ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 พิธีก่อตั้งกองกำลัง (1)

            เส้นสายที่สั่งสมมามาเป็นระยะเวลานานของมู่ตันถูกงัดออกมาใช้ถึงขีดสุดภายในค่าโฆษณาราคาประมาณหนึ่งร้อยวิญญาณระดับกลางในที่สุดก็ปราก​ฏพาดหัวข่าวขนาดใหญ่บนเว็บไซต์ผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่า‘พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ เริ่มสิ้นเดือน!’ 

            “ในที่สุดก็เปิดรับสมัครแล้ว...” ภายในชั้นเรียนแห่งหนึ่งขณะครูวิชาภาษากำลังสอนอยู่นั้น อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเขาพลันยกมือขอตัวหยิบขึ้นมาดูด้วยดวงตาเป็นประกาย!

            สองปีสำหรับมนุษย์ธรรมดาถือว่าเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่สำหรับผู้ฝึกตนต่อให้เป็นขั้นเลี่ยนชี่เอง ถือว่าเป็นไม่อะไร!

            ก่อนหน้านี้สองปี คู่สายตามากมายนับไม่ถ้วนล้วนพุ่งความสนใจไปที่อัจฉริยะผู้โด่งดังในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ปรากฏในพาดหัวข่าว‘เหตุการณ์ที่บึงบงกชจตุทิศ’ ‘ผู้ชนะแห่งมณฑลหนานทงที่หายตัวไปปรากฏตัวอีกครั้ง’และ ‘เหตุโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยร้อนระอุอีกครั้ง’

            ตั้งแต่เหตุโศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยเหตุการณ์สังหารทายาทตระกูลหมิงที่บึงบงกชจตุทิศ การเปิดประสาทสัมผัสบ่มเพาะสู่ผู้ฝึกตนระดับS ... อัจฉริยะคนนี้กับฉู่เจาหนานถูกทางตู้มหาสมบัติอวี้หลินเว่ยและ CSIB จับตามองและให้ฉายาว่า‘มังกรแฝดแห่งปี 2016’

            ทุกอาชีพล้วนต้องการแบบอย่าง และเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง...การปราก​ฏตัวของสวีหยางอี้ และพิธีเซ็นสัญญาย้อนหลังห้าปีกับผู้ชนะตัวจริงที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่นี้แสดงให้เห็นตัวอย่างการประสบความสำเร็จและกลายมาเป็นความหวังและแบบอย่างให้แก่แวดวงผู้ฝึกตน

            คุณครูสอนภาษาอดทนสอนจนคาบสุดท้าย จากนั้นก็เรียกรถมายังตลาดนัดขายอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งโดยมีผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังรอเขาอยู่

            “กองกำลังทัณฑ์สวรรค์รับเปิดสมัครสมาชิกแล้ว” เชาเข้าประเด็นทันที อีกฝ่ายไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย“ถึงเวลาของพวกเราแล้ว”

            “ใช่แล้ว” สีหน้าของครูสอนภาษาดูไม่สดใสร่าเริงเหมือนตอนสอนสักนิดตอนนี้กลับดูจริงจังเหนืออื่นใด“พวกเราทั้งสองฝึกตนมาจนถึงทัณฑ์อุปสรรคของขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้วภายใต้สภาพแวดล้อมของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ถือว่าไม่เลวแล้ว ครั้งนี้โอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว”

            ...

            อีกด้านหนึ่ง ณ มณฑลกุ้ยฟาง ภายในโรงน้ำแห่งหนึ่งผู้เฒ่าในชุดคอจีนและชุดกี่เพ้าคล้ายเหล่าผู้เฒ่าในยุคสถาปนาประเทศกำลังรวมตัวกันอย่างชุกชุมพวกเขาจ้องมองไปที่กองเอกสารหนึ่งปึกด้วยสายตาเร่าร้อน

            “จากตัวเลขการประเมินกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของพวกเรามีตัวเลขราคาตลาดอยู่ประมาณ แปดร้อยสามสิบเจ็ดล้านหวาซย่าปี้” ผ่านไปพักใหญ่ผู้เฒ่าที่นั่งเอาไม้เท้ายันพื้นคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นเสียงขรึม “ตระกูลมู่แห่งมณฑลกุ้ยฟางของพวกเราตระหนักเข้าใจหน้าที่ประจำตระกูลตัวเองเป็นอย่างดีมู่จื่อชีของพวกเราคือสุดยอดอัจฉริยะของตระกูลมู่ที่ห้าปีจะมีโผล่มาสักคนตอนนี้พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วพวกเราต้องแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้กันหน่อยแล้วกัน”

            “คุณสมบัติของจื่อชีนับว่าเป็นคุณสมบัติที่หายากยิ่งนักต่อให้เปรียบกับตระกูลระดับสูงก็ตาม”หญิงวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าโบกพัดฉลุอย่างเอื่อยเฉื่อย “ท่านผู้นำตระกูลคะ  ถ้าไม่ตัดสินใจครั้งนี้ ก็ต้องรออีกห้าปีเลยนะคะ...”

            “จากรายงานของพวกเรา ภายในเดือนนี้ ผลคะแนนของซูเหลียงผิงจากเมืองโหมวตูฟางหยวนเซิงจากเมืองจิงตูหวงเซี่ยวจากเมืองเจียงเฉิงและมู่เสี่ยวหร่านจากเมืองจูโจวจากการแข่งขันจัดอันของเทียนเต้าจะประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว...พวกนี้น่าจะมีพลังความสามารถในระดับที่ทัดเทียมหัวหน้าสวีได้นกที่ดีจะรู้จักเลือกกิ่งไม้พำนักนอน คนฉลาดต้องรู้จักเลือกนาย...ความสามารถของจื่อชีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่หนาของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์เพียงอย่างเดียวเขายังมีตัวเลือกและทางให้ไปอีกเยอะ”

            “เท่าที่ผมรู้มา”ผู้เฒ่าผมขาวโพลนทั่วทั้งหัวแต่ท่าทางดูกระปรี้กระเปร่าคนหนึ่งเอ่ยเสียงขรึม“อันดับหนึ่งจากเมืองลวี่ก่านตางก็เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ไม่แพ้กันอีกทั้งยังเปิดประสาทสัมผัสได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น... ไม่ทันจบการศึกษา คนๆนี้ถูกปรมาจารย์หลอมยาเหลวอย่างเสี่ยชินหลานทาบทามเอาไว้ อนาคตก้าวไกล...แต่สำหรับหัวหน้าสวี...”

            เขาเหมือนจะพูดแต่พูดไม่ออก

            สวีหยางอี้เปิดระดับประสาทสัมผัสที่พัฒนาไปสู่ระดับ S ได้ นับเป็นคุณสมบัติหายากยิ่งนักเกรงว่าทั่วทั้งประเทศหวาซย่าคงมีไม่มาก! อีกอย่างได้ยินมาว่าศาสดาจารย์ยาเหลวอย่างอู่เว่ยและศาสดาจารย์ยันต์อาคมอย่างหยิ๋นโกวส่งจดหมายเชิญขอพบสวีหยางอี้ถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ!

            ได้ยินมาว่าศาสดาจารย์ทั้งสองท่านโมโหจนถึงขั้นประกาศว่าจะไม่ร่วมงานกับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์เด็ดขาด!

            ถัดจากระดับศาสดาจารย์ลงไป มีมหาปรมาจารย์หลายท่าน ถัดจากมหาปรมาจารย์ลงไปยังมีปรมาจารย์หลายสิบท่าน ดังนั้นการแสดงท่าทีต่อเรื่องๆ หนึ่งของศาสดาจารย์ไม่ใช่การแสดงความเห็นของคนแค่คนเดียวยิ่งไปกว่านั้นทั้งศาสดาจารย์อู่เว่ยและศาสดาจารย์หยิ๋นโกวต่างเป็นผู้นำสำนักพลังเวทสายเสริมสองสำนักใหญ่บัดนี้ได้ดีดกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ออกจากวงโคจรไปเรียบร้อยแล้ว!

            ต่อให้มีความสามารถเก่งกาจ พลังเปี่ยมล้นแค่ไหน...หากไม่รู้จักมรรยาททางสังคมก็เท่านั้น

            “ทางฉันยังได้ยินข่าวลือมาเรื่องหนึ่ง” ผู้เฒ่าถือไม้เท้าถอนหายใจก่อนเอ่ย“ลวี่ก่านตาง... ดูเหมือนจะไม่เคารพหัวหน้าสวีเท่าไรเขาคิดว่าสวีหยางอี้แค่อาศัยดวงและโชคชะตา หาได้ใช้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง...หลายครั้งที่เขาออกมาแสดงความเห็นทำนองว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จและมีอนาคตไปไกลเกินกว่ากองกำลังทัณฑ์สวรรค์ในปัจจุบันภายในถ้าปีอย่างแน่นอนและเขาก็มีความคิดเข้าร่วมงานกับอวี้หลินเว่ยเช่นกัน”

            บรรยากาศเงียบลงสักพักใหญ่ ผู้เฒ่าปริปากพูดอีกครั้ง “ถึงเวลาโหวตแล้วพวกเราไตร่ตรองเรื่องนี้มาครึ่งปีแล้ว ถึงเวลาส่งตัวจื่อชีแล้วเพราะตระกูลมู่ของพวกเราเลี้ยงดูมังกรทองตัวนี้ไม่ไหวแล้ว... จะส่งไปที่ไหนวันนี้พวกราต้องได้ข้อสรุป”

            เวลาสองปี โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก สวีหยางอี้ในตอนนี้เป็นที่พูดถึงกันทั่วโลกผู้ฝึกตนทรัพยากรอันแน่นหนาของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์และชื่อเสียงสวีหยางอี้ต่างเป็นที่รู้กันตอนนี้มีตระกูลผู้ฝึกตนมากมายต้องการส่งลูกหลานตัวเองเข้ากองกำลังของเขา...ทว่าตอนนี้ เหล่าหน้าใหม่จากการแข่งขันจัดอันดับของเทียนเต้าปรากฏขึ้นมามากมายผนวกกับท่าทีของสองศาสดาจารย์ที่โจมตีกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ทำให้ชื่อเสียงบารมีของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ในตอนนี้ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนตอนนั้น

            คนอยากเข้าร่วมก็ยังมา คนที่ยังลังเลก็มีเช่นกันแต่พอข่าวกองกำลังทัณฑ์สวรรค์เปิดรับสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการถูกเผยแพร่ออกมาผู้คนก็เริ่มกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง

            แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับสวีหยางอี้ในวันพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองอย่างเป็นทางการว่าจะส่องสว่างความหวังและอนาคตให้ผู้ที่อยากเข้าร่วมกองกำลังมากน้อยแค่ไหน

            ...

            “เชี่ย!” ณ มณฑลหมิงสุ่ย วัยรุ่นซูบมองตัวเตี้ยคนหนึ่งตบโต๊ะอุทานออกมา“คิดว่าเท่นักรึไง... จบก่อนหน้าฉันแค่รุ่นเดียวทำเป็นวางมาด! โถ่...ถ้าเขากับฉันเรียนรุ่นเดียวกัน เขาคงเป็นไม่ได้แม้แต่รองผู้ชนะ!”

            “ลูกพี่ลวี่ ไม่เป็นไรใช่ไหม?” วัยรุ่นคนหนึ่งที่แกว่งดาบเล่นอยู่ข้างๆพูดตอบโต้ตอบ “นายพูดให้น้อยๆ หัวหน้าสวีบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว...ความเร็วในการเลื่อนขั้นระดับถือว่าเร็วมากแล้ว”

            “เหอะๆ ... บรรลุระดับกลางได้ในสิบกว่าปี? แค่นี้ก็เรียกว่าอัจฉริยะได้แล้วเหรอ?”ลวี่ก่านตางแค่นเสียงดูถูก “ถ้าบรรลุระดับกลางเร็วกว่านี้สักห้าปีฉันคงจะปล่อยผ่านได้อยู่! ฉันแม่งโคตรไม่ชอบขี้หน้าพวกคนที่พึ่งดวงอาศัยโชคแล้วได้ดิบได้ดีเลยว่ะ!”

            “รอก่อนเถอะ...” เขาถ่มน้ำลายลงพื้น“ครั้งนี้ฉันก็เข้าร่วมการแข่งขันจัดอันดับที่มณฑลหนานทงเช่นกันและจะเข้าทำงานที่อวี้หลินเว่ยเหมือนกัน!ฉันจะทำให้เขาเห็นว่าคนแบบไหนเรียกว่าอัจฉริยะตัวจริง!จะดูว่าน้ำหน้าอย่างเขาจะครองตำแหน่งได้นานแค่ไหน!”

            ...

