เสียงนั้นคล้ายดั่งพลังแห่งสายฟ้า ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตัวแข็งทื่อไปด้วยความชะงักงันในทันใดก่อนจะมองไปยังจุดที่เมิ่งฝานอยู่ด้วยท่าทีคล้ายกับเจอผีก็ไม่ปาน
“เจ้ายังไม่ตาย!”
เจ้าของเสียงเมื่อครู่นั้นคือเมิ่งฝานเขาสวมชุดสีครามและยืนอยู่กับที่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสิ่งเดียวที่ต่างไปจากก่อนหน้านี้คือความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วข้าจะตายได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาหงเทียนก็กัดฟันแน่นเขาจ้องเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของอีกฝ่าย
พลังปราณอันมากมายของอีกฝ่ายนั้นคล้ายว่าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยทั้งยังดูเหมือนว่ามีขุมพลังอยู่ในร่างกายอีกด้วยซึ่งนั่นก็บ่งบอกว่ามันคือขั้นเกลาวิญญาณ!
“นี่เจ้า...เข้าสู่ขั้นเกลาวิญญาณแล้วอย่างนั้นหรือ!”
หงเทียนมองเมิ่งฝานด้วยหัวใจที่ร้อนรนอย่างไม่อาจหักห้ามได้แม้แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นเครือไปด้วย
แม้ว่าพลังของขั้นหลอมปราณและขั้นเกลาวิญญาณจะห่างกันเพียงขั้นเดียวทว่าพลังของมันนั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมิ่งฝานที่กระโดดเข้าไปในบึงลาวากลับยังมีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกทั้งขั้นพลังก็ยังพัฒนาขึ้นอีกด้วย ความตกตะลึงพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณในทันใดทุกคนต่างก็ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
“เยี่ยมมากเจ้าค่ะ พี่เมิ่งฝาน!”
ไม่ไกลนักเฉาจื่อได้เอ่ยออกมาพร้อมใบหน้าที่บ่งบอกถึงความสุขนับจากที่อยู่ในพื้นที่ราบจงยางนางก็มั่นใจในตัวของเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่ง
ยามนี้แม้แต่เฉาหลันที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ยังไม่อาจเก็บความดีใจเอาไว้ได้นางก็มองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
นี่นับว่าเป็นการเกิดใหม่ทั้งที่ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่มีทางรอดการที่สามารถเดินออกมาจากบึงลาวาในปล่องภูเขาไฟได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ดูราวกับปีศาจร้ายก็ไม่ปานไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดบรรดาคนของตระกูลเมิ่งจึงไม่อาจเฉิดฉายได้เมื่ออยู่ต่อหน้าของเมิ่งฝานน่าเสียดายที่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ไม่อาจอยู่ในพื้นที่ราบจงยางได้ตลอด...
เมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าของเฉาหลันก็แดงก่ำนางกัดเม้มริมฝีปากแน่น
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าพลางปล่อยพลังปราณมากมายแผ่ซ่านไปทั่วร่างจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ถูกต้องแล้วแต่ข้ายังไม่อาจควบคุมพลังปราณได้ดีเท่าใด ฉะนั้นแล้ว...ขอให้เจ้าโปรดชี้แนะด้วย!”
บอกว่าขอให้ชี้แนะแต่แท้จริงแล้วนัยน์ตาของเมิ่งฝานกลับอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอีกฝ่ายบีบบังคับเขาและพวกนางครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนับว่าเป็นการทำลายขีดจำกัดของเมิ่งฝาน
ยามนี้เขาได้อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณนอกจากต้องการพิสูจน์ว่าตนเองมีความแข็งแกร่งเพียงใดแล้ว เมิ่งฝานก็ยังต้องการสังหารหงเทียนเพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วย!
เมื่อสิ้นเสียงนั้นความเยือกเย็นก็ปกคลุมไปทั่วสารทิศ!
เวลานี้ทางฝั่งของหงเทียนเองก็รู้สึกเช่นกันเขากัดฟันแน่นก่อนจะตวาดด้วยเสียงอันเยือกเย็น “เจ้าคิดว่าก้าวเข้าสู่ขั้นเกลาวิญญาณแล้วจะต่อกรกับข้าได้อย่างนั้นหรือ?ตลกสิ้นดี ข้าคือจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่ซ้ำยังมีความสามารถอันแข็งแกร่งแห่งตระกูลหงด้วย เมิ่งฝานถึงอย่างไรเมื่อเจ้าอยู่ต่อหน้าข้าก็เป็นได้แค่ขยะเท่านั้น!”
“เจ้ามันช่าง...พูดมากเสียจริง!”
