงของเอวาดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดทั้งสองบานกระแทกกับกำแพงจนพวกที่อยู่ด้านหลังมองอย่างเหนื่อยใจกับความบ้าพลังของเอวามาดามป๊อปปี้วัยแปดสิบกว่า ๆ เดินออกมาเห็นเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งเข้ามาก็เสียงดังกันทำให้เธอต้องเดินมาอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วส่งเสียงให้เด็ก ๆเงียบเสียงเพื่อไม่ให้รบกวนบางคนที่พักผ่อนอยู่ภายในห้องพยาบาลแห่งนี้
“ชู่วววว!! นี่ห้องพยาบาล เสียงเบา ๆ กันหน่อย เด็ก ๆ”
เอวาถึงกับปิดปากเงียบทันทีก่อนจะหันมาชู่วให้ทุกคนเงียบเหมือนกัน“เงียบ ๆ พวกเรา โดนดุเลย”
“เธอส่งเสียงอยู่คนเดียว เอวา!!!” ทั้งสี่คนต่างพูดพร้อมกันใส่เอวา
ทำเอาอบิเกลที่มองอยู่ก็หลุดขำออกมาเบา ๆที่พวกนั้นช่างร่าเริงยิ่งกว่าใครที่เธอเคยเจอ สก็อตมองเด็ก ๆที่มาหาอบิเกลนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจที่หลานยังมีเพื่อนที่สนิทด้วยพวกนั้นต่างเงียบกันแล้วเดินตรงมาหาอบิเกลกันอย่างรวดเร็ว
“เป็ไงมั้ง!!”
“ดีขึ้นยัง?”
“ดีขึ้นแล้วล่ะ...”
“แน่ใจนะ”
“ตอนเธอสลบไปทำเอาใกันหมดเลยนะว่าเกิดอะไรขึ้นนะ”
“อืม ๆ”
“ไม่ต้องห่วง รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยล่ะนะ” อบิเกลยกแขนทั้งสองข้างเหมือนคนที่แข็งแรงแล้วจริงๆ
“แน่นะ ถ้าเป็อีกพวกเราจะพาเธอตรงดิ่งมาห้องพยาบาลแน่ ๆ”
“ไม่มีทางหรอกน่า...” อบิเกลปฏิเสธร่างกายเธอไม่น่าจะเป็อะไรมากคงไม่มีครั้งที่สองหรือสามแน่ ๆ
ระหว่างที่พูดคุยกับเพื่อน ๆอบิเกลหันไปหาอาสก็อตที่กำลังยืนมองพวกเขาคุยกันแต่ว่าสีหน้าของเขานั้นดูยังเหมือนกำลังมีเื่ในใจจนสีหน้าเขานั้นไร้อารมณ์มาก ๆกว่าปกติ เธออยากถามเขาว่าเป็อะไรไหมทำไมทำหน้าแบบนั้นสก็อตรู้สึกถึงสายตาของหลานสาวเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาสีดำจดจ้องมองเธอก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็ยกยิ้มให้หลานสาวตัวน้อยก่อนจะเข้าไปลูบหัวหลานเบาๆ
“งั้นเพื่อนของหลา- อ๊ะ ลูกมาแล้ว”
“พูดปกติก็ได้ค่ะ...หนูบอกเพื่อนอยู่ว่าอาสก็อตกับหนูเป็อะไรกัน”
“แอ็บบี้บอกพวกเขาเหรอ?”
“ก็เพื่อน ๆ หนูนี่น่า หนูไว้ใจพวกเขา”
พวกเอวาได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มอย่างดีใจที่พวกเขานั้นเป็กลุ่มคนที่เพื่อนสาวไว้ใจที่สุดสก็อตไม่คาดคิดว่าหลานสาวจะไว้ใจเด็ก ๆ พวกนี้เขาได้แต่ยกยิ้มก่อนจะลูบผมหลานสาวเบา ๆ
“งั้นอาขอตัวกลับไปทำงานต่อนะ”
“จะกลับแล้วเหรอคะ?” อบิเกลทำหน้าหงอย ๆเธอไม่อยากให้อาสก็อตไปไหน
“ใช่...เดียวอากลับไปทำงานต่อ แล้วก็...” สก็อตหันไปทางปลายเตียง
อบิเกลมองตามก่อนจะมองเ้านกเพลิงสีแดงชาดเกาะอยู่บนแท่งเหล็กสำหรับยึดเกราะพักพิงมันกางปีกออกก่อนจะหัวเราะชอบใจโดยมีเพียงแค่อบิเกลได้ยิน
“เ้านายฉันอยู่ด้วยคนนะ”
“เดียวนะคะทำไม...” อบิเกลมองเ้านกฟีนิกซ์ตรงหน้าก่อนจะหันไปหาอาสก็อตของเธอ
“ตอนแรกเราว่าจะพามันกลับไปด้วยนะ แต่มันไม่ยอมเอาแต่อยู่กับหลานอาเลยคิดว่าหลานคงได้สัตว์ภายใต้การดูแลเพิ่มมาแล้วล่ะนะ”
“ห๊า!!!” อบิเกลอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาว่าเธอจะได้สัตว์วิเศษตัวใหม่เพิ่มมาอีกแล้ว
“อยู่ที่นี่ตั้งใจเรียนล่ะ อาจะหาเวลาส่งจดหมายมาหา”
“ก็ได้ค่ะ...”
อาสก็อตมองหลานสาวที่ไม่อยากที่จะให้อาทิ้งเธอไปไหนเขาย่อตัวลงมาจุ๊บที่หน้าผากของหลานสาวเบา ๆ เขาเอาหน้าพิงกับผมอ่อนนุ่มของหลานสาวอบิเกลกอดอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ ทุกคนมองสองอาหลานกำลังกอดกันอย่างบอกลาสก็อตรู้สึกว่าหลานสาวยังคงเป็เด็กขี้แยที่้าใครสักคนก่อนที่เขานั้นจะเดินออกจากห้องนั้นไปอบิเกลจ้องมองแผ่นหลังกว้างของอาสก็อตผ่านประตูบานใหญ่ออกมาก่อนจะปิดตัวลงทุกคนมองอบิเกลที่สายตาทอดมองออกไปโดยไม่มองอะไรเลยจนสกอร์เปียสต้องทักอีกฝ่าย
“อย่าคิดมากเลยนะ เดียว่คริสต์มาสก็ได้เจอกันแล้วนะ”
อบิเกลมองสกอร์เปียสที่เอ่ยพูดแบบนั้นเธอหายใจเข้าลึก ๆก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่ายที่ปลอบใจเธอ
“อืม!! เดียวก็ได้เจอไม่นานหรอก...”
สก็อตกำลังเดินไปตามทางเดินผ่านไปฮอกวอตส์เด็กนักเรียนที่กำลังจะกลับบ้านพักต่างมองเขาเป็ตาเดียวกันพวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอหัวหน้าหน่วยของสัตว์วิเศษที่นี่เขากำลังเดินไปตามทางอยู่นั้นเองสายตาของเขาก็เห็นหญิงชราที่ยืนอยู่ปลายทางของเขาเธอยังคงใส่ชุดโทนสีเขียวเข้มเหมือนปีแรก ๆ ที่เขาเคยเจอเธอหันมามองเขาจนเขานั้นเดินลงมาอยู่ตรงหน้าเธอพร้อมกับโค้งคำนับให้เธออย่างให้เกียรติให้ฐานะผู้ใหญ่ที่เขานับถือมาเนิ่นนาน
“ศาสตราจารย์ใหญ่มักกอนนากัล”
“พอว่างคุยกับฉันไหม? สก็อต”
สก็อตมองอีกฝ่ายที่เอ่ยพูดกับเขาก่อนที่ทั้งสองจะเดินทางไปยังห้องของศาสตราจารย์ใหญ่เขาเดินเข้ามายังภายในห้องที่ไม่เคยเห็นเพราะไม่เคยได้เข้ามาในห้องนี้จนเขานั้นเห็นศาสตราจารย์คนเก่าที่เสียไปแล้ว
“ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์...”
