บทที่ 32: ดวงวิญญาณแห่งเทพอัคนี (Soul of Fire God)
สึรุฮิเมะเรียกง้าวนางินาตะออกมาและแทงเข้าที่ร่างของคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะเหวี่ยงใส่ผู้คนที่อยู่ล้อมรอบจนทำให้พวกเขาลอยกระเด็นออกมา จากนั้นก็เรียกหอกยาริ 2 คมออกมาและพุ่งเข้าโจมตีใส่ผู้คนประมาณ 14 คน ในระหว่างนั้นก็มีสายโซ่ที่เชื่อมกันระหว่างท้ายคมหอกและปลายด้ามที่จับยืดยาวออกมา และถูกแยกออกมาเป็นหอกสั้นชนิดคู่จากนั้นก็เรียกอาวุธมายาชนิดอื่นอย่างโซ่เคียว ทอนฟา ค้อนยักษ์ ขวานคู่ และหมัด แล้วพุ่งเข้าโจมตีใส่ผู้คนที่เหลือทั้งหมดด้วยความที่เธอได้ร่ายเวทย์ไร้คมเอาไว้ลงบนอาวุธมายาทุกชนิด จึงทำให้พวกเขาทั้งหมดไม่ถึงแก่ชีวิต อย่างมากที่สุดก็แค่สลบลงไปสักระยะ ต่อให้จะถูกฟันหรือถูกแทงไปสักกี่ครั้งก็ได้รับการฟื้นฟูจนหายเป็นปกติเพียงชั่วพริบตายูโตะทำการร่ายเวทย์ผ่านคฑาก่อนที่จะเสกให้ร่างของเหล่าผู้คนลอยขึ้นกลางอากาศและเหวี่ยงร่างพวกเขาทั้งหมดไปที่หน้าประตูรั้วของบ้านคฤหาสน์อย่างรุนแรง สักพัก คฑาเวทย์ที่ถือไว้ในมือนั้นก็ได้เลือนหายไป ยูโตะก็เกิดความสงสัยขึ้นภายในใจนี่ใช่พลังเวทย์ของเราจริงๆ เหรอ“ใช่แล้วหล่ะขอรับ ท่านองค์ชาย”ทันใดนั้น ยูโตะก็รู้สึกได้ว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบก็ได้เปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยความมืดมิด และความว่างเปล่า บนพื้นนั้นเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาวที่ลอยฟุ้งไปทั่วสารทิศ ซากุระอุชิ ภูติพิทักษ์วัวบุปผาของเจ้าชายฮิโกโบชิในสมัยอดีตกาลก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าชายหนุ่ม“นั่นล่ะ คือพลังเวทย์ทั้งหมดของท่าน สิ่งที่เจ้าควรทำในตอนนี้ ก็คือปกป้องท่านองค์หญิงให้รอดพ้นไปจากนางเทวีอสูรฯ ให้จงได้”ซากุระอุชิ ภูติพิทักษ์วัวบุปผาก็ได้เลือนหายไป สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ยูโตะแม้จะไม่เคยเข้าไปพูดคุยหรือทำความรู้จักกับยูกินะมาก่อนเลยสักครั้ง แต่ก็ยังพอจะรู้สึกคุ้นๆ กับใบหน้างามของเธอราวกับว่าเหมือนเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่า...ไม่ใช่ในยุคสมัยนี้แน่นอนสึรุฮิเมะรู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังแอบมองจากทางด้านหลัง จึงเรียกคันศรออกมาและรีบยิงไปที่เงามืดซ่อนอยู่ภายในบ้านคฤหาสน์ทันที“โห่ อันตรายนะเนี่ย เล่นยิงใส่กะทันหันกันแบบนี้เนี่ย”มีชายวัยกลางคนลึกลับผู้สวมแว่นตาดำที่อยู่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตคลุมหัวสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวที่ดูเซอร์ๆ และรองเท้าผ้าใบนั้น ปรากฎตัวขึ้นที่ระเบียงชั้นบนหน้าทางลงบันไดทางด้านซ้ายมือ ชายใต้ผ้าคลุมค่อยๆ เดินลงบันไดมาอย่างช้าๆ“ในที่สุดก็เจอตัวจนได้ ส่งดาบเจ็ดเขี้ยวกาลเทพคืนมาให้ข้า”“ถ้าจะทวงถามถึงของสิ่งนั้นหล่ะก็ เสียใจด้วยละกันนะ เพราะมันไม่ได้อยู่กับข้า”“เจ้าหมายความว่ายังไง ที่ว่าดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นไม่ได้อยู่กับเจ้า” ชายใต้ผ้าคลุมนิ่งเงียบสักพัก ก่อนที่เขาจะเดินหายไปในเงามืดพลางทำหน้าเมินใส่ราวกับไม่รู้ไม่ชี้ในท่ามกลางความมืดมิดภายในแดนปรโลกที่ไร้ซึ่งแสงสว่างที่ส่องเข้ามา นางเทวีอสูรฯ ได้มาถึงภายในตำหนักพระโรงในพระราชวังปรภพ โดยมีพวกลูกสมุนของนาง ต่างก็มารอการต้อนรับอยู่ภายในตำหนัก“เสียแรงนัก ที่ข้าอุตส่าห์ใช้ร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ เพื่อให้นักพรตและพวกคนชั่วรุมทำร้ายให้สาแก่ใจของข้า อีกนิดเดียว ข้าก็จะสามารถปลิดชีวิตของมันด้วยน้ำมือของนักพรตและพวกคนชั่วพวกนั้นได้อยู่แล้วเชียว...”