การตอบกลับหงเทียนมีเพียงคำพูดอันราบเรียบเท่านั้นแล้วในชั่วพริบตาต่อมาอากาศโดยรอบพลันมีเงาร่างอันร้ายกาจปรากฏขึ้น มันทะลวงอากาศแล้วพุ่งเข้าหาหงเทียน
ออกหมัด เงี้ยวโลกันตร์!
แสงอันร้อนระอุเปล่งประกายขณะเดียวกันที่หมัดของเมิ่งฝานก็มีเส้นเลือดปรากฏขึ้นมาห้าเส้นบ่งบอกว่านั่นคือพลังแห่งห้าสุริยันสอดผสาน
หลังจากที่ก้าวขึ้นมาในขั้นเกลาวิญญาณพลังปราณของเมิ่งฝานก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมายขณะเดียวกันพลังของหมัดเงี้ยวโลกันตร์ก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย
ห้าสุริยันสอดผสานเสมือนว่ามีดวงอาทิตย์ห้าดวงอยู่ในมือที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งเพียงชั่วพริบตาทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงความกดดันที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุแอุณภูมิรอบกายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ให้ตายสิ!
หงเทียนตวาดเสียงต่ำก่อนจะพุ่งเข้าไปเผชิญหน้าฝ่ามือของเขาขยับพร้อมกับพลังปราณที่ระเบิดออกมา
แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้นแต่หงเทียนก็รู้ดีว่าเมิ่งฝานมีกลยุทธ์ที่แปลกประหลาดและความสามารถของอีกฝ่ายก็บีบบังคับในเขาจนปัญญามาแล้วยามที่อีกฝ่ายอยู่ในขั้นหลอมปราณฉะนั้นแล้วเวลานี้ตนเองจะต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิม!
ในอากาศที่ว่างเปล่านั้นเงาร่างของหมัดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาพร้อมเสียงตวาดของหงเทียน “ตระกูลหง หมัดศตมาร!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันน่าสะพรึงปรากฏขึ้นที่หมัดของหงเทียนคล้ายดั่งว่าความชั่วร้ายที่ถาโถมสูงถึงสวรรค์กำลังพุ่งตรงไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ในอากาศ
ตู้ม!
เงาหมัดทั้งสองปะทะกันในอากาศ ดูเหมือนว่าบรรยากาศโดยรอบพลันบิดเบี้ยวไปชั่วครู่ระลอกคลื่นแห่งพลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านจนทำให้เกิดเสียงดังสนั่นดุจดั่งสายฟ้าฟาดขึ้นในปล่องภูเขาไฟ
ท่ามกลางระลอกคลื่นที่แผ่ซ่านนั้นเงาร่างของคนผู้หนึ่งล่าถอยออกมาพร้อมกับกระอักเลือด เสื้อผ้าบนกายฉีกขาดไม่เป็นทรงซึ่งเขาก็คือหงเทียนนั่นเอง!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เพียงชั่วพริบตาคนของตระกูลหงต่างก็ชะงักงันดุจไก่ไม้พลางมองไปยังหงเทียนด้วยความประหลาดใจอีกฝ่ายเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่ที่พื้นฐานแห่งพลังมั่นคงเป็นอย่างมากซ้ำยังมีศักยภาพที่น่าสะพรึงด้วย
ทว่าเมื่อประลองฝีมือกลับกระเด็นออกมาเพราะพลังของเมิ่งฝานที่เพิ่งจะก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณได้เพียงไม่นานที่มากไปกว่านั้นคือพลังของเมิ่งฝานยังไม่มั่นคงด้วยซ้ำไป
เมิ่งฝานผู้นี้ แข็งแกร่งดุจปีศาจได้มากมายเพียงใดกัน!
หลังจากที่ทำให้พลังลมปราณในร่างกายกลับมาสงบนิ่งสีหน้าของหงเทียนพลันร้ายกาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตวาดเสียงดัง “เมิ่งฝาน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเมื่อเข้าถึงขั้นเกลาวิญญาณแล้วจะสามารถเอาชนะข้าได้?เข็มรวมจิต!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีแสงเปล่งประกายขึ้นที่ฝ่ามือของหงเทียนมันคือศัสตราวุธระดับห้าที่เพียงหงเทียนเคลื่อนพลังปราณเข้าไปก็มีแสงเจิดจ้าเปล่งประกายขึ้นจากนั้นก็พุ่งตรงไปยังเมิ่งฝาน
“เข็มรวมจิตแปร!”
มันเป็นแสงสว่างเพียงดวงเดียวแต่กลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันมากมายและยิ่งใหญ่ ซึ่งจิตสังหารนั้นทำให้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังต้องระแวดระวังแต่แล้วในเวลาไม่นานเขาก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
ศัสตราวุธระดับห้าเมิ่งฝาน...ก็มีเหมือนกัน!
