“ทำไมล่ะ” แพรวลดาชิงตัดบท สายตาเริ่มเลิ่กลั่ก “มันก็แค่เครื่องประดับธรรมดา อยากได้เหรอ จะเข้ามาแย่งของของฉันไปหรือไง”
“ใช่” เชอร์รี่เสริม “ละรู้ไว้ด้วยว่าแพรวลดาเพื่อนฉันน่ะฮอตจะตาย ผู้ชายเข้ามาจีบเยอะแยะ แล้วเธอล่ะมีมั้ยความฮอตน่ะ ไม่มีเลย พอโชคดีมีแฟนหล่อหน่อยละเป็หมาหวงก้างเชียวนะ แพรวลดาไม่จำเป็ต้องไปแย่งแฟนของใครหรอก โดยเฉพาะของเธอ”
แพรวลดาหันไปมองหน้าเพื่อนซี้วูบหนึ่ง คล้ายกับคำกระทบกระเทียบแอบเข้าตัวเองเล็กน้อย
เพื่อนผู้ชายกลุ่มเล่นเกมฟรีฟายที่ดูเหตุการณ์อยู่แอบกระซิบกระซาบกัน “มันส์ละงานนี้
“ไอ้ธาราทำไมมันเสน่ห์แรงจังวะ อยากมีสาวๆมาแย่งกูแบบนี้มั่ง กูหันไปต่อยมวยตอนนี้ทันมั้ย” อีกคนว่า
“ธารามันตัวสูง แต่มึงเตี้ยแถมไม่หล่อ มึงต้องไปเกิดใหม่ก่อนว่ะเพื่อน”
ธันยาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะตอบว่า “ฉันไม่เถียงเื่ที่เธอฮอต แต่ฉันรู้ว่าเธอเป็คนยังไง แพรวลดา เธอ้าเอาชนะ เธอ้ายืนยันความมีเสน่ห์ของตัวเองแบบไม่รู้จักพอ เธอหลอกให้ผู้ชายประเภทที่ผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดกันหลงรักแล้วก็หักอกเพื่อแสดงความเหนือกว่า คนล่าสุดก็คนนั้นไง น้องม.5คนที่เป็นักบาส”
“พล่ามอะไรของเธอ!” แพรวลดาร้อง ความโกรธกรุ่นบันดาลให้หน้าเริ่มแดง ในใจรู้สึกอายตัวเองเหมือนกำลังถูกอ่านประจานนิสัยที่แท้จริง
“มากไปแล้วนะ!” เชอร์รี่ถลันเข้ามากระชากข้อมือของธันยาขึ้น
“ไม่เกี่ยวกับเธอ เชอร์รี่”ธันยาพูดใส่เชอร์รี่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “กลับไปนั่งที่ตัวเอง”
ในตอนที่ธันยาพูดประโยคคำสั่งนั้นเอง ธาราคล้ายกับมองเห็นคลื่นพลังบางอย่างส่งจากแฟนสาวตนไปยังเชอร์รี่ ลักษณะเหมือนคลื่นพลังที่เขาเห็นบนยอดเขาเมื่อวานเพียงแต่เจือจางกว่ามากจนเขาอดขยี้ตาตัวเองไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไม่นี้ตัวเองตาฝาดบ่อย
และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือเชอร์รี่ปล่อยมือเธอลง พยักหน้าอย่างเซื่องซึมก่อนจะเดินสะโหลสะเหลกลับไปนั่งที่ของตัวเองโดยดี แพรวลดาเองก็ยังมองเพื่อนบอดี้การ์ดของตัวเองอย่างอ้าปากค้าง ไร้คำพูดใดๆหลุดออกมา
“ฉันขอพูดต่อนะแพรวลดา ที่เธอติดฝังใจอยู่กับธาราเพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมธาราถึงไม่หวั่นไหวกับเสน่ห์ของเธอ ทำไมเธอถึงเอาชนะเขาคนนี้ไม่ได้ ความอยากเอาชนะทำให้เธอหมกมุ่นจนหน้ามืด เข้าใจว่าความอยากเอาชนะที่ว่านี่คือความรัก แต่ฉันคิดไม่ถึงว่าเธอหน้ามืดจนถึงขั้นใช้สร้อยจิตปฏิพัทธ์”
