(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

ตอนที่ 205 สิทธิพิเศษของสมาพันธ์

        ท่ามกลางบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนไปบริเวณด้านหน้าทางเข้า


        คลื่นความวุ่นวายระลอกใหม่จะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ดั่งสายลมที่ซัดกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว


        ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก็ดังสะท้อนจากปลายถนนสายหลัก กลุ่มบุคคลในชุดเครื่องแบบของสมาพันธ์นักล่ามังกรเร่งรุดเข้ามาด้วยท่วงท่าจริงจัง สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียด ราวกับได้รับรายงานเหตุฉุกเฉินที่ไม่อาจเพิกเฉย


        เจ้าหน้าที่ผู้ยืนอยู่แถวหน้าสุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าหน่วย มีใบหน้าคมคายและท่าทางแข็งกร้าว


        เมื่อสายตากวาดผ่านกลุ่มนักเรียนจำนวนมากที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ เสียงคำรามก็ดังสนั่นกลางลานกว้าง


        “ไอ้พวกเด็กเวร! กล้าดียังไงถึงมาก่อเรื่องภายในมหานครเทียนหมิง!”


        “รู้กันอยู่ใช่ไหมว่ามหานครแห่งนี้เป็นอาณาเขตห้ามต่อสู้กัน!”


        “ถ้าอยากจะต่อสู้ก็ไปที่ลานประลองซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้นู่น!”


        “รู้ไหมว่ามันสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆมากแค่ไหน พวกเขาอาจได้รับผลกระทบและเกิดการบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว!”


        สายตาคมกริบกวาดมองไปยังนักเรียนจากแต่ละสถาบันโดยไม่เลือกฝ่าย ความเคร่งครัดในกฎระเบียบปรากฏชัดในทุกคำพูดที่หลุดออกมา เขาไม่ได้มองว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียงนักเรียน หากเป็นผู้ละเมิดกฎของมหานครซึ่งต้องได้รับการสอบสวนโดยเท่าเทียม


        “เพราะงั้นข้าจะพาพวกเจ้าไปสอบปากคำ.. ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”


        “ต่อให้จะเป็นนักเรียนจากสถาบันเหนือสวรรค์ สถาบันมังกรศักดิ์สิทธิ์ หรือสถาบันวิหคเพลิง


        สมาพันธ์นักล่ามังกรของพวกเราก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ละเว้น!”


        เสียงของเขาหนักแน่นประหนึ่งเหล็กกล้า บรรยากาศโดยรอบจึงยิ่งตึงเครียดขึ้นอีกขั้น นักเรียนหลายคนเริ่มแสดงสีหน้ากังวล เพราะแม้จะเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่น แต่กฎของมหานครเทียนหมิงย่อมไม่อาจละเลยได้ ทว่าขณะที่หัวหน้าหน่วยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อดำเนินการ


        เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับยื่นมือสะกิดเบาๆพลางกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ


        “หะ.. หัวหน้าหน่วย..”


        “คะ.. คนผู้นั้น.. ชายหนุ่มหน้าสวยที่มีเส้นผมสีเงินยาวสลวยงดงามนั่นน่ะ..”


        คำพูดนั้นทำให้หัวหน้าหน่วยชะงักเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ


        ทว่าก็หันไปมองตามทิศทางที่ลูกน้องชี้อย่างไม่ใส่ใจนักในตอนแรก


        เพียงครู่เดียวเท่านั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวพลันเบิกกว้าง ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวกับกำลังกลืนน้ำลาย ภายในเสี้ยววินาที ความเคร่งขรึมเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงอย่างไม่ปิดบัง


        เจ้าหน้าที่ทั้งกลุ่มต่างพากันหน้าซีดเผือด สีเลือดบนใบหน้าหายวับไปอย่างเห็นได้ชัด


        ก่อนที่ทุกคนจะรีบยกมือแนบอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


        “ทะ.. ทำความเคารพท่านเทพสงครามน้อยขอรับ!”


        เสียงประสานกันดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หัวหน้าหน่วยรีบก้มศีรษะลงทันทีโดยไม่รอช้า


        “ข้าน้อยไม่รู้ว่าเป็นท่าน.. ได้โปรดให้อภัยต่อความโง่เขลาของข้าด้วย!”


        ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันนั้นทำให้นักเรียนจากทั้งสามสถาบันต่างตะลึงงัน ความเคร่งเครียดเมื่อครู่พลันกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่แต่ละคนจะนึกอะไรขึ้นได้


        ไป๋หลัวถงยืนอยู่ตรงนั้น เส้นผมสีเงินยาวสลวย ใบหน้าที่เคยฉายความลังเลก่อนหน้าบัดนี้กลับสงบนิ่งและสำรวม


        เนื่องจากว่าตัวของเขาเป็นนักล่ามังกรผู้ครอบครองเจตจำนงระดับเทพ สมาพันธ์นักล่ามังกรจึงแต่งตั้งให้เป็นว่าที่เทพสงครามในทันทีตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ผู้ได้รับตำแหน่งเช่นนี้ย่อมมีอภิสิทธิ์และสถานะเหนือกว่านักล่ามังกรทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่ถึงขั้นเทพสงครามโดยสมบูรณ์ แต่ชื่อเรียกนั้นก็เพียงพอจะทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสองต้องแสดงความเคารพอย่างไม่ลังเล


        ไป๋หลัวถงเผยรอยยิ้ม ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อยแล้วโค้งคำนับตอบอย่างสุภาพ


        “พวกข้าผิดเอง.. ขอโทษที่สร้างเรื่องวุ่นวายนะครับ”


        “ส่วนข้าวของที่เสียหาย รบกวนพวกท่านส่งเรื่องไปยังเบื้องบนด้วยนะครับ”


        คำพูดนั้นทั้งสุภาพและรับผิดชอบในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้งแม้แต่น้อย


        “ขอรับท่านเทพสงครามน้อย!”


        เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง ก่อนที่กลุ่มเจ้าหน้าที่จะเริ่มจัดการเคลียร์พื้นที่และบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ตามขั้นตอน


        นักเรียนจากสถาบันเหนือสวรรค์มองไป๋หลัวถงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ความเดือดดาลก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยความเคารพและความภาคภูมิใจ ส่วนฝ่ายอื่นๆเองก็ไม่กล้าก่อเรื่องต่อในสถานการณ์เช่นนี้


        เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ไป๋หลัวถงจึงหันสายตาไปยังภายในโถงประมูลมังกรเร้น พร้อมกับมุมปากของเขาที่ยกยิ้มขึ้นอย่างงดงาม


        “ข้าทำได้แล้วท่านหวงเยี่ย!”


        ..


        ขณะเดียวกันเมื่อหวงเยี่ยก้าวพ้นประตูบานใหญ่เข้าสู่ภายในโถงประมูลมังกรเร้น


        ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็แตกต่างจากความโกลาหลด้านนอกโดยสิ้นเชิง อาคารทรงสูงที่ทอดตัวขึ้นไปจนแทบมองไม่เห็นเพดานนั้นเปี่ยมไปด้วยแสงสว่างนวลตา เสาหินแกะสลักลวดลายมังกรโบราณเรียงรายตลอดแนว ผนังประดับผลึกโปร่งใสที่สะท้อนประกายสีฟ้าอ่อนเป็นระยะ


        บรรยากาศโดยรวมชวนให้รู้สึกถึงความมั่งคั่งและอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการค้าทุกชิ้น


        ผู้คนหลั่งไหลเข้าออกไม่ขาดสาย เสียงสนทนาผสมกับเสียงประกาศราคาสินค้าดังสลับกันไปมา


        บางคนวางชิ้นส่วนของสัตว์อสูรมังกรลงบนแท่นประเมิน กลิ่นเลือดจางๆกับกลิ่นโลหะจากเกล็ดแข็งกร้าวลอยคลุ้งในอากาศ


        ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วน บางคนถืออาวุธยาวคมกริบ หมุนมันช้าๆเพื่อทดสอบสมดุลและแรงสั่นสะเทือนของพลังวิญญาณ บางคนยืนอยู่ด้านหน้าภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ แสงสีน้ำเงินส่องสะท้อนใบหน้า


        พวกเขาเลื่อนรายการสินค้าไปมาอย่างตั้งใจ ดวงตาจับจ้องข้อมูลตัวเลขและคุณสมบัติอย่างไม่ละสายตา


        หวงเยี่ยหยุดยืนกลางโถงกว้าง ริมฝีปากเผยรอยยิ้ม พลางกวาดสายตามองไปรอบทิศ ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจผุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน


        เพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาได้เหยียบย่างเข้าสู่ศูนย์กลางการซื้อขายอย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่นักล่ามังกรพึงต้องการล้วนปรากฏอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุหายาก อุปกรณ์เสริมพลัง หรือกระทั่งสิ่งของระดับสูงที่คนทั่วไปไม่อาจเอื้อมถึง


        ทว่าเหตุผลที่ชายหนุ่มมายังสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของมัน หากมีเพียงจุดประสงค์เดียวชัดเจนในใจ


        นั่นคือการใช้สิทธิพิเศษของสมาพันธ์นักล่ามังกร


        โถงมังกรเร้นมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสมาพันธ์มาเนิ่นนาน จึงได้รับอภิสิทธิ์หลายประการ


        และในทางกลับกัน สมาพันธ์เองก็วางเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเอาไว้อย่างเป็นระบบ หากนักล่ามังกรผู้ใดมีตราสัญลักษณ์สงครามของสมาพันธ์นักล่ามังกร พวกเขาย่อมสามารถใช้คุณงามความดีสะสมของตนมาแลกเปลี่ยนสิ่งของจากโถงแห่งนี้ได้หนึ่งครั้งในทุกหนึ่งปี


        โดยแบ่งระดับสิทธิ์ตามตำแหน่งและผลงาน ผู้ที่อยู่ในระดับต่ำย่อมถูกจำกัดขอบเขตการเลือกอย่างชัดเจน


        แต่สำหรับตำแหน่งเทพสงคราม สิทธิ์นั้นกว้างขวางจนแทบไร้ขีดจำกัด


        ต่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์มังกรกลืนกินอันล้ำค่า มันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถแลกเปลี่ยนได้


        ด้วยเหตุนี้เอง ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะมาถึง วันแห่งการประลองระหว่างสถาบันทั้งสิบกำลังใกล้เข้ามา หวงเยี่ยจึงตัดสินใจใช้โอกาสครั้งสำคัญนี้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตน และไม่คิดจะก้าวขึ้นเวทีโดยปล่อยให้พลังของตนยังไม่สมบูรณ์


        ในห้วงความคิด เสียงของระบบกลืนกินมังกรดังขึ้นอย่างชัดเจน


        【เลือกได้เพียงหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งปี พวกเราจะต้องมุ่งเน้นไปที่พลังโดยรวมของโฮสต์ก่อนเลยค่ะ】


        【เพราะงั้นตัดอาวุธไปได้เลย อาวุธเรามีหอกจักรพรรดิทองคำแล้ว】


        หวงเยี่ยพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยคำตอบ เพราะนั่นคือความจริง อาวุธหลักของเขาเพียงพอสำหรับการต่อสู้ระดับสูงแล้ว


        【ส่วนสมุนไพรวิญญาณต่างๆโฮสต์ยังไม่จำเป็น เพราะพวกเราสามารถเติมเต็มส่วนนั้นได้จากการฝึกฝน】


        【ทว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับโฮสต์ตอนนี้ก็คือรูปแบบของผู้กลืนกินมังกร การเปลี่ยนร่างเป็นมังกร!】


        ดวงตาของหวงเยี่ยหรี่ลงเล็กน้อย ความคิดของเขาสอดคล้องกับคำแนะนำนี้โดยไม่ต้องถกเถียงเลยซักนิด


        【ในฐานะผู้กลืนกินมังกร.. โฮสต์ในตอนนี้เปลี่ยนแขนของตนให้กลายเป็นแขนมังกรได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น และมันยังคงห่างไกลอย่างมากสำหรับการเป็นร่างแปลงมังกรที่แท้จริงมาก เพราะงั้นเราจะใช้สิทธิพิเศษนี้ทั้งหมดไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ค่ะ】


คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน