จากนั้น ฉินเจิงก็เงยหน้าขึ้นมองเหยาเฉิง "เรื่องนี้ อย่าเพิ่งบอกใคร”
เหยาเฉิงยังไม่ทันตั้งตัวจนงงไปชั่วขณะ "เรื่องอะไรเหรอ?”
ฉินเจิงถลึงตาใส่เขาอย่างแรง "สมองเป็นสิ่งที่ดีนะ เสียดายที่นายไม่มี"
เหยาเฉิงเหลือบมองโจวเซี่ย พบว่าเธอกำลังหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เมื่อเปิดออกก็เห็นเข็มเงินชุดหนึ่ง เขาจึงเข้าใจขึ้นมาทันที "อ๋อ! เรื่องที่เซี่ยเซี่ยรักษาโรคให้คุณลุงฉินน่ะเหรอ?"
ในใจของเหยาเฉิงร่ำไห้โฮ ‘ถึงแม้เขาจะนึกไม่ถึงในตอนแรก แต่พี่เจิงก็ไม่เห็นต้องใช้คำพูดรุนแรงกับเขาขนาดนี้เลยไม่ใช่เหรอ?’
‘จำเป็นต้องมองว่าเขาโง่ขนาดนั้นเลยหรือไง?’
ฉินเจิงไม่ได้พูดอะไร การที่พยายามไม่ให้เรื่องนี้แพร่ออกไป ก็เพราะไม่อยากให้โจวเซี่ยต้องแบกรับภาระบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม เขาหวังจากใจจริงให้พ่อหายดี แต่ไม่ว่าจะรักษาหายหรือไม่หาย เขาก็พร้อมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง
หญิงสาวเลิกผ้าห่มของผู้เฒ่าฉินออก แล้วเริ่มฝังเข็มให้โดยปักตั้งแต่หัวจรดเท้า ร่างกายครึ่งซีกดูเหมือนเม่นจนน่ากลัว ปกติผู้ชายก็มักจะกลัวเข็มอยู่แล้ว ผู้ชายตัวโตสามคนในห้องจึงทำหน้าเหยเก
ราวกับเข็มเหล่านั้นปักลงบนตัวพวกเขาเอง เห็นแล้วรู้สึกเจ็บแทน เหยาเฉิงและโจวเหล่าต้าจึงแอบถอยออกจากห้องไป
ในใจของโจวเหล่าต้ามีความรู้สึกบางอย่างคอยรบกวนอยู่ตลอด การที่โจวเซี่ยรักษาผู้เฒ่าฉินจำเป็นต้องเปิดเผยร่างกายค่อนข้างมาก ในฐานะคนเป็นพ่อ เขามองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
นั่นคือลูกสาวสุดที่รักของเขา ถึงแม้จะรู้ว่าคนเป็นหมอจะมาใส่ใจเรื่องนี้มากไม่ได้ เมื่อก่อนพ่อตาของเขาก็เคยรักษาคนไข้ผู้หญิง แต่เขาก็ยังรู้สึกขัดใจอยู่ดี เพราะใช้ชีวิตอยู่ในชนบท ความคิดแบบอนุรักษนิยมจึงยังฝังรากลึก
แต่ถ้าตอนนี้พูดอะไรออกไป ก็จะดูเหมือนว่าเขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเกินไป ดังนั้นจึงทำได้เพียงหลับตาไม่มองเพื่อความสบายใจ เพราะแค่ไม่มองก็น่าจะพอแล้วใช่ไหม?
