“นั่นสิแม่ แค่เงิน 50 ล้านเอง การเสียมันไปไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่างหนึ่งเราก็ได้รู้ถึงท่าแท้ของตระกูลเย่ ภายหลังจะได้ระวัง ไม่ร่วมธุรกิจกับตระกูลนี้อีก”
“ตระกูลเย่กำลังประกาศสงครามกับตระกูลเรา นี่พวกเขาคิดว่าเราเป็นหมูบนเขียง ที่จะต้มยำทำแกงยังไงก็ได้หรือไง”
“ดูถูกเราเกินไปแล้ว แบบนี้ต้องจัดการตระกูลเย่คืนให้หนักๆ เอาให้สาสมกับที่พวกมันได้ทำกับเรา!”
สมาชิกสกุลหวังพากันโกรธเคือง
พวกเขามองว่าสิ่งที่ตระกูลเย่ทำคือการหักหน้า
ในฐานะชนชั้นสูงแห่งชุนเหลียน แบบนี้มันประกาศสงครามแตกหักกันชัดๆ
ต้องตัดสินชี้ขาดกันไปข้าง!
“คุณแม่ เรื่องของตระกูลเย่คงไม่ทำให้แม่เรียกทุกคนมาที่นี่หรอกใช่ไหมคะ มันต้องมีเรื่องอื่นแน่ๆ” หวังปี่ถงถาม
ในฐานะนักธุรกิจ เธอมีมุมมองกว้างขวาง โดยเฉพาะคุณแม่ที่เข้ามารับช่วงต่อหลังจากพ่อตายไป อำนาจก็ยิ่งล้นมือ ไม่มีทางมองแคบแค่ตระกูลเย่จนต้องรีบร้อนเรียกทุกคนกลับมาประชุมที่บ้านหรอก
นางหวังถอนหายใจยาว พยักหน้าด้วยความอ่อนเพลีย “ใช่แล้วถงเออร์พูดถูก ถ้าหากมีแค่ตระกูลเย่แม่คงไม่เรียกทุกคนมาที่นี่ เพราะนอกจากตระกูลเย่ก็ยังมีตระกูลถัง!”
คำว่าตระกูลถังราวกับสายฟ้าฟาด ราดเข้าศีรษะของสมาชิกทั้งหมดสกุลหวัง พวกเขาร่างสั่นเทิ้มทีหนึ่ง หนังศีรษะชาหนึบ ขนอ่อนหลังคอลุกชัน
“เดี๋ยวสิ เรื่องนี้มันเป็นไปได้ยังไง เรากำลังมีโครงการกับตระกูลถังนะ ถังนานาคงไม่บ้าถึงขนาดทิ้งเงิน 50 ล้านหยวนหรอกใช่ไหม” ใครบางคนไม่เชื่อ
“นั่นสิ เรื่องนี้มันแปลกเกินไปแล้ว ทำไมสองตระกูลนี้ถึงมุ่งเป้ามาที่เรา มันแปลกนะเนี่ย”
“คุณแม่ เรื่องนี้ตรวจสอบแน่นอนแล้วใช่ไหมครับ”
นางหวังชักสีหน้าดุขึง มองลูกหลานตระกูลที่ยังปากดีอย่างไม่พอใจ เมื่อถูกมองกลับพวกเขาทำได้เพียงหุบปากสนิท นั่งเงียบๆ รอเจ้าบ้านเป็นคนพูด
“แม่ตรวจสอบแล้ว ตระกูลถังและเย่กำลังโจมตีเรา พวกเขาร่วมมือกันสองตระกูลเป็นหัวเรือหลัก นอกจากนั้นยังมีตระกูลรายเล็กในชุนเหลียนที่หันไปอยู่ข้างพวกเขาสองตระกูล ทิ้งตระกูลหวังเราไว้ข้างหลัง!”
ข่าวนี้เองก็น่าตกใจไม่แพ้กัน
แม้สกุลหวังจะยิ่งใหญ่ แต่ปลาตัวเล็กเองก็สำคัญต่อธุรกิจในเครือ
ถ้าหากพวกเขาย้ายข้างไปอีกฝั่งกันหมด การทำธุรกิจในชุนเหลียนจะไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
“คุณแม่คะ พวกเขาได้บอกเหตุผลหรือเปล่า ว่าทำไมถึงทำแบบนี้” หวังปี่ถงมั่นใจว่ามันต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ไม่งั้นเหตุใดตระกูลอันดับ 2 อย่างถังและเย่ถึงได้ร่วมมือกัน โจมตีบ้านหวังโดยตรง
“บอก”
“งั้นเพราะอะไรละคะ แม่รีบพูดมาสิ”
“ใช่ครับแม่ อะไรเป็นต้นเหตุให้สองตระกูลเป็นศัตรูกับพวเรา”
เจ้าบ้านวัยชราถอนหายใจยาว ก่อนจะมองไปยังทิศทางหนึ่งของห้อง
หลายคนหันขวับไปมองตาม เห็นว่าเป็นหวังเห่าและหวังหม่า
“แม่ครับ ผมไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกับสองตระกูล เพราะงั้นอย่ามองมาทางนี้เลยนะครับ” หวังหม่ารีบบอกปัด เพราะกลัวทุกคนจะเข้าใจผิด แล้วมุ่งเป้าโจมตีมาที่เขา
นางหวังส่ายหน้า ก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนข้างๆ “แม่ไม่ได้หมายถึงแก แต่หมายถึงลูกของแก หวังเห่าต่างหากล่ะ”
“อะไรนะครับ ลูกของผมเหรอ...” หวังหม่านึกว่าจะรอดพ้นจากประตูนรกแล้วเชียว แต่ชั่วพริบตาเขาได้เข้าไปอยู่ในก้นเหวนรก และคราวนี้มันยากจริงๆ ที่จะปีนขึ้นมา
“เห่าเออร์ รีบพูดมาสิว่าไปทำอะไรให้ทั้งสองตระกูลโกรธเคือง พวกเขาถึงได้เล่นงานเราแบบนี้!” เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมอง หวังหม่ารีบเขย่าตัวลูกชาย หวังให้แก้ปัญหาครั้งนี้
“พ่อครับ ผมไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกับสองตระกูลนะครับ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกี่ยวข้องกับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด” หวังเห่าปฏิเสธเสียงแข็ง
“จริงเหรอลูก ลูกไม่ได้โกหกใช่ไหม” แม่เขาถาม น้ำเสียงเคร่งไม่ต่างจากผู้เป็นสามี
“จริงครับแม่ ผมไม่ได้มีเรื่องกับคนตระกูลถังหรือเย่ จะมีเรื่องก็แค่คนแซ่หลิน แต่แล้วมันยังไง หลินอู๋เฉินก็แค่คนรวยรุ่นที่สองที่กล้ามายุ่งกับคู่หมั้นของผม ผมก็แค่...”
หวังเห่ายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกหวังปี่ถงตบจนหน้าเปลี่ยนสี
“คุณป้า...ตบผมทำไมเนี่ย ผมเจ็บนะ” หวังเห่าร้องถาม
หวังปี่ถงกำมือแน่น สายตาคู่นั้นกวาดมองหลานชายด้วยความดูถูก “ที่ตบมันยังน้อยไป นี่ยังไม่รู้ตัวเองจริงๆ เหรอว่าทำอะไรลงไป!”
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ล่วงเกินสองตระกูลใหญ่ แล้วผมผิดอะไรป้าถึงต้องตบผม!”
“ก็เพราะว่าหลานอย่างนาย ทำให้คนแซ่หลินขุ่นเคืองยังไงล่ะ!”
“อะไรนะ...นี่ป้ากำลังจะบอกว่าหลินอู๋เฉิน คือสาเหตุหลักที่ทำให้สองตระกูลใหญ่แตกหักกับเราสินะ” หวังเห่าหัวเราะด้วยน้ำตา นี่มันเรื่องตลกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาเลยนะ
“คุณแม่ ที่ฉันพูดถูกต้องหรือเปล่าคะ” หวังปี่ถงไม่สนใจหลานราคาถูก หันหน้าไปถามเจ้าบ้านตระกูลที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะตัวยาว
เจ้าบ้านตระกูลพยักหน้า ซึ่งนั่นทำให้หวังเห่าแทบรับไม่ได้ ในขณะเดียวกันหวังหม่าก็ทรุดนั่งลงพื้น รู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะยืน
“หลานอกตัญยู ทำให้ตระกูลต้องเสียหาย เพราะแกคนเดียวเลยหวังเห่า แกทำให้ตระกูลฉันเกือบจะพังพินาศ!” นางหวังโมโหถึงขนาดหยิบสิงห์คู่ที่เป็นเครื่องประดับราคาแพงจากโต๊ะขึ้นมาปาใส่หวังเห่า อาจเพราะเธอแก่แล้ว วัตถุดังกล่าวจึงไปไม่ถึงที่หมาย ตกห่างจากตัวหวังเห่าราว 30-45 เซ็นติเมตร
หวังเห่ากลัวจนตัวสั่น อาจจะเห็นว่าเขาเก่งในมหาลัย แต่พออยู่บ้านก็ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง
“คุณแม่คะ แล้วเราจะทำยังไงกันดี การเป็นศัตรูกับสองตระกูลไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย”
“หวังเห่าก่อเรื่องไม่ใช่เหรอ งั้นเขาต้องชดใช้ รีบไปขอโทษคุณชายหลินซะ!”
“ใช่ ทำอะไรผิดก็ต้องรับโทษ หวังเห่ารีบไปขอโทษคุณชายหลินเดี๋ยวนี้!”
สมาชิกสกุลหวังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้หวังเห่าผิดจริง แถมยังทำให้ธุรกิจตระกูลเสียหายหลายล้านหยวน เขาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น
“อะไรกัน ให้ผมไปขอโทษหลินอู๋เฉินเนี่ยนะ ไม่มีทาง...” หวังเห่าส่ายหน้าปฏิเสธ ต่อให้เขาต้องตายก็ไม่ก้มศีรษะให้คนอย่างหลินอู๋เฉินหรอก
“การหมั้นหมายกับบ้านสกุลเจียงจะจบลงเพียงแค่นี้ หลังจากนี้แกจะต้องไปขอโทษคุณชายหลิน หวังว่าความโกรธของเขาจะทุเลาลงบ้าง ไม่งั้นธุรกิจในเครือเราจบสิ้นแน่...” นางหวังยื่นคำขาด นี่คือคำสั่งของผู้นำตระกูล ต่อให้นายน้อยหวังไม่เห็นด้วยก็ต้องทำใจยอมรับแต่โดยดี
“คุณแม่คะ พรุ่งนี้ฉันจะรีบพาเขาไปขอโทษคุณหลินด้วยตัวเอง จะไม่ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดค่ะ!” หวังปี่ถงขออาสา ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของหลานราคาถูก แต่แค่ต้องการเห็นหน้าตาของคนที่ทำให้สองตระกูลเคลื่อนไหวก็เท่านั้น
“ได้สิ ถงเออร์จะไปที่มหาลัยชุนเหลียนด้วยพรุ่งนี้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ต้องทำให้เขาหายโกรธให้ได้!”
“ค่ะแม่”
.........
ในเวลาเดียวกัน โรงพยาบาลชุนเหลียนยามค่ำคืน
จ้าวหานนอนเฝ้าพี่สาวในห้องผู้ป่วย
เนื่องจากมันคือห้องพิเศษที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยลูกสาวของผู้ถือหุ้น เตียงสำหรับเธอจึงถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ มีขนาดใหญ่และหรูหรา อย่างกับนอนโรงแรมห้าดาว
เธอยังนอนไม่หลับ แต่หยิบยันต์สีเหลืองที่ได้จากหลินอู๋เฉินขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยความสนใจ
ก่อนจากกันเขาให้เธอมา บอกว่าสามารถปกป้องเธอจากภัยอันตรายได้
จ้าวหานไม่เชื่อในคำกล่าว แต่เพราะสิ่งนี้คือของขวัญที่เขาให้ด้วยมือตัวเอง จะตอบปฏิเสธก็ดูจะน่าเกลียด จึงรับไว้อย่างไม่มีทางเลือกอื่น
ระหว่างนั้นจู่ๆ บานหน้าต่างก็เลื่อนเปิดเอง ผ้าม่านสีเขียวปลิวไสวโชยตามแรงลมที่พัดเข้ามาผ่านบานหน้าต่าง
“ใครน่ะ!” จ้าวหานตะโกนเสียงดัง เมื่อเห็นเงาของใครคนหนึ่งยืนอยู่แนบชิดผ้าม่านสีเขียว
“โอ้...ดูเหมือนว่าหนูจะยังตื่นอยู่สินะ แถมหนูตัวนี้ยังมีรูปร่างดี รสชาติน่าจะอร่อยไม่เบา” เฉียวเจิ้นอวี่เดินออกมาจากเงามืด ฉีกยิ้มกว้าง มองอาหารตรงหน้าก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่เตียงผู้ป่วย
จ้าวหานรีบวิ่งไปที่เตียงของพี่สาว ใบหน้าเธอซีดเผือด ตัวสั่นงันด้วยความกลัว แต่มีสติเอื้อมมือไปคว้าปุ่มฉุกเฉินเรียกพยาบาลที่เตียงจ้าวลี่
“หึหึ เรียกพวกมันมาก็เปล่าประโยชน์ ถึงตอนนั้นเธอก็จะเป็นของฉัน นอกจากนั้นพอรู้ตัวอีกทีเธอก็ตายเหมือนกับผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงคนอื่นๆ แล้วล่ะ!”
เฉียวเจิ้นอวี่ผู้มีใบหน้าซีดเซียวเหมือนศพเคลื่อนไหวรวดเร็ว กระโจนเข้าหาตัวเธอ ยื่นมือขวาออกไปหวังคว้าตัวเข้ามากัดคอ
จ้าวหานกรี๊ดดังลั่นห้อง เธอยกสองมือขึ้นมาปัดป้องตามสัญชาตญาณ โชคดีที่ตอนนั้นยันต์ที่หลินอู๋เฉินให้ไว้ส่องแสงสีเหลือง มันป้องกันการจู่โจมของเฉียวเจิ้นอวี่
จ้าวหานตกตะลึง เช่นเดียวกับเฉียวเจิ้นอวี่
“เกิดอะไรขึ้น เธอเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธงั้นเหรอ!” เฉียวเจิ้นอวี่คาดเดาได้ถึงบางสิ่ง จึงเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
วันนี้ต้องสู้กับผู้ฝึกยุทธลมปราณ 20 ปี ทำให้สูญเสียเลือดและพลังภายในไปไม่น้อย และถ้าหากให้เขาต่อสู้อีกครั้งกับผู้ฝึกยุทธ เกรงว่าคงไม่ไหว
อย่างรวดเร็ว ประตูห้องพิเศษถูกเปิดออก พญาบาลหนึ่งคนรีบวิ่งเข้ามาดูผู้ป่วย
เฉียวเจิ้นอวี่ใช้จังหวะนั้นหลบหนีไปทางหน้าต่าง เปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างชาญฉลาดเมื่อรู้ว่าไม่สามารถสู้จ้าวหานได้