“เธอเคยเจอเขาสินะ...”
สก็อตหันไปมองศาสตราจารย์มักกอนนากัล “เจอเขาทันตอนผมอยู่ปี1 แล้วก็ตอนปี 2...”
ทุกอย่างเงียบลงเหมือนสก็อตเงียบเขานึกถึง่เวลานั้นมันช่างวุ่นวายมาก ๆ ก่อนที่เขาจะขึ้นปี 3 าก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“ฉันเข้าใจ สก็อต...ตอนนั้นการสูญเสียคนสำคัญของโรงเรียนทุกอย่างก็วุ่นวายตอนนั้นพวกเราต้องลุกขึ้นสู้หลายครั้ง”
“านั้นทำให้สูญเสียไปหลายคน...ผมคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียพ่อแม่เช่นเดียวกัน...”
“ช่างเื่นั้นเถอะเื่ผ่านมานาน แต่ว่าไม่เจอกันนานครั้งก่อนตอนหลานเธอเจอเข้ากับเคสแรกของโรงเรียน เธอไม่มาหาฉันเลยนะ?”
“ขออภัยที่ผมไม่ได้ไปหาตอนนั้นผมต้องรีบจัดการเื่ในวันนั้นให้จบเลยไม่ได้มาหา”
“น่าเสียดายตอนนั้นฉันอยากคุยกับเธอ สมัยเด็กเธอเป็เด็กที่ร่าเริงรักเหล่าสัตว์วิเศษยิ่งกว่าอะไรเหมือนนิวส์ไม่มีผิด”
“ได้ยินแบบนี้ผมก็เขินนะครับ...” เขารู้สึกดีใจที่โดนเปรียบคล้ายนิวส์สคามันเดอร์
”หึ ๆ แล้วครั้งนี้พานกฟีนิกซ์มางั้นเหรอ? ใช้ตัวเดียวกับของศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์หรือเปล่า”
“อันนี่ไม่แน่ใจ ผมไม่ได้ถามหลานสาวให้ถามเ้านกนั้น”
“ถามเหรอ?” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลขยับใบหน้าเล็กน้อยเหมือนสงสัยคำพูดของเขา
“หลานสาวผม...มีความสามารถที่ไม่ทราบว่าได้มาจากใครเธอสามารถสื่อสารกับพวกสัตว์ได้”
“ว้าว...มันช่าง...”
“ประหลาดสำหรับพวกเราที่ยังไม่มีความสามารถในการสื่อสารกับพวกสัตว์ได้เลยถึงเรามีคาถาก็ตามนี้ แต่หลานสาวผมไม่ต้องมีตัวช่วยอะไรแต่กับทำมันได้โดยสัญชาตญาณของเธอ”
“เื่มหัศจรรย์ของครอบครัวนี้จริง ๆ”
“ครับ”
“แล้วครั้งนี้หลานเธอเป็อะไรถึงสลบในคาบของแฮกริด?”
สก็อตรู้สึกจุกในคอว่าควรจะทำยังไงดีก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่เอ่ยถาม“อาการในวัยเด็กของอบิเกลกำเริบขึ้นครับ...”
“อาการวัยเด็ก...?”
“หลังเหตุการณ์นั้นที่อาจารย์รู้ว่าคืออะไร...เด็กคนนั้นจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็ใคร...”
“ถึงว่า...ฉันนึกว่าเธอเลี้ยงเด็กคนนั้นให้ลืมบ้านวีสลีย์ซะอีก...”