ฝ่ามือของเมิ่งฝานขยับก่อนจะที่ศัสตราวุธทั้งสองจะปรากฏขึ้นมาซึ่งมันก็คือทวนหยินหยางที่เขาได้รับมาจากด้านนอกนั่นเอง
แม้ว่ามันจะเป็นศัสตราวุธระดับห้าเช่นกันแต่กลับยากที่จะควบคุมฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงหาได้ใช้มันโดยพลการไม่
แต่เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ทำให้ความมั่นใจของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นอย่างมากเขาถือทวนหยินหยางเอาไว้แน่นแล้วเอ่ยเสียงเบา “ถ้าอย่างนั้นก็มาทดลองอานุภาพของเจ้านี่หน่อยแล้วกัน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นมือทั้งสองข้างพลันขยับมือพลังปราณในร่างหลั่งไหลเข้าไปยังทวนหยินหยาง แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีกลิ่นอายแห่งความโบราณแผ่ซ่านขณะเดียวกันก็มีเงาของศัสตราวุธทั้งสองปรากฏขึ้นในอากาศด้วย!
เมิ่งฝานก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วยกทวนทั้งสองไขว้เป็นกากบาทในวินาทีต่อมาก่อนระลอกคลื่นแห่งพลังปราณของเข็มรวมจิตจะพุ่งเข้าชนอย่างดุดัน
ตู้ม!
ระลอกคลื่นพลังแผ่ซ่านเมื่อศัสตราวุธระดับห้าปะทะกันต่อให้เป็นขุนเขาลูกใหญ่ก็ยังถูกผ่าครึ่ง ทว่าทวนหยินหยางในมือของเมิ่งฝานนั้นหาได้ขยับไม่ไม่มีแม้แต่การสั่นสะเทือนให้เกิดฝุ่นเลยด้วยซ้ำ!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ไม่นานสีหน้าของหงเทียนก็ร้ายกาจขึ้นยิ่งกว่าเดิมเขารู้ดีว่าศัสตราวุธที่เมิ่งฝานใช้อยู่ในเวลานี้คือสิ่งที่ได้มาจากภูเขาไฟแต่เขาก็นึกไม่ถึงว่าทวนหยินหยางคู่นี้จะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้!
หงเทียนนึกเสียใจภายหลังได้ไม่ทันไรเมิ่งฝานพลันหัวเราะเสียงเบา ขณะเดียวกันก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วตวาดเสียงดัง “ขออภัยด้วย แต่ถึงคราวของข้าแล้ว!”
ในระหว่างที่เอ่ยปากพลันมีพลังปราณอันคมกริบจากทวนหยินหยางทะลวงผ่านอากาศไปมันเป็นทั้งพลังหยินและหยาง ซึ่งเมื่อสอดผสานเข้าด้วยกันจึงทำให้เมิ่งฝานนั้นมีพลังอันน่าสะพรึงอย่างที่สุด
“หึหึ เดิมทีทวนหยินหยางนี้ก็เป็นสิ่งที่มีเพียงผู้ฝึกฝนพลังแห่งหยินหยางเท่านั้นจึงจะสามารถใช้การได้แต่คัมภีร์ที่เจ้าฝึกฝนเป็นพลังฮุ่นตุ้นจึงสามารถแสดงอานุภาพของมันออกมาได้เช่นกัน!” เมื่อได้ยินเสียงของรั่วสุ่ยอีนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์พลังปราณในร่างกายเริ่มสอดผสานเข้ากับทวนหยินหยาง แล้วมันก็ทำให้เขากับศัสตราวุธในมือสอดผสานกันได้ทั้งยังให้ความรู้สึกราวกับว่าคอยช่วยเหลือกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ทวนคู่อยู่ในมือ หยินหยางสอดผสานแสงสว่างอันคมกริบและไม่อาจปิดบังแผ่ซ่านออกมาจากภายใน แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ขยับมือใช้ทวนหยินหยางชี้ไปยังหงเทียน
“เข็มรวมจิต!”
หงเทียนตวาดเสียงดัง แม้ว่ายามนี้เขาไม่อยากยอมรับแต่ในหัวใจก็มีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นมาแล้วเล็กน้อย จากนั้นเข็มรวมจิตที่อยู่ข้างกายพลันเปล่งประกายแล้วพุ่งตรงไปยังเมิ่งฝานที่ทะยานมาในอากาศ
ปัง!
ทวนทั้งสองขยับแล้วในขณะเดียวกันเมิ่งฝานพลันสัมผัสได้ว่าพลังความร้ายกาจได้แผ่ซ่านออกมาจากทวนหยินหยางจากนั้นก็คล้ายดั่งว่าอากาศถูกผ่าออกเป็นสองส่วน และเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าหงเทียนล่าถอยออกไปหลายก้าวพร้อมกับกระอักเลือดออกมา
เดิมทีเมิ่งฝานที่อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณก็น่าสะพรึงมากพอแล้วยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการที่มีศัสตราวุธระดับห้าอยู่ในมือพลังปราณในร่างกายของเขาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่าตัวซึ่งนั่นก็ทำให้หงเทียนไม่อาจรับมือกับการระเบิดพลังของมันได้
ในมือของหงเทียนยามนี้ก็คือเข็มทวนจิตทว่ามันกลับมีรอยร้าวปรากฏขึ้นที่ด้านบน นึกไม่ถึงเลยว่าศัสตราวุธระดับห้าอย่างมันจะถูกทำให้เสียหายจากการโจมตีของทวนหยินหยางเพียงครั้งเดียว
ต่อให้มันยังไม่พังลงไปทั้งหมดแต่ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าอานุภาพของทวนหยินหยางนั้นมากมายเพียงใด!
หงเทียนกระอักเลือดออกมาหลังจากยืนให้มั่นแล้วจึงตวาดเสียงดัง “ข้ายอมแพ้หยุดสู้ได้แล้ว!”
การที่ผู้ที่ไม่เคยยำเกรงต่อสิ่งใดในพื้นที่ราบจงยางยอมแพ้ไปเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่น่าตระหนกอย่างยิ่งสีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็บ่งบอกถึงความตกตะลึงและประหลาดใจ
ศักยภาพของหงเทียนนั้นแทบจะถือได้ว่าไร้เทียมทานในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นเดียวกันแต่เวลานี้กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับเมิ่งฝาน ผู้ที่ดูเหมือนว่ายังมีอายุไม่เกินยี่สิบปีด้วยซ้ำไป!
แต่ในเวลาต่อมาร่างของเมิ่งฝานพลันวาบไหวมาอยู่เบื้องหน้าของหงเทียนด้วยความเร็วปานสายฟ้าทวนหยินหยางทั้งสองชี้ออกไปเบื้องหน้า ส่วนปลายอันคมกริบนั้นแทงตรงไปยังต้นคอของหงเทียน
“ข้าปฏิเสธ!”
ภายใต้แสงแห่งพลังที่เปล่งประกายไปทั่วสารทิศนั้นหงเทียนที่ไหวตัวทันพลันชกออกไป ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านแล้วปะทะเข้ากับทวนสุริยันในเวลาต่อมาทว่าในวินาทีหลังจากนั้นทวนจันทราก็ได้ปักลงไปที่ขาของหงเทียน
เสียงร้องอันน่าเวทนาดังขึ้นมาก่อนที่หงเทียนจะล่าถอยไปหลายก้าวจากนั้นจึงตวาดออกมาอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าคิดว่าจะสามารถสังหารข้าได้จริงๆอย่างนั้นหรือ? ข้าจะบอกเจ้าไว้เลยว่าต่อให้เจ้าสามารถสังหารข้าได้ในเวลานี้ข้าก็จะให้เจ้าได้ชดใช้อย่างสาสม!”
ในระหว่างที่เอ่ยปากนัยน์ตาของหงเทียนพลันมีแสงแห่งความกระหายเลือดปรากฏดูคล้ายว่ากำลังเคลื่อนพลังของวิชายุทธ์ใดสักอย่างเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ร่างกายตนเองในขณะเดียวกันพลังปราณในร่างกายของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
“ระวังตัวด้วยเมิ่งฝานเขากำลังสยบพลังปราณในร่างกายของตนเอง บางครั้งอาจจะระเบิดตัวด้วย!”
เฉาหลันกำหมัดแน่น ต่อให้นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานนั้นไร้เทียมทานแต่ก็ยังอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
การขุดรากถอนโคนเป็นวิธีในการจัดการกับศัตรูของเมิ่งฝานมาโดยตลอดไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใดหรือแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม!
เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นเขาไม่มีทางเปิดโอกาสให้หงเทียนเป็นแน่ แล้วในเวลาต่อมาเขาก็นำเอาทวนหยินหยางวางไว้ข้างกายแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ดูเหมือนว่า...เจ้าคงจะไม่มีโอกาสนั้นเสียแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ขยับมือทั้งสองข้างเสียงกระดูกลั่นดังออกมาจากร่างกายประหนึ่งว่าพละกำลังอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานกำลังไหลเวียนไปทั่วร่างก็ไม่ปาน
จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วตวาดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“สมุทรพิโรธภพฟ้าสิ้น!”