เสียงเปลวเพลิงะเิกระจายไปทั่วสนามประลอง ควันจางลอยอ้อยอิ่งกลางอากาศ เวทีในตอนนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้ รอยแตกร้าว และร่องรอยแห่งการปะทะอันรุนแรง
หมาป่าเพลิง หอบหายใจถี่ ผิวขนสีเพลิงดำหม่นเกรียมไปหลายจุด ขาแผ่ลงกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า
ในขณะที่ กิ้งก่าโล่เหล็ก ของเวินเฉียง ล้มลงนิ่งไม่ขยับ เกราะที่เคยแข็งแกร่งมีรอยแตกร้าวเต็มไปหมด
หลี่เวินเฉียงกัดฟันแน่น แม้เสียเปรียบใน่ต้น แต่เขาใช้ไหวพริบและจังหวะสวนกลับอย่างแม่นยำ จนสามารถล่อหมาป่าเพลิงเข้าสู่กับดักที่วางไว้ก่อนหน้านี้!
“เหยี่ยวคลื่นลม! โฉบตัดเส้นเอ็น!”
เสียงคำสั่งของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
เหยี่ยวที่ยังมีแรงกระพือปีก บินเป็วงโค้งก่อนพุ่งลงต่ำ กรงเล็บส่องแสงเจิดจ้า!
ฉัวะ!
กรงเล็บตัดผ่านขาหลังของหมาป่าเพลิง ส่งเสียงร้องคำรามด้วยความเ็ป ร่างพุ่งกลิ้งกระแทกพื้นอย่างแรง หมดสภาพในการต่อสู้
เวทีทั้งสนามเงียบกริบในเสี้ยววินาที ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาของผู้ชม!
“เขาพลิกกลับมาได้จริงๆ!”
“เหลือแค่เหยี่ยวคลื่นลม แต่นั่นก็มากพอ!”
หลี่ซูเหยายืนนิ่ง แม้หมาป่าจะหมดสภาพ นางกลับไม่ได้แสดงความใแม้แต่น้อย เพียงแค่กระซิบเบา ๆ กับตนเอง
“…ถึงเวลาแล้วกระมัง”
หลี่เวินเฉียงมองคู่ต่อสู้ตรงหน้า แม้คว้าความได้เปรียบ แต่ภายในกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก
“หรือว่านาง…ยังไม่ได้ใช้ทุกอย่าง”
ในขณะที่เหยี่ยวคลื่นลมของหลี่เวินเฉียงยังคงร่อนบินอยู่เหนือเวที สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมัน—สัตว์อสูรเพียงตัวเดียวที่ยังคงมีแรงต่อสู้ และน่าจะนำพาเ้าของของมันเข้าสู่ชัยชนะในรอบนี้
เวินเฉียงแสยะยิ้ม ราวกับเห็นแสงแห่งชัยชนะอยู่รำไร
“ซูเหยา เ้าคงคิดผิด ที่ลงสนามด้วยสัตว์อสูรเพียงตัวเดียว…”
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นเงามืดบางอย่างก็พุ่งออกมาจากด้านหลังเสาเวที! เงานั้นเร็วเกินสายตาจะจับได้ และแม้แต่เหยี่ยวคลื่นลมเองก็ััไม่ทัน!
ฉัวะ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเสียงขนนกถูกตัดขาด เงาร่างหนึ่งโผล่ออกมาชัดเจนในพริบตา มันคือ ตุ๊กแกล่องหน ของหลี่ซูเหยา—สัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาตลอดเวลาการต่อสู้!
มันะโขึ้นหลังเหยี่ยวคลื่นลม ปากอ้ากว้างเผยเขี้ยวสีดำวาว วูบเดียวก็กัดเข้าที่โคนปีกอย่างแม่นยำ
แกรก!
เหยี่ยวส่งเสียงร้องเ็ป ร่างเสียการทรงตัว
แม้ปีกจะถูกกัดจนแหว่ง เหยี่ยวคลื่นลมกลับยังไม่ยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ มันส่งเสียงร้องแหลมดังลั่น ก่อนจะสะบัดร่างด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พลิกตัวกลางอากาศอย่างเฉียบพลัน
ฟึ่บ!
ปีกอีกข้างฟาดเข้าใส่ตุ๊กแกล่องหนที่เกาะอยู่ด้านหลัง แรงปะทะทำให้ร่างเล็กหลุดออกจากหลังมัน กระเด็นไปกลิ้งอยู่บนพื้นเวที
เหยี่ยวคลื่นลมฉวยโอกาสกระพือปีกโผขึ้นฟ้าอีกครั้ง แม้จะเสียการทรงตัว แต่ก็ยังคงใช้ทักษะการบินอันยอดเยี่ยมบินวนกลับมา หอบหายใจถี่ด้วยความเ็ป ดวงตาคมของมันจ้องไปยังเงาของตุ๊กแกที่กลับเข้าไปซ่อนอีกครั้ง
“ยังไม่จบ…” เวินเฉียงกัดฟันแน่น สั่งการทันที
“ใช้พายุเฉือนเงา โจมตีทุกทิศ!”
เหยี่ยวคลื่นลมแผ่ปีกออกเต็มที่ กลุ่มลมหมุนวนเกิดขึ้นรอบร่างกาย ก่อนจะปะทุเป็ลำคลื่นสายลมแหลมคมพุ่งใส่ทุกจุดที่อาจเป็ที่ซ่อนของศัตรู
ฟู่! ฟับ! ปัง!
เศษเวทีแตกกระจาย เงาหลายจุดถูกกรีดขาด แต่ท่ามกลางฝุ่นควันนั้น เงาหนึ่งยังหลบอยู่… และรอจังหวะสุดท้ายอีกครั้ง
แม้เหยี่ยวคลื่นลมจะโผบินขึ้นอีกครั้ง กวัดแกว่งปีกปลดปล่อยพายุสายลมออกเป็ระลอก หวังเปิดโปงเงาที่ซ่อนอยู่บนเวที แต่ความเร็วและแรงของมันกลับไม่เหมือนเดิม รอยแผลลึกที่ปีกซ้ายฉุดรั้งการเคลื่อนไหวให้ช้าลงทุกขณะ
“อีกนิดเดียว…” หลี่เวินเฉียงกัดฟัน พยายามสั่งการสุดแรงใจ
“โจมตีตรงนั้น!” เขาชี้ไปยังเงามัวจุดหนึ่ง
เหยี่ยวรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ทะยานเข้าใส่เงานั้นด้วยกรงเล็บที่เปล่งแสงลมหมุน แต่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะััเป้าหมาย—เงาดังกล่าวกลับกลายเป็ภาพลวง!
“นั่นมันกับดัก!”
ทันใดนั้นเอง เงาอีกฝั่งหนึ่งของเวทีก็สั่นไหว ร่างโปร่งใสของตุ๊กแกล่องหนปรากฏขึ้นตรงจุดบอดด้านหลังของเหยี่ยวโดยไม่ให้สัญญาณเตือนใด ๆ
แฉ่ก!
กรงเล็บคมแทงเข้าใต้อกเหยี่ยวลึกจนเืกระเซ็น พลังล่องหนคลายตัว เผยร่างจริงของมันที่เกาะอยู่แน่น
เหยี่ยวคลื่นลมส่งเสียงร้องระงม ปีกตกลงอย่างหมดแรง พุ่งร่วงสู่พื้นด้วยเสียงหนักแน่น…
ตุบ!
เสียงเงียบลงทั่วลานประลอง เหยี่ยวคลื่นลมนอนแน่นิ่ง แม้ดวงตาจะยังเปิดอยู่ แต่มันหมดแรงสู้ต่อแล้ว
เสียงผู้ตัดสินดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ผู้ชนะ หลี่ซูเหยา!”
เสียงผู้ชมรอบสนามถึงกับอ้าปากค้าง บางคนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
“สัตว์อสูรตัวที่สองของนางอยู่มาตลอด!?”
“ไม่น่าเชื่อ! นางปิดบังมันไว้ได้แเีขนาดนี้!”