เมื่อพูดชื่อสร้อยออกมา แพรวลดามีท่าทีตะกุกตะกัก อ้าปากพะงาบๆ ก่อนจะรีบโวยวายกลบเกลื่อนอาการตนเอง “เพ้อเจ้อ! ทำมาเป็วิเคราะห์นู่นวิเคราะห์นี่ อ่านใจฉันได้เหรอ พ่อเธอเป็นักจิตวิทยาหรือไง”
“ไม่ใช่แต่ก็ไม่เชิง”ธันยาตอบคลุมเครือ “ตัดใจจากธาราเสียเถอะ เธอไม่มีวันชนะใจเขาหรอก ไม่ใช่ว่าฉันมีดีอะไรกว่าเธอมากมาย แต่เขาี้เีเกินกว่าจะรักใครเพิ่มจริงๆ”
ธาราลุกขึ้นจากเก้าอี้ “อื้มม แค่รักคนเดียวก็เหนื่อยหัวใจจะแย่” จากนั้นก็กอดธันยาจากข้างหลังแล้วบรรจงหอมแก้มอย่างช้าๆให้เห็นกันชัดๆ ท่ามกลางสายตาเพื่อนๆในห้อง
ธันยายืนตัวแข็งทื่อ ความแดงเรื่อสะท้อนออกทางใบหน้าอย่างเห็นชัดชนิดที่ถ้าเธอเป็กาน้ำร้อนคงมีควันพวยพุ่งขึ้น้า ฝั่งแพรวลดาเองก็ทำหน้าเหวอแบบตั้งตัวไม่ทัน เพื่อนนักเรียนหญิงบางคนที่ชมดูเหตุการณ์อยู่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างรู้สึกเขินแทน
“อยากเป็ธันยาจังอ๊าาา” เสียงกรีดกรายกระซิบกระซาบของเพื่อนผู้หญิงบางคนดังเล็ดลอดมา ถ้ามีหมอนคงใช้เล็กจิบจนทะลุ
ขณะนั้นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์คณิตแรกเดินเข้าประตูหน้าของห้องมาพอดี แพรวลดาเบะปากมองธันยาตาเขียวก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ตัวเองข้างๆเชอร์รี่ที่ยังคงเซื่องซึมไม่หาย ส่วนธันยาเองก็ยังตัวแข็งเหม่อลอยจากการโดนหอมแก้มต่อหน้าเพื่อนๆเมื่อครู่ จนธาราต้องค่อยๆเป็คนประคองตัวเธอนั่งเก้าอี้ตัวติดกันกับโต๊ะของเขา ธาราแอบภูมิใจที่ตัวเองใช้สัติวิธีในการสงบศึกของสาวๆ สร้างรักไม่สร้างรบ โดยหารู้ไม่ว่าวิธีของตนอาจโหมกระพือแรงอิจฉาและความโกรธแค้นในใจบางคน
การเรียนการสอนใน่เช้าดำเนินไปตามปรกติแบบคลาสติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ธารารู้สึกว่าธันยายังไม่เป็ปรกติ เธอไม่สนอกสนใจบทเรียนเหมือนอย่างเคย บางทีก้มหน้าครุ่นคิดพลางกดปากกาไม่หยุด บางทีเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง เมื่อธาราสัปงกเผลอหลับก็ไม่คอยช่วยปลุก (จนอาจารย์ผู้สอนต้องเป็คนปลุกแทน)
เลิกเรียนคาบเช้าระหว่างเดินจากอาคารเรียนไปยังโรงอาหาร ธาราตัดสินใจเอ่ยปากถามครั้งแรก “เป็อะไรหรือเปล่า”
ธันยาเพียงตอบด้วยการสั่นศีรษะรัวๆ
โรงอาหารคือใต้ถุนเปิดโล่งรับลมของโดมสนามบาสเก็ตบอลที่มีเวทีอยู่ริมสนาม โดมเอนกประสงค์ที่บางครั้งก็มีการขึงเน็ตแข่งวอลเลย์บอล มีเสาโกลเหล็กตั้งอยู่ใต้แป้นบาสสำหรับเล่นฟุตซอล และ ยามเที่ยงยังมีนักเรียนบางกลุ่มมาจับจองเตะฟุตบอลกันข้างบนจนมีเสียงเล็ดลอดลงมาบ้าง แต่เสียงจอแจของเด็กนักเรียนระหว่างรับประทานอาหารย่อมดังกว่าอยู่แล้ว
โรงอาหารเปิดโล่งสองด้าน ฟากหนึ่งจะเป็ร้านขายอาหารเรียงกันห้าร้าน ซ้ายมือสุดเป็ร้านขายน้ำ ส่วนขวามือสุดเป็ร้านก๋วยเตี๋ยว ฟากตรงข้ามเป็เวทีซึ่งใช้สำหรับกิจกรรมสันทนาการบางกิจกรรม การแสดงบนเวทีของชั้นปีต่างๆหรือไม่ก็สำหรับให้วงดนตรีได้เล่นคอนเสิร์ต โต๊ะเหล็กยาวที่ฉาบโฟไมก้าสีขาวหน้าโต๊ะเข้าคู่กับเก้าอี้ไม้ขนาดยาวพอกันสองข้าง เรียงรายอยู่กว่ายี่สิบโต๊ะ นอกจากกลุ่มนักเรียนที่นั่งรับประทานอาหารและสนทนากันจ้อกแจ้กจอแจแล้ว ก็ยังมีนกพิราบเข้ามาร่วมกินเศษอาหารที่หกตกไว้บางครั้ง หมาเ้าถิ่นสองตัวป้วนเปี้ยนเป็ระยะ เป็พันธุ์ทางทั้งคู่ ตัวแรกเป็ตัวผู้ชื่ออันยองลายด่างขาวสลับดำ ส่วนอีกตัวเป็ตัวเมียสีน้ำตาลเข้มชื่อสุนีย์ (ไม่ทราบที่มาของชื่อและแรงจูงใจของคนตั้ง) ซึ่งทั้งสองตัวทำตัวเสมือนเป็หนึ่งในนักเรียนของโรงเรียนในบางครั้ง เช่นร่วมเคารพธงชาติหน้าเสาธงในตอนเช้า หรือบางครั้งที่โรงเรียนมีกิจกรรมทางศาสนาที่วัดใหญ่ซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน เ้าสุนัขสองตัวนี้ก็จะเดินไปกับแถวของนักเรียนด้วย
สุนัขตัวเมียชื่อสุนีย์ดูจะติดธันยาเป็พิเศษ คราวใดที่เธอและธารามาถึงโรงอาหารมันจะต้องเดินกระดิกหางอย่างแรงชนิดคนโดนหางฟาดคงมีสะดุ้ง ซึ่งธันยาก็จะตอบแทนด้วยอาหารในจานส่วนหนึ่งได้แก่ชิ้นปลากรรยจากแกงเขียวหวานและเนื้อหมูจากแกงเผ็ด ลูบศีรษะมันขณะที่เ้าสุนีย์ขมักเขม้นเคี้ยวและแหงนหน้ากลืน สำหรับธาราแม้จะไม่ค่อยถูกกับสุนัขแต่ก็ยังมีข้อยกเว้นให้สุนีย์ เพราะสนิทใจในความเป็มิตรของมัน ความอ่อนโยนสะท้อนออกมาทางแววตาอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้แบ่งข้าวลาบหรือไข่ดาวของตัวเองแต่อย่างใด (เขาจะสั่งเมนูนี้เป็มื้อเที่ยงตลอดยกเว้นวันไหนที่ธันยาสั่งให้เปลี่ยนเพื่อความหลากหลายทางสารอาหาร) ดูดน้ำมะพร้าวแก้วพลาสติกขุ่นราคาสิบบาทระหว่างคำเคี้ยว
ธารายิ่งขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าธันยายังคงเลื่อนลอยคล้ายครุ่นคิดอะไรอยู่อย่างหนัก แม้มือจะให้อาหารและลูบหัวสุนีย์ไปตามอัตโนมัติแต่ใจได้ลอยไปถึงที่อื่นเรียบร้อยแล้ว ปรกติคนี้เีอย่างธาราย่อมไม่เคยเซ้าซี้คนอื่น แต่ครั้งนี้เขาอดไม่ได้
“ถามจริง เป็อะไรหรือเปล่า” ใต้คิ้วขมวดนั้น สองตาสะท้อนความห่วงใยออกมา ธารามั่นใจว่าต้องเกี่ยวข้องกับเื่บนเขาเมื่อวาน แต่ยังไม่กล้าเปิดประเด็น
“ไม่ค่อยสบายน่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น”ธันยาคล้ายตอบส่งๆ
จากเดิมที่ทั้งคู่ครองโต๊ะยาวหนึ่งโต๊ะเพียงลำพัง ตอนนี้ก็มีเพื่อนสาวอีกคนยกจานข้าวมันไก่และนมเย็นสีชมพูในแก้วพลาสติกเข้ามานั่งข้างธันยา เธอเพื่อนร่วมห้องชื่อแพท ผมทรงหน้าม้าที่สาวๆหลายคนลงความเห็นว่าเฉิ่มเชย ดัดฟันเล็กและแว่นกรอบกลมโตไร้สีสัน ท่าทางดูค่อนข้างงกเงิ่นขาดความมั่นใจ
