เพียงประโยคเดียว หัวใจจางเหว่ยเต้นแรง
มือของเขายื่นออกไป
แต่ก่อนแตะกลับหยุด
“ของพวกเขา?”
“อืม”
“เหตุใดท่านไม่เคยให้ข้าดู?”
“เพราะถูกกำชับว่าให้มอบเมื่อเ้าอายุสิบหก”
จางเหว่ยมองหยก
“อีกไม่นาน”
“ใช่”
นางแตะหยกเบา ๆ
“มันเป็หลักฐานอย่างหนึ่ง”
“หลักฐานเื่ใด?”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“คำหมั้น”
จางเหว่ยนิ่ง
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
จากนั้นชี้ตัวเอง
“ของข้า?”
“ใช่”
“คำหมั้น?”
“ใช่”
เด็กหนุ่มอ้าปาก
เงียบไปครู่ใหญ่
ก่อนกล่าว
“ข้ามีคู่หมั้น?”
ไป๋ซูเหยาพยักหน้า
จางเหว่ยมองหยก
แล้วมองนาง
“ั้แ่เมื่อใด?”
“ั้แ่เ้ายังอยู่ในผ้าอ้อม”
สีหน้าจางเหว่ยเปลี่ยนไปอย่างประหลาด
“ตอนนั้นข้ายังพูดไม่ได้”
“ถูกต้อง”
“แล้วผู้ใดถามข้า?”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“ไม่มี”
จางเหว่ยยกมือกุมหน้าผาก
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ เขากลับไม่รู้ควรหัวเราะหรือทำหน้าอย่างไร
“ท่านน้า”
“ว่าอย่างไร?”
“ข้าเพิ่งรู้ว่ามีคนตามฆ่าข้า”
“อืม”
“ชีพจรข้าเพิ่งถูกทำลายแล้วสร้างใหม่”
“อืม”
“ข้ามีเวลาเจ็ดวันหาสมุนไพรไม่เช่นนั้นอาจตาย”
“อืม”
“แล้วตอนนี้ท่านบอกว่าข้ามีคู่หมั้น?”
ไป๋ซูเหยาพยักหน้า
“ชีวิตของข้า่คืนเดียว เหตุใดจึงมีเื่มากกว่าสิบห้าปีรวมกันอีก?”
นางเกือบยิ้ม
แต่สีหน้ากลับจริงจังอย่างรวดเร็ว
“เื่คู่หมั้นไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่สุด”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“แต่หยกชิ้นนี้ต้องอยู่กับเ้า”
นางเลื่อนหยกัมาให้
จางเหว่ยรับไว้
ทันทีที่หยกััฝ่ามือ ความเย็นอ่อน ๆ แทรกเข้าไป
ไม่มีปฏิกิริยาเหมือนห่อหนังสัตว์
เพียงเป็หยกคุณภาพดีมาก
“อีกครึ่งหนึ่งอยู่กับฝ่ายหญิง?”
จางเหว่ยถาม
“หยกหงส์”
“ักับหงส์?”
“เมื่อประกบกันจะพอดี”
“และไม่มีผู้ใดปลอมได้ง่าย ๆ”
จางเหว่ยวางหยกกลับ
“นางเป็ใคร?”
ไป๋ซูเหยาส่ายหน้า
“รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในจดหมาย”
“อ่านได้หรือไม่?”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“อีกแล้ว?”
“คืนนี้ต้องจัดการเื่อื่นก่อน”
เขารู้ว่านางพูดถูก
จึงไม่ดื้อรั้นที่จะรู้
“พวกที่มาคืนนี้เกี่ยวกับคู่หมั้นข้าหรือไม่?”
“ไม่เกี่ยว”
“เช่นนั้นเกี่ยวกับครอบครัวข้า?”
ไป๋ซูเหยาเงียบ
ก่อนพยักหน้า
“อย่างน้อยเท่าที่น้ารู้”
จางเหว่ยรู้สึกหัวใจหนัก
“บิดามารดาของข้า”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ยังมีชีวิตหรือไม่?”
