ตอนที่ 39 ครั้งแรกของหยางไค
นักบู๊ทั้งสี่คนเร่งควบม้าตามแล้วตะโกนสั่งให้ชายทั้งสองหยุดม้า แต่หยางรุ่นชิงเห็นเช่นนั้นก็มิได้ตื่นตระหนกตกใจแต่ประการใดเลย จึงตะโกนบอกหยางไคไปว่า“น้องจู จงคิดเสียว่านี่เป็นเพียงการทดสอบการขี่ม้าโลดโผน!!” ว่าแล้วก็สะบัดบังเหียน จนม้าดำก็ออกกระโจนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฝ่ายหยางไคเห็นนั้น แม้อันที่จริงจะชอบการประนีประนอมโดยนิสัย แต่เมื่อได้ซึมซับคุณลักษณะของเหล่าจอมยุทธทั้งหลายก็เกิดนึกสนุกไปด้วย จึงอัดน่องแล้วสะบัดบังเหียนจนทำให้เจ้าม้าขาวจอมขี้เกียจก็กลายเป็นกระตือรือร้นในทันที พร้อมตะเบ็งเสียงร้องแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็วฮี้ ๆ ๆ ๆ....กุบ ๆ ๆ ๆ ๆ นักบู๊ทั้ง 4 คน เห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ครั้นจะติดตามไปม้าขาวดำทั้งสองตัวก็พาเจ้านายมันวิ่งออกไปจนลับสายตาแล้ว จึงกลับมารายงานเจ้านายของตนว่า“พวกมันตกใจ จนเตลิดหนีไปแล้วขอรับ” นายน้อยผู้นั้นได้ยินก็หัวเราะด้วยความพึงพอใจ จากนั้นโอบกอดสาวงามทั้งซ้ายขวาแล้วจึงพากันขึ้นห้องที่ชั้นบนของร้านน้ำชานั้น ทั้งสองหนุ่มพอขี่ม้าเข้าเขตชุมชนก็ชะลอความเร็ว ครั้นเห็นไม่มีใครติดตามแล้วก็รีบเสาะหาที่พักเพื่อใช้ค้างคืนในคืนนี้ แต่ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทานอาหารเย็นที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้นเอง ครั้นหยางรุ่นชิงเริ่มสังเกตว่าไม่มีแขกผู้อื่นแล้ว จึงเรียกเสี่ยวเอ้อประจำร้านเข้ามาซักถามว่า“โรงน้ำชา ณ ประตูเมืองทิศอุดร นั้นเป็นเช่นไร ?” เสี่ยวเอ้อพอได้ยินก็ทราบว่าลูกค้าคิดจะไปใช้บริการที่นั่นในค่ำคืนนี้อย่างแน่นอนก็ยิ้มแย้ม แล้วเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า“จอมยุทธช่างมีสายตาแหลมคม ซึ่งเมืองหนานจิงของเราไม่อาจเปิดหอนางโลมอย่างเอิกเกริกเท่าใดนัก ดังนั้นสถานบริการแต่ละแห่งจึงต้องกระจัดกระจายอยู่รอบนอกของเขตเมือง ทั้งยังทำเป็นโรงน้ำชาแอบแฝงจำนวน 8 แห่ง และหนึ่งในแปดนั้นตั้งอยู่ ณ ประตูเมืองทางทิศอุดรจริง แต่ล้วนมีแขกประจำมิใคร่รับลูกค้าขาจรสักเท่าใดนัก” หยางรุ่นชิงได้ฟังเช่นนั้นก็ยินดี เพราะเป็นดังที่ตนคาดคิดไว้ไม่ผิดเลยสักนิดเดียว จึงสอบถามไปอีกว่า“เมื่อเข้าเมืองมานั้น ข้าพเจ้าเห็นคุณชายผู้หนึ่งสวมชุดสีขาวปักลวดลายดอกเบญจมาศสีเทาที่อกซ้าย ทั้งมีผู้ติดตามราว 4-5 คน ..