ส่วนโจวเซี่ยไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจความสับสนในใจของพ่อ เธอจดจ่ออยู่กับคนไข้เพียงอย่างเดียว หลังจากปักเข็มได้สักพัก เธอก็หมุนเข็มเงินเล็กน้อย แล้วสังเกตปฏิกิริยาของคนไข้
ฉินเจิงนั่งพิงกำแพงอยู่ด้านหลังโจวเซี่ย มองดูท่าทางตั้งใจฝังเข็มของเธอ ที่หน้าผากและปลายจมูกมีหยดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย จนเขาเกิดความรู้สึกอยากจะยื่นมือไปเช็ดให้เธอ
คิดแล้วเขาก็ยื่นมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อ ตั้งใจจะเรียกเธอ แต่เมื่อเห็นโจวเซี่ยมีสมาธิอย่างเต็มที่ จึงเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับลงไปเงียบ ๆ
ครั้งนี้ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้ว เวลาในการรักษาเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งชั่วโมงจึงถอนเข็มออก โจวเซี่ยเก็บเข็มใส่กลับลงในกล่องไม้เล็ก ๆ เธอต้องนำกลับไปฆ่าเชื้อ
ทุกครั้ง เธอต้องใช้หม้อแรงดันในมิติอบเป็นเวลาสามสิบนาที เพราะตอนนี้มีเงื่อนไขเพียงเท่านี้ จึงได้แต่ทำแบบนี้เอา
หญิงสาวสวมรองเท้าแล้วก้าวลงจากเตียง ผู้เฒ่าฉินรีบพูดว่า "ขอบคุณนะ แม่หนู"
คำพูดชัดเจนมาก และไม่มีการพูดติดขัดอีกแล้ว ฉินเจิงมองดูพ่อของตน แล้วหันมาขอบคุณโจวเซี่ย "ขอบคุณนะ โจวเซี่ย"
โจวเซี่ยนั่งลงที่ขอบเตียง มือของเธอบังเอิญไปโดนมือของฉินเจิงเข้าพอดี กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายของทั้งสองคน โจวเซี่ยรีบชักมือกลับทันที ทั้งคู่ต่างหน้าแดงก่ำ
ฉินเจิงยังคงทำหน้าเรียบเฉยตามปกติ แต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เขาใช้ความอดทนข่มมันลงไป ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะถูกเด็กสาวคนหนึ่งทำให้ใจว้าวุ่นได้ขนาดนี้
ชายหนุ่มหันไปมองโจวเซี่ย ท่าทางสงบนิ่งและเยือกเย็นของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกประหม่า เมื่อมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย ก็รู้สึกว่าเธอดูสวยมาก เด็กคนนี้เปลี่ยนไปทุกวัน และยิ่งดึงดูดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
โจวเซี่ยก็รู้ว่าฉินเจิงมองเธออยู่ เธอใช้หางตาชำเลืองมองฉินเจิงแวบหนึ่ง อดคิดซุกซนไม่ได้ ‘หล่อชะมัดเลย ถ้าได้ลองสัมผัสสักนิด ฮิฮิ’
เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ‘ทำไมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนยัยตัวแสบเลยเนี่ย’ หญิงสาวรีบให้กำลังใจตัวเอง ‘ตั้งสติ ต้องตั้งสติ นี่คือยุค 80 ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างก็ต้องสำรวม’
‘นี่เป็นยุคที่แม้แต่ในหนังหรือละครยังไม่มีฉากจูบเลย ถ้าคนอื่นรู้ความคิดแบบนี้ของเธอ คงถูกด่าว่าทำตัวเสื่อมเสียศีลธรรมแน่ ๆ ’
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เธอยังอยู่ในขั้นที่ชื่นชมฉินเจิงเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีความคิดอื่นจริง ๆ เธอตั้งใจจะทุ่มเทใจทั้งหมดให้กับหน้าที่การงาน ไม่มีอารมณ์มาคิดเรื่องความรัก
"ลุงฉิน มีตรงไหนไม่สบายไหมคะ เจ็บหรือรู้สึกตึง ๆ ชา ๆ บ้างไหม" โจวเซี่ยจับมือผู้เฒ่าฉินให้กำแน่น แล้วคลายออก จากนั้นกำใหม่ และคลายออกอีกครั้ง
ตอนแรกอีกฝ่ายไม่มีแรง กำไม่ได้เลย แต่หลังจากเธอช่วยนวดให้สองสามครั้ง มือก็เริ่มงอได้เล็กน้อย ที่สำคัญคือพูดชัดเจนขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณว่าอาการดีขึ้น
โจวเซี่ยยังตรวจชีพจรให้เขาด้วย ชีพจรอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะดูอ่อนแรงไปบ้าง แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นอัมพาต ถือว่าใช้ได้เลย
ขอบตาของผู้เฒ่าฉินเริ่มแดง เขาคิดว่าชีวิตนี้คงจบสิ้นแล้ว ครึ่งชีวิตที่เหลือคงต้องนอนอยู่บนเตียง ไม่นึกเลยว่ารักษาเพียงไม่กี่ครั้งก็จะเห็นผลลัพธ์ ทำให้เขามีความหวังในการใช้ชีวิตในอนาคตขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าฉินมองลูกชาย "เจิงเอ๋อร์ ลูกก็ให้แม่หนูช่วยดูให้หน่อยสิ ฝีมือการรักษาของเธอสูงส่งกว่าศาสตราจารย์ในโรงพยาบาลใหญ่ที่เมืองหลวงเสียอีก"
คำพูดของผู้เฒ่าฉินไม่ได้เกินจริงเลย เพราะในชาติก่อน โจวเซี่ยเป็นหมอจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ โดยเฉพาะการฝังเข็มที่เธอได้สร้างสรรค์เทคนิคเฉพาะตัวขึ้นมา
ฉินเจิงชะงักไป ร่างกายแข็งทื่อทันที เขาใช้มือยันเตียงถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว
โจวเซี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ไม่นึกเลยว่าแม้ขาจะขยับไม่ได้ แต่แรงมือยังไม่น้อย "คุณไม่ต้องกลัว ฉันไม่แตะต้องคุณหรอก"
พูดจบ โจวเซี่ยก็จ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม
ฉินเจิงหน้าแดงก่ำ ไม่นึกเลยว่าคนที่ไม่มีความสนใจในผู้หญิงมาตลอดอย่างเขา จะถูกเด็กสาวหยอกล้อเข้าให้ ถ้าพูดออกไปแม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่เชื่อ น่าอายจริง ๆ
ยิ่งหนียิ่งไม่พ้น ใบหน้าหล่อเหลาของเหยาเฉิงโผล่เข้ามา "พี่เจิง ให้น้องเซี่ยช่วยดูให้เถอะน่า! ไม่แน่พี่อาจจะกลับมายืนได้อย่างสง่างามเหมือนเมื่อก่อนก็ได้นะ!"
ใบหน้าของฉินเจิงมืดมนลงทันที เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่ต้องได้ยินสิ่งที่เธอพูดแน่ ๆ ฉินเจิงใช้นิ้วสะกิดเศษดินจากกำแพงปาใส่เหยาเฉิง
เหยาเฉิงไม่ทันระวังจึงโดนดินอัดเข้าเต็มหน้า แต่เขายังคงหัวเราะร่าอย่างไม่คิดอะไร เศษดินก้อนหนึ่งพุ่งเข้าปากเขาเต็ม ๆ จนเกือบจะทำให้เหยาเฉิงสติแตก "พี่เจิง พี่รังแกผมเกินไปแล้ว ผมหวังดีกับพี่ แต่พี่ทำกับผมแบบนี้ ฮือ ๆ ..."
"ถุย..." เหยาเฉิงถ่มดินออกมา แล้วหันหลังเดินออกไปบ้วนปาก
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ..." โจวเซี่ยกลั้นไม่อยู่จนระเบิดหัวเราะออกมา
แม้แต่ผู้เฒ่าฉินที่อยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะตามไปด้วย ฉินเจิงโกรธจนหน้าเขียว แต่ผู้เฒ่าฉินไม่ยอมปล่อยเขาไป "เจิงเอ๋อร์ ลูกไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บเลยสักนิด ดูพ่อสิ พ่อยังทนได้ แล้วลูกมีอะไรที่จะทนไม่ได้กัน"
ผู้เฒ่าฉินหันมาปลอบโจวเซี่ย "แม่หนู อย่าไปถือสาเขาเลย ลูกชายฉันคนนี้หัวรั้นเกินไป ไว้ภายหลังลุงจะช่วยอบรมเขาให้เอง"
โจวเซี่ยสวมรองเท้าก้าวลงจากเตียง โดยไม่ได้สนใจเรื่องของฉินเจิง การรักษาจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากตัวคนไข้เอง หากคนไข้ไม่มีความเชื่อมั่น ต่อให้เธอพยายามแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะลดลงและได้ผลเพียงครึ่งเดียว
"ลุงฉิน ฉันกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาใหม่ พรุ่งนี้ฉันจะฝังเข็มให้สองครั้ง ช่วงเช้าหนึ่งครั้งและช่วงบ่ายหนึ่งครั้ง ถ้าเห็นผลก็ต้องรีบรักษา จะได้หายเร็วขึ้น ฉันจะพยายามให้เดินได้ภายในหนึ่งเดือนค่ะ"
"อะไรนะ แม่หนู เธอบอกว่าฉันจะเดินได้ภายในหนึ่งเดือนเหรอ?" ผู้เฒ่าฉินดีใจจนเผลอพยุงกำแพงดันตัวขึ้นมาสูงหนึ่งฟุต โจวเซี่ยรีบเข้าไปประคองเขาไว้ทันที
โจวเซี่ยยิ้ม จริง ๆ แล้วเธออยากบอกว่าภายในครึ่งเดือน แต่กลัวว่าพวกเขาจะคิดว่าเธอคุยโม้ จึงบอกว่าหนึ่งเดือนแทน
ฉินเจิงถึงกับชะงักไปทันที เพราะก่อนหน้านี้ร่างกายของพ่อเขาไม่สามารถขยับได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันกลับเห็นผลชัดเจนขนาดนี้ ทั้งยังบอกว่าจะยืนได้ภายในหนึ่งเดือนอีก ‘นี่เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?’