คำถามนี้เป็สิ่งที่เขาเคยอยากถามมาตลอด
ไป๋ซูเหยามองเขานานมาก
ในที่สุดจึงกล่าว
“น้าไม่รู้”
จางเหว่ยชะงัก
“ไม่รู้?”
“คืนที่เกิดเื่ พวกเราถูกไล่ล่า”
“มีการต่อสู้”
“ตอนนั้นเ้ายังเป็ทารก”
น้ำเสียงของนางช้าลง
ราวกับทุกคำต้องผ่านความทรงจำที่ไม่้าแตะต้อง
“บิดามารดาของเ้าถูกโจมตีจนตกลงไปในหุบเหว”
มือจางเหว่ยกำแน่นขึ้น
“ท่านเห็น?”
“เห็น”
“เห็นร่างหรือไม่?”
“ไม่”
คำตอบทำให้เขาเงยหน้าขึ้น
“เช่นนั้นเหตุใด.”
“เพราะหุบเหวนั้นลึกมาก”
ไป๋ซูเหยากล่าว
“และตอนนั้นน้ากำลังพาเ้าหนีอยู่”
“ศัตรูยังไล่ตาม”
“น้าไม่มีโอกาสลงไปค้นหา”
จางเหว่ยเงียบ
นั่นหมายความว่าไม่มีผู้ใดยืนยัน
แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่ารอด
“แล้วหลังจากนั้น?”
“ข้าหนี”
“พาเ้าหนีตลอดหลายวัน”
“เปลี่ยนเส้นทางหลายครั้ง”
“สุดท้ายจึงมาถึงบริเวณนี้”
นางยกมือแตะรอยแผลบนแก้ม
“น้ารอดมาได้”
“แต่าเ็หนัก”
“พลังส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ได้เหมือนเดิม”
จางเหว่ยมองนาง
ความรู้สึกบางอย่างบีบรัดหน้าอก
สิบห้าปี
นางอยู่กับเขา
ทั้งที่าเ็
ทั้งที่ถูกตามล่า
เขากลับไม่เคยรู้
“ท่านน้า”
เสียงของเขาเบาลง
“ข้าขอโทษ”
นางขมวดคิ้ว
“ขอโทษเื่ใด?”
“ข้าไม่เคยรู้ว่าท่านต้องลำบากเพราะข้าขนาดนี้”
“หยุด”
ไป๋ซูเหยาตัดคำ
“ไม่มีสิ่งใดให้เ้าขอโทษ”
“ตอนนั้นเ้าเป็ทารก”
“และต่อให้ย้อนกลับไปอีกครั้ง”
“น้าก็จะทำเหมือนเดิม”
จางเหว่ยหลุบตา
ห้องเงียบลง
เสียงลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก
หลังจากครู่หนึ่ง เขาจึงถาม
“แล้วคนพวกนั้นพบเราได้อย่างไร?”
คำถามนี้ทำให้สีหน้าไป๋ซูเหยาเปลี่ยน
นางลุกขึ้น
เดินไปยังศพชายซุ่มยิงที่ถูกลากเข้ามาใกล้กระท่อม
ค้นร่าง
เจอขวดยาพิษ
ลูกดอก
เหรียญเงิน
และแผ่นโลหะบางชนิด
ไม่ใช่แผ่นเดียวกับที่ชายในเงาใช้ก่อนหน้า แต่มีลักษณะคล้ายตราสัญลักษณ์
ไป๋ซูเหยามองมัน
“ไม่ใช่การบังเอิญ”
“มีคนตามร่องรอยมา”
จางเหว่ยนึกถึงอะไรบางอย่าง
“เกี่ยวกับห่อหนังสัตว์หรือไม่?”
ไป๋ซูเหยาหันมา
“เหตุใดคิดเช่นนั้น?”
“เราซ่อนอยู่สิบห้าปี”
“ไม่เคยมีใครพบ”
“วันนี้ข้านำของจากเทือกเขามรณะกลับมา”
“คืนนี้พวกมันมา”
นางนิ่ง
ความเป็ไปได้นี้นางเองก็คิด
แต่ยังไม่มีหลักฐาน
“อาจจะเกี่ยว”
“หรืออาจมีสาเหตุอื่น”
“อย่างไรก็ตาม”
นางเดินกลับมา
“ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว”
จางเหว่ยพยักหน้า
เขาคาดไว้แล้ว
“เราจะไปไหน?”
“รีบออกเดินทางก่อนฟ้าสาง”
“แล้วสมุนไพรสามอย่าง?”
“สองอย่างหาในเมือง”
“ผลเพลิงหยกต้องเข้าเทือกเขามรณะ”
จางเหว่ยยกคิ้ว
“เมื่อครู่ท่านยังห้ามข้าอยู่”
“ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว”
“เช่นนั้นเราจะไปที่นั่น?”
ไป๋ซูเหยาไม่ได้ตอบทันที
นางมองนอกหน้าต่าง
“คืนนี้คนที่มามีเพียงกลุ่มตรวจสอบ”
จางเหว่ยหรี่ตา
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“คนที่เป็หัวหน้ายังไม่คิดสู้ตาย”
“และตอนถอย เขาพูดว่าพรุ่งนี้”
“หมายความว่าพวกมันกำลังรออะไรบางอย่าง”
เด็กหนุ่มเข้าใจ
“รอกำลังเสริม?”
“น่าจะเป็เช่นนั้น”
“ถ้าเราหนีไปตามเส้นทางเมือง พวกมันคงดักรอ”
“ใช่”
“แต่ถ้าเราเข้าเทือกเขามรณะ”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“พวกมันอาจคิดว่าเราไม่กล้าเข้าไป”
จางเหว่ยยิ้มเล็กน้อย
“และเราต้องหาผลเพลิงหยกอยู่แล้ว”
“อย่าดีใจไป”
“ที่นั่นอันตรายกว่าคนพวกนี้”
“ข้ารู้”
“เ้ารู้ไม่มากพอ”
“แต่ครั้งนี้ท่านไปด้วย”
คำตอบทำให้ไป๋ซูเหยาชะงัก
ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ
“รีบไปเตรียมของ”
จางเหว่ยลุก
เดินไปได้สองก้าว
แล้วหยุด
“ท่านน้า”
“อะไรอีก?”
“ชายมีแผลเป็นั่น”
“ท่านรู้จักหรือไม่?”
“ไม่”
“แต่เขารู้จักท่าน”
“คนที่รู้จักน้าไม่ได้หมายความว่าน้าต้องรู้จักทุกคน”
“เขาเรียกท่านว่าท่านหญิงไป๋”
ไป๋ซูเหยาเงียบ
จางเหว่ยมองนาง
“ท่านเคยเป็ใคร?”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง
นานกว่าทุกครั้ง
สุดท้ายไป๋ซูเหยากล่าว
“คนที่มีบ้าน”
จางเหว่ยนิ่ง
คำตอบสั้นมาก
แต่เขาไม่ได้ถามต่อ
เพราะสายตาของนางในวินาทีนั้นเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ทำให้เขารู้ว่า หากถามเพิ่มจะเป็การเปิดาแที่ยังไม่สมาน
“ข้าจะรีบเตรียมของ”
เด็กหนุ่มหันกลับ
เริ่มเก็บอาหารแห้ง
น้ำ
สมุนไพร
เสื้อผ้า
มีด
ธนูเก่าของตน
ลูกธนู
เชือก
ของจำเป็ทุกอย่างที่สามารถถือได้
ไป๋ซูเหยาเองก็เก็บยาและสิ่งของสำคัญ
กล่องไม้ที่บรรจุหยกั จดหมาย และตราโลหะถูกห่อแน่น
จากนั้นส่งให้จางเหว่ย
“เก็บไว้บนตัว”
“เหตุใดไม่ให้ท่านถือ?”
“เพราะมันเป็ของเ้า”
จางเหว่ยรับ
ใส่ไว้ด้านในเสื้อ
ห่อหนังสัตว์สีดำถูกผูกติดข้างเอว
ทันทีที่มันััร่าง ไม่มีปฏิกิริยาใด
แต่จางเหว่ยยังจำสิ่งที่อยู่ภายในได้
ประตูบานที่สอง
วิชาฝืนลิขิต
เขายังไม่สามารถกลับเข้าไป
ต้องทำให้ชีพจรมั่นคงก่อน
เจ็ดวัน
ตอนนี้ผ่านไปเกือบหนึ่งคืนแล้ว
เวลาเริ่มนับจริง ๆ
จางเหว่ยหันไปมองชั้นยา
“ท่านน้า”
“หืม?”