เขาคนนั้นคือใคร ?” หยางไคครั้นได้ยินก็ตกใจ เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายใช้เพียงหางตามอง กลับสามารถแยกแยะรายละเอียดได้แม่นยำถึงเพียงนี้ แต่ฝ่ายเด็กหนุ่มผู้เป็นพนักงานของร้านเมื่อได้ฟังคำบรรยายที่ชัดเจนถึงเพียงนั้นก็คิดได้ จึงกล่าวไปว่า“เป็นคุณชายน้อยสกุลถัง มีบิดาเป็นขุนนางฝ่ายการคลังของเมืองหนานจิง จึงมีฐานะร่ำรวยยิ่ง” หยางรุ่นชิงได้ยินเช่นนั้นก็ยินดี จึงหยิบเอาเงินก้อนน้ำหนัก 1 ตำลึงออกมา แล้วใช้ปลายนิ้วมือฉีกออกเป็น 4 ส่วน จากนั้นส่งให้ 1 ชิ้น พร้อมกับกล่าวว่า“นี่เป็นรางวัลสำหรับข้อมูลของเจ้า จงจำเอาไว้อย่าได้แพ่งพลายว่าข้าสอบถาม รู้หรือไม่ ?” แม้หยางรุ่นชิงจะมีเงินย่อยให้หยิบจ่ายใช้สอยอย่างง่ายดายแต่จอมยุทธใหญ่ตั้งใจแสดงพลังฝีมือ จนทำอีกฝ่ายรับไปด้วยอาการสั่นเทานัก จึงมั่นใจได้ว่าต่อให้ตายคงไม่กล้าปริปากบอกผู้ใดเป็นอันขาด ..ครั้นรับเงินไปแล้วก็รีบคำนับแล้วถอยกลับไปทันที จากนั้นพี่ใหญ่หวงก็ผินหน้ามายังอาจารย์น้อย แล้วเอ่ยสำนวนที่ท่องจำเอาไว้อย่างคล่องแคล่วว่า“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ใช่หรือไม่ใช่ ?” หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้ม แล้วแก้ไขและขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า“โดยสรุปย่อมเป็นเช่นนั้น ซึ่งสิ่งที่ท่านเพิ่งกระทำลงไปย่อมตรงตามหลักการนั้น แต่ในตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ว่า หากรู้เขารู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายอันใด ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงตัวเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล” พี่ใหญ่หวงที่ต้องการสร้างความประทับใจ แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้างแต่ยังรู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายที่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง เพราะแม้หลักการนั้นไม่แตกต่างแต่การทำข้อสอบย่อมต้องอิงตำราคู่มือ จึงเอ่ยไปว่า“ขอบคุณอาจารย์น้อยที่ชี้แนะ และบัดนี้พวกเราก็สมควรไปเยือนที่โรงน้ำชาดูสักคราดีหรือไม่ ?” หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มรับ พร้อมกับกล่าวว่า“ข้าพเจ้าเองก็ต้องการเที่ยวเล่นดูสักครา แต่เราจะต้องกลับมายังโรงเตี๊ยม ก่อนยามห้าย (亥:21:00 น.) เพื่อท่องหนังสือ ..ท่านตกลงหรือไม่ ?” หยางรุ่นชิงอดที่จะหัวเราะออกมามิได้ แต่ก็ยังตกปากรับคำ ทั้งสองจึงขี่ม้าออกไป ในตอนตอนพลบค่ำของวันนั้นเอง……..บรรยากาศในเวลาค่ำคืนของเมืองหนานจิงแม้ไม่อาจงดงามประการตาเท่ากับเมืองเป่ยจิงอันเป็นราชธานีในปัจจุบัน แต่นับว่าตกแต่งไว้น่าดูชมยิ่งเพราะในตัวเมืองต่างประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว แต่เมื่อขี่ม้าออกมารอบนอก อันเป็นที่ตั้งของสถานบริการแห่งนี้ กลับมีเพียงโคมไฟสีเขียวจากร้านน้ำชาส่องสว่างอยู่เท่านั้น สถานที่อโคจรในยามค่ำคืนนี้ย่อมไม่มีความปลอดภัยและสวัสดิภาพอันใดเป็นอันขาด หนำซ้ำมากันเพียงสองคน ไม่ใช่ 7 คนเช่นดังคราวก่อน แต่หยางรุ่นชิงยังมีความมั่นคงนัก พอลงจากหลังม้าก็เดินตรงไปยังร้านน้ำชา จึงพบกับชายฉกรรจ์สามคนที่ทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าโรงน้ำช้า เพียงแค่มองตาก็ทราบว่าล้วนเป็นชนชั้นยอดฝีมือทั้งสิ้น ทั้งยังไว้หนวดเครารุงรังจนน่าเกรงขามอยู่ไม่เบา ครั้นชายทั้งสามเห็นมีแขกเข้ามาแล้ว จึงสอบถามไปว่า"วันนี้จอมยุทธมาเพียงคนเดียวเท่านั้นหรือ ?" แต่พี่ใหญ่หวงยังมิได้ตอบประการใด อาจูก็เข้ามาถึงหน้าร้านพอดี พร้อมกับเอ่ยไปว่า"ข้าพเจ้าเตรียมตัวช้า ต้องขออภัย" เนื่องจากต้องแอบรับประทานผลท้อและอัดมะเขือเทศให้ม้าทั้งสองตัว จึงเป็นเหตุให้ล่าช้าไปก้าวหนึ่ง ทั้งสามครั้นเห็นชายที่ตามมาเป็นเพียงบัณฑิตน้อยผู้หนึ่งสายตาก็ผ่อนคลายลงบ้าง จากนั้นจึงผายมือให้คนทั้งสองเข้าไป แต่แทนที่พี่ใหญ่หวงจะเดินนำเข้าไป กลับส่งสัญญาณลับเพื่อให้หยางไครีบเดินเข้าไปข้างในก่อนตนเอง แม้หยางไคจะรู้แปลกใจในกิริยาเช่นนี้ แต่มีความเชื่อใจพี่ใหญ่หวงมากกว่า จึงรีบก้าวเท้าเข้าไปโดยไม่รั้งรอและดูเหมือนข้อสงสัยที่นั้นจะถูกเปิดเผยไวกว่าที่คิด เพราะเมื่อหยางรุ่นชิงหันหลังให้คนทั้งสามเพื่อจะก้าวตามหลังหยางไคเข้าไปเท่าเท่านั้นเอง กลับถูกจู่โจมพร้อมกันจากด้านหลังอย่างเลือดเย็น!! เชี้ยง เชี้ยง เชี่ยงงงง!!! กระบี่สามเล่มถูกชักออกมาแล้วโจมตีจุดตายทั้ง 3 จุดโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งไม่มีทางเลยที่หยางรุ่นชิงจะรับการโจมตีทุกทิศที่มุ่งหมายเอาชีวิตด้วยการโจมตีแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ได้ จอมยุทธอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหยางจึงไม่กระทำทั้งตั้งรับหรือหลบเลี่ยง แต่เป็นการโจมตีที่กลับที่อำมหิตยิ่งกว่ากระบี่ที่เหน็บไว้ข้างเอวนั้นเมื่อถูกชักออกมาแล้วกลับส่องแสงเชิดจ้าราวกับเปลวเพลิงของมังกร จนชายทั้งสามต้องหลับตาลงหรือเลี่ยงมองไปทางอื่น ทั้งที่ยังต้องจู่โจมต่อไปให้จบสิ้นกระบวนท่าที่เหลือ ในขณะที่ดวงตาพล่ามัวเช่นนี้มันช่างเป็นการโจมตีที่ยาวนานกว่าทุกครั้งในชีวิต และแม้จะโจมตีผ่านไปกว่า 3 กระบวนท่าแล้ว ก็ยังไม่อาจสัมผัสเป้าหมายที่อยู่เพียงด้านหน้าของตนได้เลย คล้ายดังฟาดฟันได้แต่ในอากาศอันว่างเปล่าอย่างไรก็อย่างนั้น จนในที่สุดต่างก็สำนึกว่าผิดท่าเสียแล้ว จึงรีบรั้งกระบวนท่ากลับมาเพื่อตั้งรับ แต่ดูเหมือนมันจะสายจนเกินไปแล้ว เพราะทันทีที่ชักกระบี่กลับ ก็ปรากฏกระบี่ปริศนาปลิวมาเชือดลำคอของพวกเขาทั้งสามคน แล้วลงไปจมกองเลือดอย่างง่ายดายเสียจริง หยางไคที่เพิ่งเคยประสบพบเห็นการฆ่าคนครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตจึงรู้สึกม้วนในท้องอย่างรุนแรงนัก ทั้งกลิ่นคาวของโลหิตก็ชวนให้วิงเวียนศีรษะเป็นอารมณ์ จึงเร่งโคจรพลังลมปราณอย่างบ้าคลั่ง และดูเหมือนมันจะช่วยให้หยางไคมิต้องอับอายหากต้องเป็นลมล้มพับลงไปในลักษณะนี้..