“แต่เจ้าทานุกิบ้านั่น...มันบังอาจมาหลอกตบตาข้า โดยการสวมรอยเป็นเจ้าหญิงโอริฮิเมะและหลอกให้ข้าสิงเข้าไปในร่างของมันจนทำให้ข้าเกือบจะเสียท่าให้กับมัน”นางเทวีอสูรฯ รู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมากที่ถูกหลอกตบตาโดยทานุกิ ภูติพิทักษ์ของสึรุฮิเมะ“นางสึรุฮิเมะ ข้าไม่อยากจะนึกเลยนะ…ว่าเราจะได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง”น้ำเสียงของนางเทวีอสูรฯ ค่อยๆ แผ่วเบาลงเล็กน้อย นางเทวีอสูรฯ นึกถึงใบหน้างามของนักรบมิโกะสาวผู้นั้นพลางแสยะยิ้มออกมาเบาๆ“เจ้าคงได้ไปเจอหน้า…นักรบมิโกะที่มีนามว่าโอโฮริ สึรุฮิเมะแห่งศาลเจ้าโอยามะซุมินั่น…อย่างงั้นหล่ะสินะ”ชายปริศนาใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นก็ได้ปรากฎตัวขึ้นพลางพูดถึงนามของนักรบมิโกะสาวที่เพิ่งไปเจอหน้ากันมาหมาดๆ“นี่เจ้าอีกแล้วหรือ” คิโดวมารุรู้สึกไม่สบอารมณ์กับชายใต้ผ้าคลุมผู้นี้สักเท่าไหรนัก“เอาน่า คิโดวมารุ อย่าได้ไปถือสาอะไรกับมันมาก” ทางด้านอุวาบามิก็มีความรู้สึกราวกับว่าชายใต้ผ้าคลุมที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่มีตัวตนอยู่ในสายตา ทันใดนั้น ก็มีลูกไฟหลายลูกลอยออกมาจากแท่นคบเพลิงทั้งหมดในพระราชวังปรโลกมารวมกันที่กลางตำหนักพระโรง“หยุดเถิดขอรับท่านแม่ อย่าได้ทำผิดไปมากกว่านี้เลย” คางุทสึชิพยายามเกลี้ยกล่อมนางเทวีอสูรฯ ผู้เป็นมารดา “คางุทสึชิ” ดวงวิญญาณแห่งเทพอัคนีก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้านางเทวีอสูรฯ มีเปลวไฟลุกโชนไปทั่วทั้งตัว ทางด้านชายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นก็ได้เดินหายไปในช่องว่างแห่งมิติทันที“แม้ว่าท่านแม่จะพยายามทำให้เจ้าชายฮิโกโบชิได้รับรู้ว่ามีผู้บริสุทธิ์จะต้องมาตายเพราะเขามากแค่ไหนก็ตาม แต่การฆ่าคือจุดเริ่มต้นของการจองเวรจองกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด ท่านแม่ฆ่าลูกหลาน พ่อแม่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย และคนรักของเขา พวกเขาต่างก็ต้องเข้ามาแก้แค้นท่านแม่ วนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น แล้วอย่างนี้ เมื่อไหร่ท่านแม่จะได้อยู่อย่างสงบสุขสักที จงตัดใจเสียเถิดขอรับ จงปล่อยวางจากทุกเรื่องราวในอดีต อย่าได้คิดพยาบาทกับพวกเขาอีกเลย”ความเจ็บปวดและความโกรธแค้นภายในใจของนางนั้น มันมากเกินกว่าที่จะยับยั้งมันได้“บุตรข้า ข้าปล่อยวางจากความพยาบาทนี้ไม่ได้ เจ้าอิซานางิ พ่อของเจ้า...หนีไปจากข้าด้วยความหวาดกลัว…เพราะว่าข้าได้กลายเป็นนางอสูร…และกักขังข้าไว้ในแดนปรโลกแห่งนี้...”“วันเวลาผ่านไป ทางด้านเจ้าอิซานางิพ่อเจ้า...ก็ได้กลับชาติมาเกิดเป็นเจ้าชายฮิโกโบชิและมีใจรักให้กับนังเจ้าหญิงทอผ้าที่ชื่อโอริฮิเมะนั่น…เพราะหลงไหลในความโฉมงามของนาง มิหนำซ้ำ เขายังจะทำร้ายข้า…เพื่อปกป้องนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่น แล้วก็นังเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ยังจะพันธนาการร่างของข้าจนทำให้ข้าต้องกลายเป็นก้อนหินอยู่นับร้อยๆ ปี เพียงเพื่อจะปกป้องนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่กลับชาติมาเกิดเป็นน้องสาวของนังองเมียวจิฮิเมะนั่น”“ทั้งสองคนนั่นต่างก็มอบความรักและให้การปกป้องนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ทั้งๆ ที่นังเจ้าหญิงทอผ้าคนนั้นก็ได้กลายร่างเป็นนางอสูรฯ เช่นเดียวกับข้า พวกมันต่างก็กระทำกับข้าราวกับเลือกปฏิบัติ”นางเทวีอสูรฯ อิซานามิกล่าวกับคางุทสึชิทั้งน้ำตาที่ไหลรินออกจากดวงตาสีฟ้าทะเลอ่อนทั้งสองข้าง น้ำเสียงของนางนั้นแทบจะราวกับร้องไห้สะอื้นจนแทบใจขาด“ท่านแม่ขอรับ สิ่งที่เจ้าชายฮิโกโบชิกับเจ้าหญิงฮิเมรากิได้ทำไปนั้น…ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องแค่เจ้าหญิงโอริฮิเมะหรือแค่ใครคนใดคนหนึ่งหรอกนะขอรับ สิ่งที่พวกเขาทั้งสองได้กระทำกับท่านแม่ไว้นั้นล้วนเกิดจากการที่ท่านแม่เป็นฝ่ายที่เริ่มเข้ามารุกรานพวกเขาก่อน...”“ท่านแม่ทำลายบ้านเมืองและฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมาก…เพียงเพื่อจะแก้แค้นแค่คนไม่กี่คน ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต่างก็ต้องมาถูกฆ่าตาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย และสิ่งที่ท่านแม่ได้กระทำลงไปนั้นมันส่งผลเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงมาก ดังนั้นพวกเขาถึงต้องลงมือกระทำเช่นนั้นก็เพื่อจะปกป้องบ้านเมือง…และชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นเรื่องธรรมดา”คางุทสึชิกล่าวในเชิงอธิบายกับนางเทวีอสูรฯ ผู้เป็นมารดาอย่างมีเหตุผล“เจ้าไม่รู้สึกบ้างเลยหรือ ที่พ่อเจ้ามีใจรักให้กับหญิงอื่น”คางุทสึชิถอนหายใจสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยตอบออกมาว่า“ต่อให้จะเป็นเรื่องที่ท่านพ่ออิซานางิสังหารข้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามแต่ ผมก็จะไม่คิดอาฆาตพยาบาทกับเจ้าชายฮิโกโบชิหรือว่าใครก็ตามที่เป็นท่านพ่ออิซานางิกลับชาติมาเกิดหรอกนะขอรับ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม…ถ้าหากคนๆ นั้นได้สิ้นใจลงและกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งก็จะถือว่าเป็นคนละคนกัน มิอาจที่จะนำมาเหมารวมเป็นคนๆ เดียวกันได้ และอีกอย่าง ถ้าหากข้าเป็นเหมือนกับท่านแม่และไม่รู้จักการปล่อยวาง ป่านนี้ข้าก็คงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขมาจนถึงทุกวันนี้หรอกขอรับ”“เจ้ารู้หรือไม่ คางุทสึชิ ตลอดเวลาหลายร้อยกว่าปีที่ข้าต้องกลายมาเป็นก้อนหินจากพลังเวทย์พันธนาการของนังเจ้าหญิงฮิเมรากินั่น ข้า...ต้องทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยว”นางเทวีอสูรฯ พลางร้องไห้สะอื้นด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานที่สั่งสมไว้มานานถึงหลายร้อยปี“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรนะขอรับท่านแม่ ถ้าหากท่านแม่ยังคงละวางความพยาบาทภายในใจของท่านไม่ได้ ท่านแม่จะหาความสุขสงบไม่ได้อีกเลย ข้าคงมิอาจจะก้าวก่ายได้มากกว่านี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับที่ท่านเลือกแล้ว…ว่าจะเลือกปล่อยวาง หรือจะเลือกเดินหน้าล้างแค้นต่อไป”หลังจากที่พูดจบ ดวงวิญญาณของเทพคางุสึชิก็ได้เลือนหายไปพร้อมกับเปลวไฟบนร่างที่ได้ดับลง เปลวไฟบนแท่นคบเพลิงต่างๆ ทั่วพระราชวังแดนปรโลกก็ได้จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง นางเทวีอสูรฯ กำมือแน่นพลางนึกถึงใบหน้าของเจ้าหญิงฮิเมรากิ และอิซานางิหรือเจ้าชายฮิโกโบชิ ซึ่งบ่งบอกได้ทันทีเลยว่านางยังคงเลือกที่จะเดินหน้าแก้แค้นต่อไป