“น้ำยาหล่อชีพจร”
“เ้าบอกว่าต้องปรุงเอง?”
“ใช่”
“เ้าทำเป็หรือ?”
เด็กหนุ่มเงียบ
ก่อนตอบอย่างซื่อตรง
“ยังไม่เป็”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“แล้วเ้าดูมั่นใจมาก”
“ข้าจำวิธีได้ทั้งหมด”
“จำได้ไม่เท่ากับทำได้”
“ข้ารู้”
“การควบคุมไฟ การแยกส่วนสมุนไพร ระยะเวลาปรุง ความเข้มข้น ทุกอย่างผิดพลาดได้”
จางเหว่ยเลิกคิ้ว
“ท่านรู้เื่ปรุงยาด้วย?”
“รู้เพียงเล็กน้อย”
“เช่นนั้นท่านสอนข้าได้!”
“น้าสอนพื้นฐานให้ได้”
“แต่ตำรับนั้นเป็สิ่งที่น้าไม่เคยเห็น”
“เ้าต้องเป็ผู้ตัดสินใจเองว่าแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างไร”
จางเหว่ยพยักหน้า
“แค่นี้ก้เพียงพอแล้ว”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“เ้ามั่นใจ?”
“ไม่”
คำตอบทำให้นางชะงัก
“แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้”
“ดังนั้นต่อให้ไม่มั่นใจก็ต้องทำ”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าว
“ความกล้ากับความประมาทอยู่ใกล้กันมาก”
“จงจำเอาไว้”
“ขอรับ”
เวลาเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ
ก่อนฟ้าสางอีกประมาณหนึ่งชั่วยาม
ไป๋ซูเหยาไม่คิดรอ
นางเปิดประตูหลัง
ทั้งสองเดินออกมา
ไม่มีตะเกียง
ใช้เพียงแสงจันทร์
จางเหว่ยหันกลับมองกระท่อม
สถานที่ที่เขาอยู่มาั้แ่จำความได้
โต๊ะที่เขาทำเอง
รั้วไม้ที่ซ่อมหลายครั้ง
ต้นไม้ที่เคยปีนตอนเด็ก
ลำธารที่เคยจับปลา
ทุกอย่างอยู่ตรงหน้า
แต่คืนนี้ต้องจาก
ไป๋ซูเหยาเห็นเขาหยุด
“เ้าเสียดาย?”
จางเหว่ยพยักหน้า
“เพียงนิดหน่อย”
“ของนอกกายสร้างใหม่ได้”
“ชีวิตคนสำคัญกว่า”
เขาหันมองนาง
“ข้ารู้”
จากนั้นยิ้ม
“อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องซ่อมหลังคาฝั่งตะวันออกอีกแล้ว”
ไป๋ซูเหยามองเขานิ่ง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าตัวดี”
ทั้งสองออกเดิน
แทนที่จะใช้เส้นทางปกติ จางเหว่ยพาไปทางลำธาร
เดินในน้ำเพื่อกลบรอยเท้า
จากนั้นขึ้นฝั่งตรงบริเวณหินแข็ง
ไป๋ซูเหยามองเขา
“เ้าฉลาดขึ้น”
“ข้าอยู่ป่ามาสิบห้าปี”
“อย่างน้อยเื่หนีสัตว์ป่าข้าก็พอรู้”
“คนไม่เหมือนสัตว์”
“บางคนแย่กว่า”
นางเกือบยิ้ม
ทั้งสองเร่งฝีเท้า
แม้จางเหว่ยอ่อนแรง แต่ร่างที่ผ่านการหลอมทำให้เขาสามารถรักษาความเร็วได้ดีกว่าที่คิด
หลังเดินทางราวครึ่งชั่วยาม
ไป๋ซูเหยาหยุดทันที
“มีอะไร?”
จางเหว่ยถาม
นางย่อตัวลง
มองพื้น
มีรอยรองเท้า
สดใหม่
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“เป็พวกมัน?”
