ขณะเดียวกันนั้นเอง... บนท้องฟ้าเหนือโลกวิญญาณไร้ขอบเขตที่ 23 ไปเป็นระยะทางอันยาวไกล มีโลกเบื้องบนที่ยังไม่เคยมีใครพบจุดสิ้นสุดอยู่ มันเปรียบเป็นดั่งอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่แตกต่างจากโลกเบื้องล่างราวฟ้ากับเหว พื้นฟ้าเต็มไปด้วยแสงหมุนวนของพลังวิญญาณที่หนาแน่นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือสัมผัสได้ฝ่ามือ มวลอากาศที่นี่มิใช่อากาศธรรมดา หากแต่เป็นพลังวิญญาณที่ไหลเวียนราวกับสายลม มันสามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของผู้ฝึกตนทุกคนได้โดยไม่ต้องดูดซับเองเลยแม้แต่น้อย
บนท้องฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุดมีเงาของร่างมากมายพุ่งผ่านไปมา บ้างเป็นเงาของมนุษย์ในชุดคลุมยาว บ้างเป็นร่างของอสูรโบราณที่แปลงกายเป็นผู้ฝึกตน บ้างเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ไม่สามารถจำแนกเผ่าพันธุ์ได้ชัดเจน ทุกชีวิตล้วนมีออร่าอันทรงพลังพวยพุ่งออกมาจากร่างราวกับแต่ละก้าวของพวกเขาทำให้ผืนฟ้าพังทลายลง
ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของโลกเบื้องบน สถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินชื่อ หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ดีที่สุดของโลก ดินแดนอันเป็นตำนานที่แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงยังต้องเงยหน้ามองด้วยความยำเกรง... นิกายที่กำเนิดมาแทบจะพร้อมกันกับเทพเจ้าบรรพกาลในอดีต แหล่งรวมยอดฝีมือจากทั่วสารทิศ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
ที่นี่คือจุดบรรจบของพลังวิญญาณอมตะที่ไหลรวมมาจากทั่วทุกทิศในโลกเบื้องบน พลังวิญญาณที่นี้มันหนาแน่นจนสามารถจับต้องได้ราวกับไอหมอกที่แปรสภาพเป็นหยาดน้ำ ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปในที่แห่งนี้ ล้วนเทียบเท่ากับการฝึกตนในโลกเบื้องล่างหลายปี เพียงการยืนเฉยๆ ก็สามารถทะลุขั้นบ่มเพาะได้หากร่างกายสามารถรับไหว
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือยอดเขาเจ็ดพันลูกที่เรียงรายซ้อนตัวดั่งเกล็ดมังกรโบราณแต่ละยอดเขามีวังโบราณสลักด้วยอักขระอมตะตั้งอยู่พร้อมมีพลังวิญญาณพวยพุ่งตลอดเวลาเหมือนน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยเหือดแห้ง ยอดเขาแต่ละแห่งมีแม่น้ำวิญญาณส่องแสงสีฟ้าอ่อนไหลตัดผ่านเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ แต่ละยอดถูกโอบล้อมด้วยม่านแสงอมตะ เปล่งประกายสีทอง เงิน ม่วง และฟ้าอันเป็นสีของพลังวิญญาณชั้นสูง
ตรงกลางของแต่ละยอดเขา ล้วนตั้งตระหง่านด้วยวังโบราณขนาดใหญ่ที่แตกต่างกันไปและวังเหล่านั้นประดับไปด้วยรูปแบบการป้องกันอันทรงพลัง กลอนประตูเป็นโลหะเทพศักดิ์สิทธิ์ พื้นกระเบื้องถูกสลักลายอักษรโบราณที่ส่องแสงออกมาเองเมื่อเหยียบผ่านเพื่อเป็นการระบุตัวตนของคนคนนั้น
แม่น้ำใสบริสุทธิ์ที่ไหลผ่านทุกวัง ทุกยอดเขา แต่ละสายล้วนเป็นแม่น้ำวิญญาณอมตะที่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นชีพจรและชำระสิ่งสกปรกในร่างของผู้ฝึกตนได้ภายในพริบตา ตลอดสองฟากฝั่งมีต้นไม้ที่แม้แต่คนในโลกเบื้องบนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ต้นมังกรศักดิ์สิทธิ์ ที่ลำต้นสูงเทียมเมฆ เปล่งแสงสีทองและปล่อยกลิ่นหอมแห่งเต๋าออกมาอย่างต่อเนื่อง ใบของมันมีส่วนช่วยในการยืดอายุขัยได้ หรือ ในแม่น้ำก็มี ดอกบัววิญญาณหมื่นกลีบ ที่เพียงสัมผัสเดียวก็สามารถฟื้นฟูจิตวิญญาณที่ใกล้สลายได้ทันที
ทั่วพื้นที่ทั้งหมดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีหมู่เมฆสีขาวหม่นลอยคลอเคลียเหนือพื้นดิน บางกลุ่มโปรยฝนเบาๆ ตลอดเวลา หยาดฝนนั้นคือหยดวิญญาณที่สกัดมาจากพลังแห่งสวรรค์ เพียงแค่เปิดปากรับก็สามารถชะล้างเส้นชีพจรให้บริสุทธิ์ เสียงน้ำหยดลงบนใบไม้ เสียงสายลมพัดผ่านหลังคาและยอดเขา ล้วนเป็นเสียงแห่งความเงียบงันที่ช่วยเพิ่มการบ่มเพาะพลังในตัวของผู้ฝึกตนได้อย่างไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความยิ่งใหญ่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ กองกำลังระดับ 11 ดาวเพียง 7 แห่งในโลกเบื้องบนที่ได้รับการรองรับจากพันธมิตรหมื่นสวรรค์ หากผู้ฝึกตนระดับสูงสุดจากโลกเบื้องล่าง ได้มาเยือนที่นี่เพียงแค่ชั่วครู่ เขาก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าตนเอง...เปรียบเสมือนมดปลวกในแดนสวรรค์แห่งนี้
ศิษย์ที่อยู่ที่นี่ แม้เพียงผู้ที่มีสถานะต่ำสุดก็ยังสามารถล้มยอดฝีมือของโลกเบื้องล่างได้ไม่ยากเกินไป เนื่องจากทุกคนล้วนมีพื้นฐานพลังแข็งแกร่ง มีวิชาลับขั้นสูงจากยุคโบราณคอยสนับสนุน คลังสมบัติแต่ละหลังล้วนมีคัมภีร์มากมายที่โลกเบื้องล่างไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ โถงวิญญาณที่ใช้คืนชีพ และสถานที่ฝึกตนอีกมากมายที่กระจายอยู่รอบดินแดนนี้อย่างเป็นระเบียบพร้อมถูกปกป้องด้วยรูปแบบอาคมชั้นสูงสุด
เหนือทุกสิ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ยังมีตำหนักกลางฟ้าที่สร้างด้วยคริสตัลอมตะสีขาวสะท้อนแสง ตำหนักสูงเสียดฟ้าประดับด้วยอักขระทองคำ เสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ที่ดังก้องทุกยามเปลี่ยนวัน... ตำหนักแห่งนั้นคือที่อยู่ของผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ และสถานที่ ที่ใช้สำหรับประชุมเรื่องสำคัญต่างๆ
รอบด้านของตำหนักผู้นำดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะมีเพียงม่านหมอกจางๆ ที่ลอยละล่องปกคลุมยอดเขานับไม่ถ้วน แต่หากมองลงมาจากเบื้องบน จะเห็นชัดว่ามียอดเขาทั้งหมด 20 แห่งเรียงรายล้อมตำหนักหลัก แต่ละยอดเขาสูงเสียดฟ้า จนเกือบทัดเทียมกับตำหนักหลัก
ยอดเขา 10 แห่งในนั้นเป็นยอดเขาหลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์คล้ายกับของโลกเบื้องล่าง ยอดเขาเทพเจ้าสงครามที่เน้นไปที่การต่อสู้ ปรมาจารย์ยอดเขาแห่งนี้ถูกสืบทอดมาโดยตระกูลโจว ยอดเขาหมื่นธาตุบรรพกาลที่มีพลังธาตุหลากสีลอยหมุนวนเหนือยอดเขาตลอดเวลา เป็นที่ซึ่งผู้ฝึกตนสามารถเข้าใจกฎของพลังธาตุได้เร็วกว่าปกติหลายร้อยเท่า ปรมาจารย์แห่งยอดเขานี้ถูกสืบทอดและควบคุมโดยสายเลือดของตระกูลมู่ หนึ่งในตระกูลที่ร่วมกันก่อตั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะขึ้นมา และนอกจาก 2 ยอดเขานี้ก็ยังมี ยอดเขาเทพเจ้าดาบ ยอดเขาแสงบริสุทธิ์ ยอดเขาเทพเจ้าแห่งโอสถ ฯลฯ
ส่วนอีก 10 ยอดเขานั้นเป็นเขตที่สงวนไว้สำหรับบุคคลระดับสูงของดินแดน เช่น ยอดเขาของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ ยอดเขาของธิดาศักดิ์สิทธิ์ ยอดเขาผู้อาวุโสหลัก ยอดเขาผู้อาวุโสผู้พิทักษ์ ยอดเขาของผู้อาวุโสคุ้มกฎ ฯลฯ ยอดเขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงฐานที่ตั้งเท่านั้น แต่มันยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผนึกไว้ด้วยรูปแบบระดับเทพเจ้าที่เชื่อมถึงกันตลอดเวลา
รอบนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกล้อมรอบด้วย แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ไหลวนเป็นวงแหวนขนาดมหึมา น้ำในแม่น้ำนั้นไม่ใช่น้ำธรรมดา หากแต่เป็นพลังวิญญาณที่กลั่นจากเส้นชีพจรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ มันส่องแสงสีฟ้าอมเขียวเรืองรองตลอดวันตลอดคืน และไม่เคยหยุดไหลแม้แต่ชั่วขณะเดียว
ในเขตชั้นนอกของวงแหวนแม่น้ำแห่งนี้ ถูกสร้างเป็นเมืองลอยน้ำที่ทอดยาวเป็นแนวโค้งวงกลม ล้อมรอบดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะเอาไว้อย่างสมบูรณ์ เมืองเหล่านี้เป็นที่พักอาศัย ของเหล่าศิษย์ภายนอก ศิษย์รับใช้ และครอบครัวของผู้ฝึกตนผู้มีพรสวรรค์บางกลุ่ม หรือกองกำลังภายใต้การควบคุมดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะของที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่เพื่อรับใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ
แม้จะเป็นเพียงแค่เมืองชั้นนอก แต่เมืองลอยน้ำเหล่านี้ก็มีขนาดใหญ่มาก มันเต็มไปด้วยศิษย์มากมายที่พยายามบ่มเพาะเพื่อให้ตนเองได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ภายใน และเมืองลอยน้ำแห่งนี้แทบจะเป็นศูนย์กลางการค้าของโลกมันเต็มไปด้วย หอการค้าที่ทรงพลังมากมายหลายแห่ง และยังมีโรงฝึก ร้านปรุงยา ร้านค้าอาวุธ และอื่นๆ อีกมากมาย
ในขณะที่โลกเบื้องบนเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่รู้จบ ภายในเขตที่พักสำหรับศิษย์รับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ที่ตั้งอยู่ภายในเมืองลอยน้ำ ท่ามกลางตึกหินสีฟ้าเข้มที่เรียงรายเป็นระเบียบ สะท้อนแสงจากหมอกวิญญาณบางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบบริเวณ ทุกอย่างดูเงียบสงัดอย่างผิดปกติแม้ภายนอกจะเต็มไปด้วยเสียงการฝึกฝนของศิษย์มากมายก็ตาม
หนึ่งในห้องพักขนาดเล็กซึ่งถูกจัดสรรไว้สำหรับศิษย์รับใช้ที่เพิ่งถูกรับเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ ห้องนี้ไม่มีอะไรหรูหรา มีเพียงเตียงขนแกะ กระเบื้องหินอ่อน และตู้เก็บหนึ่งใบ แต่เมื่อลองดมดูก็จะพบกลิ่นเลือดจางๆ ที่ยังไม่ทันจางหายไป
ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่กลางห้อง ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตก ร่างกายของนางเต็มไปด้วยบาดแผล รอยข่วน รอยต่อย รอยตบ รอยแตกของเส้นลมปราณที่ยังไม่ได้รับการรักษา ผิวบางส่วนไหม้เกรียมคล้ายถูกพลังที่ร้อนจัดแผดเผา
สภาพของนางอยู่ในขั้นวิกฤติจนหากไม่สังเกตให้ดีๆ อาจจะนึกว่านางเป็นศพไปแล้ว
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างของนางก็สะดุ้งขึ้นพร้อมกับดวงตาที่ปิดสนิทของนางก็เบิกกว้างขึ้น นางหายใจหอบถี่เหมือนคนจมน้ำที่พึ่งขึ้นถึงฝั่ง เหงื่อไหลท่วมตัว นางรีบดันร่างกายให้ลุกขึ้นก่อนจะทรุดตัวลงไปอีกครั้งด้วยแรงที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสน
“ที่นี่มัน... ที่ไหนกัน?”
เสียงของนางแหบแห้งจนแทบจะไม่มีแรงเอื้อนเอ่ย แต่ดวงตากลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างควบคุมไม่ได้
“ข้าควรจะถูกท่านอาจารย์... สังหารไปแล้วไม่ใช่หรือไงกัน?” เสียงเบาๆ ของนางเอ่ยออกมาอย่างงุนงง
เงาสุดท้ายที่ลอยอยู่ในความทรงจำของนางคือดวงตาอันนิ่งเฉยและเต็มไปด้วยความผิดหวังของชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ก่อนที่คลื่นพลังของดาบแห่งแสงจะผ่าร่างของนางจนสลายไป
แต่นี่คืออะไร? ทำไมนางยังมีลมหายใจ?
มือของนางค่อยๆ ลูบไปบนผิวหน้าตัวเอง รู้สึกถึงรอยแผลสดๆ ที่ยังไม่หายดี ทุกสัมผัสคือของจริง ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่รูปแบบจำลองใดๆ
“ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ? ...หรือว่าโดนท่านอาจารย์ทำอะไรกัน?” นางพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนจากความสับสนเป็นความหวาดหวั่น ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า
นางไม่รู้ว่านี่คือการให้โอกาสครั้งใหม่ หรือเป็นเพียงกับดักภาพจำลองที่จะทำให้นางต้องเจ็บปวดซ้ำอีกครั้งหรือไม่
นางเงียบอยู่ครู่หนึ่ง... หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้า ก่อนจะค่อยๆ หัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นไร้ซึ่งความสุขแต่มันแฝงไปด้วยความแค้น ความสับสนผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
“ไม่ใช่เพราะสวรรค์หรือท่านอาจารย์ หรือสุนัขตัวไหน มันกลับกลายเป็นร่างกายแห่งกาลเวลาของข้าที่พาข้าย้อนกลับมายังช่วงเวลาแห่งนรกนี้อีกครั้งสินะ”