“นางไม่ได้ตั้งใจจะชนะด้วยหมาป่าเพลิงเพียงตัวเดียวแต่แรก…”
เวินเฉียงหน้าถอดสี ในขณะที่ซูเหยายืนสงบนิ่งเช่นเดิม
ดวงตานางวาววับด้วยแววเย็นเฉียบ
“เ้าประเมินข้า…ต่ำเกินไป เวินเฉียง”
ชื่อ:ตุ๊กแกล่องหน
“คู่ที่สอง หลี่เหยียน รวมจิตขั้น 4 ปะทะ หลี่เฉินเฟิง รวมจิตขั้น 8 “เสียงผู้าุโประกาศดังก้อง
เสียงของผู้าุโประกาศก้อง ผู้ชมที่ยังอึ้งจากฉากก่อนหน้าเริ่มตั้งสติได้ หันความสนใจมายังเวทีอีกครั้ง
หลี่เหยียน—ชายหนุ่มร่างสูง หัวคิ้วดกหนา แววตาเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้ว่าคู่ต่อสู้ของตนคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูล แต่ในแววตานั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ออกมา!”
เขาเรียกสัตว์อสูรออกมาพร้อมกันสองตน แสงสีทองและม่วงพวยพุ่งขึ้นกลางลานประลอง
สัตว์อสูรตัวที่หนึ่ง: เสือเขี้ยวฟ้า – ธาตุลม สัตว์นักล่าผู้เคลื่อนไหวว่องไว
เสือเขี้ยวฟ้า
เสือขนาดใหญ่ที่มีลวดลายสีฟ้าบนขนสีเงิน มีเขี้ยวคู่ยาวแหลมดุจดาบ ลำตัวคล่องแคล่ว เคลื่อนที่รวดเร็วจนเหลือภาพติดตา พลังโจมตีเน้นความเร็วและความรุนแรง
สัตว์อสูรตัวที่สอง: โลหะพิรุณ – อสูรเกราะเงิน ธาตุน้ำ/โลหะ แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
โลหะพิรุณ
อสูรรูปร่างคล้ายเต่าขนาดั์ มีเกราะแวววาวดั่งเหล็กและมีท่อละอองน้ำผุดขึ้นรอบลำตัว ทำให้สามารถต้านทานการโจมตีได้สูงมาก พร้อมความสามารถในการสนับสนุนพันธมิตร
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบเวที
“สัตว์อสูรสองตัว! เขาจะกดดันหลี่เฉินเฟิงด้วยพลังรุกและรับพร้อมกัน!”
“บางที…เขาอาจจะไม่แพ้ง่ายๆ ก็ได้”
สัตว์อสูรทั้งสองตัวของหลี่เหยียนเป็การจับคู่โจมตีและป้องกันที่สมดุล แข็งแกร่งเมื่อใช้ร่วมกัน แต่จะสามารถรับมือกับ “ัศิลา” ของหลี่เฉินเฟิงได้หรือไม่ ก็เป็อีกเื่หนึ่ง…
ขณะที่เสียงคาดการณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย ร่างของหลี่เฉินเฟิงก็ก้าวขึ้นเวทีอย่างสงบนิ่ง
ชายหนุ่มผู้สวมชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาล้ำลึกเหมือนมหาสมุทร นิ่งจนดูเ็า แค่ยืนอยู่ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่าน
เมื่อหลี่เฉินเฟิงยกมือขึ้น พลังกระจายรอบกายเงียบงันคล้ายคลื่นลมสงบก่อนพายุ ฟ้าทั่วลานประลองกลับเงียบสงัดลงกะทันหัน
“ข้ามาแล้ว… หมาป่าวายุ”
เสียงเอ่ยเบาแต่ดังก้องในใจทุกคน ทันใดนั้น สายลมแรงกล้าก็ะเิออกกลางเวที กลุ่มหมอกบางถูกพัดกระจาย ลมหมุนกลางอากาศกลั่นตัวเป็ร่างสีขาวเงินขนาดใหญ่ หมาป่าลำแสงระยับ ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงตะวัน มองลงมาด้วยแววตาไร้ปรานี
กงล้อพายุหมุนวนรอบขา คลื่นลมพัดแรงจนผู้ชมแถวหน้าเกือบล้ม เสียงลมหอนเหมือนเสียงคำรามของสัตว์เทพกระแทกใจทุกคน