“ไม่แน่ใจ”
ไป๋ซูเหยาแตะดิน
“รอยนี้ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม”
“มุ่งไปทางทิศตะวันตก”
ทิศตะวันตก
คือทิศเดียวกับเทือกเขามรณะ
จางเหว่ยมองนาง
“พวกมันรู้ว่าเราจะไปทางนั้น?”
“อาจจะไม่ใช่”
“แต่เราจำเป็ต้องเปลี่ยนเส้นทาง”
นางหันไปทางใต้
“อ้อมไป”
ทั้งสองเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง
ไม่มีการพูด
จนกระทั่งฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีสีเทา
เสียงนกเริ่มกลับมา
แนวูเาสีดำไกล ๆ ค่อย ๆ ปรากฏ
เทือกเขามรณะ
จางเหว่ยมองมัน
เพียงเมื่อวานเขายังเข้าไปเพราะตามกระต่ายตัวหนึ่ง
วันนี้เหตุผลต่างไปโดยสิ้นเชิง
ผลเพลิงหยกอยู่ข้างใน
และไม่มีใครรู้ว่าคนตามล่าจะอยู่ใกล้เพียงใด
ไป๋ซูเหยาหยุดบนเนินหิน
มองป่าด้านหน้า
“จากตรงนี้ไป”
“อย่าเดินห่างน้าเกินสิบก้าว”
“ขอรับ”
“อย่าััสิ่งใดที่ไม่รู้จัก”
“ขอรับ”
“ถ้าเห็นสัตว์อสูร อย่าคิดสู้”
“ขอรับ”
“และอย่าตามกระต่าย”
จางเหว่ยชะงัก
ก่อนหันมองนาง
“เื่นี้ท่านยังไม่ลืมอีกหรือ?”
“ไม่มีวันลืม”
เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ
แต่เสียงหัวเราะหยุดลงเมื่อไป๋ซูเหยายกมือ
“เงียบ”
จางเหว่ยนิ่ง
จากป่าด้านหน้า
มีเสียงบางอย่างเคลื่อนไหว
สวบ
หนึ่งครั้ง
แล้วหยุด
ไป๋ซูเหยาจับแขนเขา
พาไปหลบหลังหิน
ทั้งสองรอ
ไม่นาน พุ่มไม้ข้างหน้าสั่น
สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งเดินออกมา
รูปร่างคล้ายหมาป่า
แต่ใหญ่กว่าหมาป่าปกติเกือบสองเท่า
ขนสีเทาดำ
เขี้ยวยาว
กลางหน้าผากมีปุ่มกระดูกนูนขึ้น
ดวงตาสีเหลืองกวาดมองรอบตัว
จางเหว่ยกลั้นหายใจ
เขาเคยเห็นสัตว์ป่ามาก
แต่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้
ไป๋ซูเหยากระซิบ
“หมาป่ากระดูกเขา”
“สัตว์อสูร?”
นางพยักหน้า
จางเหว่ยรู้สึกเืในกายเดือดขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะอยากสู้
แต่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นสัตว์อสูรมีชีวิตในระยะใกล้
หมาป่ากระดูกเขาดมอากาศ
หัวหันมาทางก้อนหินที่ทั้งสองซ่อนอยู่
ไป๋ซูเหยากำมือ
แต่ก่อนมันจะเดินเข้ามา
เสียงคำรามต่ำอีกเสียงก็ดังจากป่าด้านไกล
หมาป่าตัวนั้นหันกลับทันที
จากนั้นวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้
ไป๋ซูเหยารออีกหลายลมหายใจ
จึงออกจากที่ซ่อน
“รีบไป”
จางเหว่ยตาม
เดินไปได้ไม่ถึงร้อยก้าว
เด็กหนุ่มกลับชะงัก
สายตาหยุดอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่
บนเปลือกไม้มีรอยขีดบางอย่าง
สามเส้น
เอียงลง
จางเหว่ยจำได้
“ท่านน้า”
นางหันมา
“เมื่อวานข้าผ่านตรงนี้”
“เ้าแน่ใจ?”