“ธันยา เพราะว่าเธอกับธาราดีกับฉัน ฉันมีอะไรจะมาบอกแต่เธอทำใจเย็นๆก่อนนะ” แพทพูดด้วยเสียงอ้อมแอ้มราวกับว่าเธอคือคนทำผิดเสียเอง “ตอนนี้มีข่าวลือเื่เธอ”
ธันยาเลื่อนสายตาที่เลื่อนลอยมาสบตาแพทจนอีกฝ่ายหลบตา “เื่อะไรเหรอ”
“คือ..คือว่า…” แพทอึกอัก ก่อนจะหันไปมองรอบๆ ซึ่งในหมู่นักเรียนที่รับประทานอาหารนั้นมีเพื่อนร่วมชั้นปีแทรกอยู่ประปราย และแต่ละคนต่างเหลือบมองมาที่ธันยาเป็ครั้งคราวด้วยสายตาประหลาด
“อย่าโกรธกันนะธันยา คือวุฒิไปลือกับเพื่อนๆว่า เขามีอะไรกับเธอแล้วก็ถ่ายคลิปไว้ด้วย”
ธันยาออกอาการชะงักชั่วครู่ ก่อนจจะตามมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นและร่างที่สั่นระริกธันยากัดฟันถามต่อว่า “คลิปเหรอ”
“ชะ...ใช่” แพทรับคำ “วุฒิเปิดให้ดูด้วยล่ะ แต่ในคลิปมันไม่ชัดน่ะ เป็คลิปถือมือถือถ่ายเห็นแต่ตรงนั้นของผู้ชายกับผู้หญิงกำลัง ...นั่นอยู่น่ะ ไม่เห็นหน้า มีเสียงครางเบาๆ”
“ไร้สาระน่า เธอก็รู้” ธาราพยายามปลอบ เอื้อมมือไปแตะไหล่ของแฟนสาวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่ในใจก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายชักจะล้ำเส้นมากไปแล้ว และคราวนี้เขาก็สังเกตุเห็นว่าแฟนสาวของตัวเองมีขีดความอดทนต่ำกว่าปรกติเช่นกัน
ธันยาสูดหายใจลึกๆกล้ำกลืนความโกรธแค้นลงไปในปอด สงบร่างตัวเองให้หยุดสั่นระริกก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ขอบใจมากจ้ะ แพท”
แพทคงััได้และกลัวจะโดนลูกหลงความโกรธไปด้วยเลยขอตัวกลับไปกินที่โต๊ะของตัวเองคนเดียว ธันยารับประทานอาหารของตนเองต่อโดยเผลอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเป็ระยะ ในขณะที่ธาราก็เคี้ยวอาหารในปากพลางมองหน้าโต๊ะโฟเมก้าสีขาวอย่างครุ่นคิด
เื่เกิดที่โถงระเบียงชั้นสามซึ่งตัดผ่านหน้าห้องเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกที่เรียงห้องกันอยู่ นักเรียนเริ่มทยอยกันเข้าไปนั่งรอในห้องบางส่วนแล้ว จังหวะนั้นเองที่วุฒิและเพื่อนสนิทลูกไล่อีกสองคนเดินสวนกับทั้งคู่พอดี วุฒิรู้ตัวในฐานะผู้ปล่อยข่าวก็ส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยมายังธันยาโดยไม่เกรงใจธาราขณะเดินสวนกัน ซึ่งปรกติวุฒิก็ไม่เคยทำเช่นนี้กับเธอเช่นกัน
“เดี๋ยวก่อน” ธันยาชะงักฝีเท้าแล้วร้องทักขึ้นหลังจากเดินสวนกันไปเพียงเล็กน้อย ธาราชะงักฝีเท้าตาม ส่วนกลุ่มของวุฒิหันมามองตามเสียงเรียก
“มีธุระอะไรจ๊ะ” วุฒิถามด้วยน้ำเสียงปรกติ แต่สายตาแทะโลมอีกฝ่าย
“เธอเป็คนปล่อยข่าวเื่คลิปเหรอ”ธันยาถามด้วยเสียงกัดฟันพูด พยายามข่มตัวเองไม่ให้สั่นระริกด้วยความโกรธ
“หืมม คลิปอะไรเอ่ย” วุฒิตีหน้าซื่อ ้ายั่วให้อีกฝ่ายเป็คนเอ่ยปากออกมาเอง
จากประสบการณ์การเป็นักมวยของธาราทำให้มีสัญชาตญาณว่องไว สามารถััได้ว่าใครกำลังจะลงมือโจมตี รังสีอำมหิตทะลักออกมาจากฝั่งแฟนสาวจนทำให้เขาตื่นตัว เขาเห็นคลื่นพลังงานแบบที่แฟนสาวใช้กับเชอร์รี่เมื่อตอนเช้า เขาไม่รู้ว่าเธอจะลงมือทำอะไร แต่ธาราสำนึกว่าถึงเวลาที่จะต้องก้าวเท้าออกไปขวางหน้าธันยาจากพวกของวุฒิไว้
เขามองว่าทุกสิ่งที่วุฒิยั่วมาเป็แค่การละเล่นอันไร้สาระ เหมือนเสียงหมาเห่าหมาขู่ที่ไม่ได้กระทบร่างกายหรือจิตใจเท่าไหร่ แต่ยามนี้แฟนสาวของเขากำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่างที่อาจจะรุนแรงและต้องเสียใจภายหลัง ธาราไม่ยอมให้ชื่อเสียงของแฟนสาวต้องมาแปดเปื้อนจากอารมณ์ชั่ววูบของเธอเอง
ไม่อาจเรียกว่าการต่อย เมื่อเทียบกับหมัดที่เขาต่อยตอนลงนวมกับชาคริต น่าจะเรียกว่าการเอากำปั้นวางไปที่คางตามหน้าที่เสียมากกว่า ด้วยสำนึกว่าตัวเองไม่ได้ใส่นวมอีกทั้งต้องออมแรงให้เหมาะสมกับคู่ต่อสู้ที่ไม่เป็มวย เพียงพริบตาเดียวที่คนทั่วไปมองตามไม่ทัน กำปั้นก็ประเคนเข้าปลายคางของทั้งสามคน ส่งสติหลุดลอยจากร่างสลบเหมือดกลางอากาศ ทิ้งร่างล้มลงกับพื้นอย่างทื่อๆโดยไม่ปกป้องส่วนสำคัญ วุฒิโชคร้ายหน่อยที่ดูจากท่าแล้วหัวคงฟาดพื้นปูนลงไปเต็มๆ เสียงอุทานและเสียงกรีดร้องของเพื่อนๆที่เห็นเหตุการณ์ดังตามมาหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง อีกหลายคนกรูออกจากห้องตามมาดู
“ธารา เธอ…” ธันยามองแฟนหนุ่ม หน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้ พูดอะไรไม่ออก
ธารายิ้มให้แฟนสาว เอามืออังแก้มอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็ไรแล้วนะ แค่นี้เอง”
ไม่นานหลังจากนั้นครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ร่างผอมเกร็งผิวคล้ำก็เข้ามาถึงเหตุการณ์ มองดูนักเรียนสามคนนอนสิ้นสภาพแถมเืกลบปากด้วยความตื่นตระหนก ในฐานะตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปกครองเขาต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ สั่งให้นักเรียนชายที่อยู่ในบริเวณนั้นช่วยกันยกพยุงทั้งสามร่างให้มานอนห่างกัน ไล่นักเรียนคนอื่นๆไม่ให้มามุงดูเหตุการณ์ สั่งให้ปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนๆออกแล้วคอยพัดวี บอกให้นักเรียนชายบางคนรีบวิ่งไปเอาชุดปฐมพยาบาลมาเพื่อให้ดมแอมโมเนียเร่งฟื้นสติ
“ธารา!” คุณครูพยายามทำเสียงเข้มน่าเกรงขาม แต่ก็ยังแสดงอาการกริ่งเกรงอีกฝ่ายออกมาเล็กน้อย “ตามครูมาที่ห้องปกครอง เดี๋ยวนี้!!”