“เปล่าครับ...แค่...เด็กคนนั้นเสียความทรงจำทุกอย่างั้แ่เกิดไปหมดแล้วอาการวัยเด็กมันกำเริบตอนเธอมาอยู่กับผม่อายุสี่ขวบหลังเธอฟื้นมันเหมือนความทรงจำอยากรื้อฟื้น แต่ร่างกายกลับไม่ยอม”
“การต่อต้านสินะ”
“ครับ...เหมือนว่าตัวของอบิเกลกำลังปฏิเสธความทรงจำที่อยากตื่นขึ้นผมว่าคงเพราะความเ็ปตอนนั้นมันทรมานกว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะรับไว้...ผมเลย...”
“เธอทำอะไร? สก็อต”
“ผมหาคนที่จะรักษาแล้วปิดผนึกความทรงจำของอบิเกล...ผมคิดว่ามันช่วยได้ระยะยาวแต่ตอนนี้...การรักษาคงจะหมดฤทธิ์ของมันแล้ว...”
“แล้วเธอจะทำไงจะให้เด็กคนนั้นกลับไปรักษาอีกเหรอ?”
“ลึก ๆ ของผมอยากพาแกไปรักษานะครับ ศาสตราจารย์ แต่ว่า...” สก็อตเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้ามุ่งมั่น“ผมจะปล่อย...ให้เธอเจอกับสิ่งที่ตัวเองควรได้รับมัน...สักวันเธอจะจำได้ว่าตัวเองเป็ใครแล้วเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว...”
“มันดีแล้วใช่ไหม? ที่เธอจะให้หลานสาวรับรู้ถึงการตายของครอบครัวเด็กคนนั้น...ว่าพ่อแม่และพี่น้องของเธอเจอกับอะไร”
“ถึงไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่สักวันก็ต้องเกิด...ถึงไม่อยากให้แก้เ็ปที่ต้องมารับรู้ถึงการตายของครอบครัวแต่ผมอยากให้เธอรับรู้และเข้มแข็งต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอแต่ภัยอันตรายอะไรเข้ามาเล่นงานเด็กคนนั้นในฐานะอาผมจะจัดการพวกมันถึงจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามที”
ศาสตราจารย์มักกอนนากัลตบมือกับคำพูดอีกฝ่ายที่ลึกซึ้งจนกินใจมากๆ “แฮร์รี่ต้องภูมิใจในตัวเธอ สก็อตที่เขามีน้องชายที่เขาเลี้ยงดูมาเติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่น่าพึ่งพาได้แบบนี้”
“ผมก็อยากได้รับคำชมจากพี่เขาเหมือนกัน...แต่ทว่า...”
“ฉันเข้าใจเธอว่าไม่มีวันได้ยินเสียงของเด็กคนนั้นอีก...”
“ขอบคุณที่เข้าใจครับ ศาสตราจารย์”
“เธอรู้ไหมว่าหลานตัวเองมีศัตรูเยอะแค่ไหนในโรงเรียนแห่งนี้”
“คนแรกที่เป็ศัตรูก็คงไม่พ้นบ้านวีสลีย์อันดับแรก”
“ถูก...แต่ก็มีเด็กบ้านเดียวกันที่กำลังจะเป็ศัตรูกับหลานของเธอ”
“เด็กบ้านเขียวนั้นนะเหรอ?”
“ใช่...แต่ว่าศัตรูของหลานเธอกำลังจะโดนไล่ออกในไม่ช้ากับสิ่งที่เขากระทำแล้วฉันเชื่อได้ว่าหลังจากเหตุนี้ หลานของเธอก็จะมีศัตรูเป็อาจารย์เพราะว่าเด็กที่กำลังจะโดยไล่ออกดันเป็ญาติกับอาจารย์คนนั้น”
หลายวันต่อมา
สถานการณ์ภายในห้องเรียนตอนนี้ช่างเป็อะไรที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าอะไรั้แ่ต้นคาบ ในชั่วโมงนี้คือคาบป้องกันตัวจากศาสตร์มืดทุกทีจะมีภาควิชาจะมีแต่ปฏิบัติแต่วันนี้กับมีภาคทฤษฎีโผล่มาทำเอาอบิเกลรู้สึกตงิดใจแปลก ๆจนกระทั่งในชั่วโมงเรียนอาจารย์บริตนีย์เอาแต่หันมาถามคำถามกับเธอตลอดโดยไม่มีใครโดยถามเลยทำเอาคิดแล้วว่าอีกฝ่ายคงจะโกรธเธอที่ทำให้หลานชายของตนเองต้องโดนพักการเรียนไปหนึ่งเทอมตอนแรกเธอก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ญาติผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายจนพวกรุ่นพี่บอกนั้นล่ะจนกระทั่งจบวิชานั้นอาจารย์ก็เรียกอบิเกลไปหาจนเธอสงสัยว่าอะไร พวกเพื่อน ๆต่างรออยู่แถว ๆ ประตู
ตึง!!
อบิเกลเดินมาถึงเสียงตึงนั้นทำเอาเธอหันไปมองกองหนังสือมากมายที่วางตั้งหลายสิบเล่มจนเธอหันกลับไปมองอาจารย์บริตนีย์ด้วยสายตาสงสัยแต่สีหน้าอีกฝ่ายก็มองออกเลยว่าเธอมีแผนอะไร เธอคงอยากสั่งการบ้านเธอให้หัวหมุนแน่ๆ ก่อนที่เธอจะทำเป็ไม่รู้แล้วเอ่ยถาม
“นี่อะไรคะ?”
“โง่หรือไง? หนังสือไง!!”
“รู้ว่าหนังสือ แต่ให้ทำอะไร?”
“หนังสือพวกนี้เป็การบ้านทุกอย่างที่พวกรุ่นพี่เธอเคยทำส่งฉันฉันจะให้เธอทำส่งฉันทั้งหมดสิบเล่มนี้ โดยทุกหน้าต้องเอาไปแก้คำตอบให้หมด!!”
“ว่าไงนะ!?”
“ห้ามตอบเหมือนที่รุ่นพี่เธอตอบด้วย!!”
“การบ้านมีแค่ที่คุณสั่งแค่ 1 งานแต่นี่อะไรดันมีการบ้านเพิ่มแล้วแค่หนูคนเดียวเนี่ยนะ? ไม่มีทางทำแน่ๆ”
“แกคิดว่าแกจะผ่านวิชาฉันงั้นเหรอ? แกไม่ทำฉันจะหักคะแนนบ้านสลิธีรินไปเลย300 คะแนน”
อบิเกลกอดอกมองอีกฝ่ายก่อนจะหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายมองอย่างสงสัยว่าทำไมเ้าเด็กตรงหน้าถึงหัวเราะเธอ
“แกหัวเราะทำไม!?”
“หัวเราะกับความโง่ของคุณที่ไม่อยากให้บ้านตัวเองได้ดีไงคะ? คุณคงไม่ลืมนะว่าตัวเองเป็อาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินนะ”
อาจารย์บริตนีย์ได้ยินก็ลืมไปว่าตัวเองเป็อาจารย์ประจำบ้านของเด็กตรงหน้าอบิเกลหัวเราะในลำคอก่อนจะยกคิ้วให้แล้วหมุนตัวเดินออกจากตรงนั้นอย่างไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะด่าอะไรตามหลังถึงอีกฝ่ายจะด่าไปแล้วก็ตามที่อบิเกลเดินตรงมาที่ประตูก็เห็นสกอร์เปียสมองอาจารย์ที่ด่าอบิเกลก่อนที่จะตามอบิเกลที่เดินออกไปทั้งสองคนเดินมาตามทางเดินสกอร์เปียสก็เอ่ยถามอีกฝ่าย
“เธอทำแบบนั้น อาจารย์จะไม่เล่นงานเหรอ?”
“นายคิดว่าไงล่ะ?”
“เอ่อ...”
“ไม่ต้องห่วง ไม่เหลือที่ยัยอาจารย์นั้นจะเล่นงานฉันอีกเยอะ!!”
จบตอนที่ 29 โปรดติดตามตอนที่30 ต่อไป