“นี่คือรอยที่ข้าทำไว้”
เขาเดินเข้าไปใกล้
“ตอนตามกระต่าย ข้ากลัวหลง จึงใช้มีดขีดต้นไม้”
ไป๋ซูเหยากวาดตามองรอบ
“หมายความว่าถ้ำอยู่ไม่ไกล?”
“อีกประมาณครึ่งชั่วยาม”
“เ้าพาไป”
จางเหว่ยพยักหน้า
ทั้งสองเปลี่ยนทิศ
ยิ่งเดินลึก ต้นไม้ยิ่งใหญ่
แสงเช้าส่องลงมาได้น้อย
อากาศเย็น
หลังผ่านหน้าผาหินดำตามที่จางเหว่ยเคยเล่า
เขาหยุด
ชี้ไปด้านหน้า
“อยุ่ตรงนั้น”
ปากถ้ำถูกเถาวัลย์ปกคลุม
หากไม่รู้มาก่อน แทบมองไม่เห็น
ไป๋ซูเหยาไม่เข้าไปทันที
นางย่อตัวลง
มองพื้น
รอยของจางเหว่ยเมื่อวานยังอยู่
รวมถึงรอยกระต่าย
แต่เหนือรอยเ่าั้
มีบางอย่างใหม่
รอยรองเท้า
หนึ่งคู่
จางเหว่ยเห็น
สีหน้าเปลี่ยน
“มีคนเข้ามาหลังข้า?”
ไป๋ซูเหยาลูบรอยดิน
“เกิดขึ้นไม่นาน”
“ก่อนเรามาถึงไม่เกินหนึ่งชั่วยาม”
ทั้งสองมองปากถ้ำพร้อมกัน
จางเหว่ยกำมีดล่าสัตว์
“หรือคนของเมื่อคืน?”
“ข้าไม่รู้”
“เรายังจะเข้าไปหรือไม่?”
ไป๋ซูเหยามองเขา
“โครงกระดูกที่เ้าพบอยู่ลึกเท่าใด?”
“เดินประมาณสองก้านธูป”
“มีทางออกอื่นหรือไม่?”
“ข้าไม่เห็น”
นางเงียบคิด
ก่อนกล่าว
“เข้าไปกัน”
“แต่เ้าตามหลังน้า”
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ เ้ารีบถอยทันที”
จางเหว่ยพยักหน้า
ไป๋ซูเหยาดึงกิ่งเถาวัลย์ออก
เดินเข้าสู่ความมืด
จางเหว่ยตามหลัง
อากาศเย็นลงทันที
กลิ่นดินชื้นปะปนกับกลิ่นเก่าแก่บางอย่าง
ทั้งสองเดินช้า
จางเหว่ยใช้หินจุดไฟกับคบเพลิง
แสงสีส้มส่องผนังหิน
รอยเท้าบนพื้นชัดขึ้น
มีเพียงคนเดียว
“มันเดินนำเราไปทางเดียวกับโครงกระดูก”
จางเหว่ยกระซิบ
ไป๋ซูเหยาพยักหน้า
ยิ่งลึก
บรรยากาศยิ่งหนัก
แรงกดดันที่จางเหว่ยเคยรู้สึกกลับมา
แต่ครั้งนี้เกิดสิ่งแตกต่าง
เมื่อแรงกดดันััร่างเขา ชีพจรใหม่ทั้งเก้าสายพลันสั่นเบา ๆ
ครืน
จางเหว่ยหยุด
“เป็อะไรไป?”
ไป๋ซูเหยาถาม
“ชีพจรของข้า”
“เจ็บรึ?”
“ไม่”
เขาหลับตา
“มันเหมือนกำลังตอบสนองอะไรบางอย่าง”
ไป๋ซูเหยาสีหน้าเคร่ง
“อย่าชักนำพลัง”
“ข้าไม่ได้ทำ”
ทั้งสองเดินต่อ
ไม่นานทางแคบก็เปิดสู่โถงใหญ่
คบเพลิงในมือจางเหว่ยส่องไปข้างหน้า
โครงกระดูกมหึมาปรากฏอีกครั้ง
แม้เห็นเป็ครั้งที่สอง เด็กหนุ่มก็ยังรู้สึกหายใจติดขัด
ไป๋ซูเหยากลับหยุดนิ่งทันที
ดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อย
กระดูกมหึมาวางทอดยาวไปทั่วโถง
ซี่โครงสูงกว่าคนหลายเท่า
กะโหลกส่วนหนึ่งจมหายเข้าไปในหิน
แม้เต็มไปด้วยตะไคร่ แต่แรงกดดันยังคงอยู่
“นี่คือสิ่งที่เ้าพบ?”
“ใช่”
ไป๋ซูเหยาเดินเข้าใกล้ช้า ๆ
สีหน้ายิ่งหนัก
“ท่านรู้ว่าเป็สัตว์อะไรหรือ?”
“ไม่”
คำตอบทำให้จางเหว่ยผิดหวังเล็กน้อย
แต่ก่อนเขาจะถามต่อ
เสียงหนึ่งกลับดังมาจากอีกด้านของโครงกระดูก
แกร๊ก
ทั้งสองหยุด
ไป๋ซูเหยายกมือห้าม
จากหลังซี่โครงใหญ่
เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา
ชายชุดดำ
เป็หนึ่งในคนที่หนีไปเมื่อคืน!
เมื่อเห็นทั้งสอง เขาเองก็ชะงัก
จากนั้นแววตาเปลี่ยน
“พวกเ้า!”
จางเหว่ยกำมีดแน่น
ไป๋ซูเหยาก้าวขึ้นหน้า
ชายชุดดำถอยทันที
แต่แทนที่จะหนีออกทางปากถ้ำ เขากลับหันไปด้านใน
มือกำบางสิ่งไว้
จางเหว่ยมองเห็น
เป็แผ่นโลหะเล็ก
คล้ายสิ่งที่ไป๋ซูเหยาค้นจากศพ
ชายชุดดำยกมันขึ้น
เข็มบนแผ่นโลหะสั่นอย่างรุนแรง
จากนั้นชี้ตรงไปยังจางเหว่ย
ดวงตาของชายคนนั้นเบิกกว้าง
“เป็เ้า!”
จางเหว่ยขมวดคิ้ว
“อะไร?”
ชายชุดดำถอยอีกก้าว
สีหน้ากลับมีทั้งใและยินดี
“สัญญาณเมื่อคืน”
“มาจากเ้า!”
ไป๋ซูเหยาสีหน้าเปลี่ยน
“ฆ่ามัน!”
นางพุ่งออกทันที
ชายชุดดำรีบโยนบางอย่างลงพื้น
ปัง!
ควันดำะเิเต็มโถง
จางเหว่ยไอ
มองไม่เห็นอะไร
“ท่านน้า!”
“อยู่ตรงนั้น!”
เสียงนางดังผ่านควัน
ตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบ
ชายชุดดำกำลังหนี
จางเหว่ยยืนอยู่กับที่ตามคำสั่ง
แต่ขณะควันเริ่มจาง
ชีพจรทั้งเก้าสายภายในร่างกลับสั่นอีกครั้ง
คราวนี้รุนแรงกว่าเดิม
ครืน!
หัวใจเขากระตุก
สายตาหันไปทางโครงกระดูก
ไม่ใช่ชายชุดดำ
ไม่ใช่แผ่นโลหะ
เป็ตำแหน่งเดิมที่เขาพบห่อหนังสัตว์เมื่อวาน
ใต้ซี่โครงบริเวณส่วนท้อง
มีแสงสีแดงอ่อน ๆ กะพริบขึ้น
หนึ่งครั้ง
จางเหว่ยหรี่ตา
“นั่นอะไร?”
เขากำลังจะเรียกไป๋ซูเหยา
แต่เสียงของชายชุดดำกลับดังจากด้านลึก
“ถอยไป!”
ตามด้วยเสียงอีกเสียงหนึ่ง
ไม่ใช่ของไป๋ซูเหยา
เป็เสียงคำรามต่ำ
หนัก
และใกล้
โฮก!
พื้นถ้ำสั่นะเื
ฝุ่นร่วงจากเพดาน
จางเหว่ยเบิกตากว้าง
ไป๋ซูเหยาะโกลับมาจากในควัน
“จางเอ๋อร์!”
“รีบออกจากถ้ำเดี๋ยวนี้!”