            เวลาสามสิบวันผ่านไปเพียงพริบตา

            หลังจากนั้นสามสิบวัน ณ ประตูทางเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองผานซานมองจากสายตามนุษย์ทั่วไปอาจไม่มีอะไรพิเศษ แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ววันนี้คือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งเลยก็ว่าได้

            วันนี้ เวลานี้ กลางอากาศเหนือตัวอาคารของโรงแรมขึ้นไปปรากฏตราสัญลักษณ์รูปดาบและโล่ขนาดใหญ่ที่ควบแน่นมาจากอณูปราณมหาศาลสิ่งนี้บ่งบอกผู้ฝึกตนทุกคนในเมืองผานซานว่าองค์กรอวี้หลินเว่ยใช้ที่แห่งนี้จัดงานหากไม่มีธุระยุ่งเกี่ยวก็อย่ารบกวน

            “เอี๊ยด...” รถหรูยี่ห้อ GT-R หนึ่งคันแล่นมาจอดที่ประตู วัยรุ่นสองสามคนในชุดสูทลงจากรถและเดินเข้าประตูไปอย่างไม่ลังเล

            “ยินดีต้อนรับค่ะ!” พนักงานต้อนรับที่ประตูโค้งตัวคำนับ หลังประตูปิดลงยามรักษาประตูก็พากันสะกิดมองดูที่รถ “ดูนั่นสิ ทะเบียน A6666 เชียวนะ!”

            “จริงด้วย วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีรถหรูหลายคันขนาดนี้?” ยามคนข้างๆ เอ่ย “ไม่เคยเห็นคนพวกนี้เลย... ไม่เคยปราก​ฏอยู่ในข่าวด้วย”

            ขณะพูดคุยกันอยู่รถสปอร์ตยี่ห้อแม็คลาเรนคันหนึ่งก็ขับมาจอดที่หน้าประตูอีกคันผู้ชายวัยรุ่นสีหน้าเยือกเย็นคนหนึ่งลงจากรถพร้อมกับผู้ช่วยสองคนตามหลัง

            “ผู้จัดการคะเป็นเพราะความต้องการของคุณทำให้เราพลาดมูลค่าค้าขายกับตระกูลเฟิ๋งแห่งเมืองจูโจว”ผู้ช่วยผู้หญิงคนหนึ่งพูดเสียงขรึม

            “ฉันรู้...” สีหน้าของทูจิ้วไม่ร่าเริงนัก “ฉันแค่อยากเห็นว่า...สองปีมานี้ เจ้าหนูคนนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง”

            “เอี๊ยด...” ในเวลาไล่เลี่ยกันรถสปอร์ตยี่ห้อแอสตันมาร์ตินอีกคันก็แล่นมาจอดเทียบเคียงจากท่วงท่าเย้ายวนของติงเซียนเดินส่ายสะโพกลงจากรถ

            เธอสบตากับทูจิ้วแต่ไม่พูดอะไรทั้งสองพยักหน้าให้กันและเดินเข้าไปในโรงแรมพร้อมกัน

            ใช่ว่าทุกคนลืมเรื่องที่เคยเกิดเมื่อหลายปีที่แล้วเพราะมีบางคนยังคงจำบางเรื่องบางคนในตอนนั้นได้ยังชัดเจนกว่าเดิมหลังวันเวลาผันผ่าน

            วันนี้ ต่อให้ใครไม่มา แต่พวกเขาต้องมาให้ได้

            “ลูกพี่ฉู่ ลูกพี่คิดว่าหัวหน้าสวีจะจัดพิธีนี้แบบไหน?” หลัวซานเฟิงเป่าหมากฝรั่งเล่น ขยุกขยิกตัวไปมาเหมือนไม่คุ้นชินกับชุดสูท“พวกเราต้องใส่ชุดแบบนี้จริงๆ เหรอ? อึดอัดชะมัดยาก”

            “นี่เป็นพิธีทางการ” ฉู่เจาหนานในชุดสูทเรียบหรูเสื้อเชิ้ตด้านในสีขาวหิมะรับกับรูปร่างสูงและใบหน้าหล่อเหลาทำเอาพนักงานต้อนรับผู้หญิงแอบมองอยู่เป็นระยะ

            “ฉันรู้แล้วว่าทำไมนายไม่ค่อยชอบอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลฉู่”สมาชิกอีกคนพูดแซวจากด้านหลัง “แต่งตัวแบบนี้ทุกวันคงทำให้นายเป็นบ้าเข้าสักวันสินะ”

            ฉู่เจาหนานไม่สนใจพวกเขาวันนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้คนที่เขานับถือเป็นพี่เป็นน้องแม้สวีหยางอี้ไม่ใช่คนในครอบครัวจริงๆ ก็ตาม เขาเข้าใจเป็นอย่างดีหากพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองอย่างเป็นทางการไม่มีแขกผู้ใหญ่จากองค์กรยักษ์ใหญ่ตระกูลดัง และนักการเมืองมาร่วมงานวันข้างหน้าของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์คงค่อนข้างลำบาก

            ในยุคสมัยปัจจุบัน ทรัพยากรคือที่หนึ่ง!รวมถึงทรัพยากรบุคคลและเส้นสายด้วยและสิ่งที่กองกำลังผู้ฝึกตนสมัยใหญ่แย่งชิงกันก็คือทรัพยากรนี่แหละ!

            และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังไม่ใช่แค่เพื่อสื่อสารกับคนในแวดวงด้านในแต่หมายถึงการสื่อสารไปยังผู้ฝึกตนทั่วโลกผู้ฝึกตน!รวมถึงเหล่าผู้ฝึกตนไร้สำนักที่มีความสามารถแฝงอยู่และเหล่ากองกำลังระดับที่เป็นแกนกระดูกของประเทศ!

            ทั้งๆ ที่มอบอุปกรณ์พันมายาให้เป็นของขวัญและมาร่วมงานเป็นหน้าเป็นตาให้ขนาดนี้... อีกฝ่ายมันรู้หรือไม่พิธีนี้สำคัญแค่ไหน?จัดออกมาไม่ได้ จัดออกมาไม่ยิ่งใหญ่แล้วจะเอาสมาชิกจากไหนไปร่วมลงทัณฑ์สวรรค์?

            “ไม่รู้จักบอกกันล่วงหน้าบ้างเลยไอ้นี่” ฉู่เจาหนานนึกหงุดหงิดในใจพลันก้าวเท้าเข้าลิฟต์

            “พี่ฉู่ครับ” ขณะที่เขากำลังข้ามเท้าเข้าลิฟต์วัยรุ่นตาตี่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นคลี่ยิ้มประสานมือเอ่ย “คำนับรุ่นพี่ครับผมคืออันดับหนึ่งของมณฑลหมิงสุ่ยในรุ่นนี้ ชื่อว่าลวี่ก่านตางครับ”

            ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น... ฉู่เจาหนานกวาดตามองเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้าให้อย่างมีมรรยาท ขณะกำลังเดินเข้าลิฟต์อีกครั้งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะก้าวเข้ามาขว้างหน้าอีกครั้ง

            แววตาของฉู่เจาหนานเยือกเย็นลงทันทีในฐานะหลานชายเพียงคนเดียวของรองผู้ว่าการฉู่ ทุกวันเขาเจอคนประจบเขามากมายในวันพิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังมังกรเร้นอย่างเป็นทางการมีคนใหญ่คนโตเข้าร่วมมากมายรถหรูจอดเรียงรายเป็นสิบๆ คน! เหมือนวันนี้เสียที่ไหน

            ตอนนี้ภายในใจฉู่เจาหนานเริ่มหงุดหงิดขึ้นมารำไรเขามีเวลามาสนใจเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักมรรยาทคนนี้เสียที่ไหนครั้นจึงเอ่ยเสียงเย็น “มีธุระอะไร?”

            “มีนิดหน่อยครับ” ลวี่ก่านตางหัวเราะแห้งๆ “วันนี้พอดีพิธีเซ็นสัญญาของผมจัดขึ้นที่นี่เหมือนกัน ถ้ารุ่นพี่จะให้เกียรติผมสักนิดเพื่อไปร่วม...”

            “ปั้ง!” ลูกโป่งหมากฝรั่งของหลัวซานเฟิงระเบิดได้จังหวะพอดีเขาถลึงตาใส่ลวี่ก่านตางอย่างหาเรื่อง “แกพูดว่าอะนะ? !”

            “ผลผู้ชนะตัวจริงของการแข่งขันจัดอันดับของเทียนเต้ารุ่นนี้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วครับ”ลวี่ก่านตางพูดอย่างไม่เกรงกลัว... จะกลัวทำไม เป็นขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเหมือนกันก็แค่ฐานะทางสังคมของอีกฝ่ายสูงกว่าเฉยๆ 

            “ผมคือผู้ชนะแห่งมณฑล วันนี้เป็นพิธีเซ็นสัญญาร่วมงานกับอวี้หลินเว่ยของผมเช่นกันครับ”เขามองฉู่เจาหนาน “ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อำนวยการสาขายังให้เกียรติมางานของผมด้วย”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน