The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    LV 105 คนจริงไม่พูดมาก


    เครดิตภาพจาก  https://www.123rf.com

          มาวินรู้สึกกดดันอย่างมากมายเพราะถูกเหมยลี่จ้องมองไม่วางวาย ไม่นาน เด็กสาวร่างสูงก็เป็นฝ่ายละสายตาและย้อนกลับมานั่งในมุมของตัวเอง 


    “ ฟู่...... นึกว่าจะโดนยัยโย่งไล่ต้อนซะแล้ว ” มาวินแอบถอนหายใจเบาๆ อันที่จริง เด็กหนุ่มก็ไม่อยากจะปิดบังความลับนี้ซักเท่าไหร่แต่ถึงบอกไป ก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี หนักกว่านั้น อาจถูกมองว่าเป็นพวกไม่เต็มเต็ง (ปกติพรรคพวกก็มองมาวินแบบนั้นอยู่แล้ว)   

                 


           หลังผ่านการจับผิด ทั้งสามก็แยกย้ายกันพักผ่อน มาวินเป็นคนแรกที่ผล็อยหลับ เขานอนแผ่หลาในเต็นท์ที่โจจี้กางไว้ให้ นับเป็นอีกคืนที่อยู่กันอย่างสบายด้วยอุณหภูมิในเวลานั้นกำลังพอดี ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป      

                


           หลังจากลิงหัวเขียวหลับใหลเป็นที่เรียบร้อย ทั้งโจจี้และเหมยลี่ก็กลับคืนสู่โหมดเป็นงานเป็นการอีก พวกเขาปรึกษาถึงเรื่องเส้นทาง เสบียง สุดท้ายก็ล่วงเลยมาถึงวิธีการจัดการกับคองโกล่า  


    “ ตามแผนที่วางไว้ก็คือ...ให้เจ้าลิงหัวเขียวใช้ความเร็วคอยก่อกวน จากนั้นชั้นจะใช้ท่าไม้ตายอัดมันปิดท้ายด้วยกระบวนท่าดาบผ่าหินผาของนายที่มีพลังทำลายสูงสุด ” เหมยลี่ทวนแผนพิชิตชัยให้โจจี้ฟัง


    “ อืม...... ตามแผนเดิมก็นับว่าน่าสนใจ แต่ในการต่อสู้กับงูยักษ์โอโบอา เธอได้สังเกตเห็นอะไรรึเปล่า ” โจจี้เอามือเท้าคาง พร้อมกล่าวช้าๆด้วยอาการใคร่ครวญ 


    “ นายหมายความว่า......กระบวนท่าดาบผ่าหินผามีปัญหางั้นรึ ” เหมยลี่ตอบกลับรัวเร็ว


    “ อืม......สมกับเป็นเหมยลี่ อย่างนี้ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ ใช่ ดาบผ่าหินผานั้นมีปัญหาอยู่จริงๆ ” โจจี้ยิ้มเล็กน้อย


    “ นายคงคิดว่า....แม้กระบวนท่านี้จะมีพลังทำลายมหาศาล แต่ขาดความแม่นยำ ถ้าเป้าหมายไม่หยุดอยู่กับที่ก็มีสิทธิ์พลาดเป้า เฉกเช่นเดียวกับที่นายพลาด ใช่หรือไม่ ” เหมยลี่เอ่ยถึงสิ่งที่โจจี้กังวลใจ  


    “ อืม.....ว่าต่อไป ” โจจี้พยักหน้ารับคำ พร้อมตอบกลับมาอย่างใจเย็น 


    “ เพราะอย่างนี้ นายถึงอยากได้คนที่ทำให้คองโกล่าหยุดชะงักแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ” เหมยลี่กล่าวต่อ พลางสบตากับอีกฝ่าย เพื่อหยั่งเชิง 


    “ ซึ่งชั้นเองก็ไม่คิดว่าเธอจะมีกระบวนท่าที่รุนแรงถึงขั้นนั้น ” คราวนี้โจจี้เป็นฝ่ายพูดบ้าง เป็นการยิงตรงประเด็นชนิดไม่คิดจะอ้อมค้อมให้เสียเวลา

                


            สิ้นคำของโจจี้ บรรยากาศรอบตัวก็เงียบงันไปหลายอึดใจ มีเพียงเสียงเรไร แมลงกลางคืนที่วิ่งแล่นเข้าสู่โสตประสาทอย่างแผ่วเบา

                 


            เหมยลี่ละสายตาจากคู่สนทนา แล้วลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ห่างแล้วกล่าวห้วนๆ โดยไม่หันกลับมามอง


    “ ชั้นจะเป็นคนหยุดการเคลื่อนไหวของคองโกล่าเอง และจะแสดงให้นายดูว่า......ชั้นคู่ควร ” 

                   


            พอเหมยลี่พูดจบ ออร่าสีทองก็แผ่ออกมาจากกายสูงเพรียวทำให้บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ โจจี้เริ่มรู้สึกว่ามีเหงื่อออกบริเวณใบหน้า แต่หนุ่มผมทองยังคงจ้องมองเด็กสาวร่างสูงอยู่นิ่งๆ เพื่อดูว่าเธอจะทำอะไรต่อไป 

                 


            เหมยลี่หลับตา เพื่อรวบรวมสมาธิ ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ พริบตาต่อมา ดวงตาคมเข้มก็เปิดกว้าง พร้อมเปล่งประกายแรงกล้า มือเรียวยาวเลื่อนขึ้นไปแตะต้นไม้ใหญ่อย่างแผ่วเบา 


    “ ย่ะ ”  

              


            เหมยลี่ร้องตะโกน เสียงนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏคลื่นลมแรงกระจายออกมาจากกายของเธอ หลังจากนั้นออร่าจางๆรอบตัวก็ค่อยๆเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

               


           เมื่อทุกอย่างสงบลง เหมยลี่ก็หันกลับมามองโจจี้พร้อมกล่าวเรียบๆ 


    “ ชั้นได้แสดงวิชาที่ใช้หยุดคองโกล่าให้นายดูบางส่วน คิดว่าถ้าใช้กระบวนท่านี้แบบเต็มกำลัง น่าจะทำให้มันช็อกชั่วคราว ” 

                


            เมื่อเด็กสาวร่างสูงพูดจบ เธอก็เดินหายเข้าไปในเต็นท์ของตัวเองทิ้งให้หนุ่มหล่อผมทองนั่งตากลมอยู่เดียวดาย 

               


            โจจี้นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ชายหนุ่มมองอยู่อึดใจ ดวงตาก็พลันเบิกโพลง เพราะด้านหลังของลำต้นได้ปรากฏรอยผลิแตกออกมาคล้ายว่าเกิดการระเบิดรุนแรงจากภายใน 

                


           โจจี้มองต้นไม้ใหญ่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคลายตระหนกจากนั้นก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย พร้อมพูดกับตัวเองเบาๆ


    “ ท่าทางแผนกำจัดคองโกล่าจะลงตัวแล้วซินะ หึ หึ หึ ” 


    ……………………..

                

            อรุณรุ่งกลับมาเยือนชาวโลกอีกครั้ง แน่นอนว่าเจ้าลิงหัวเขียวเป็นคนสุดท้ายที่ลืมตาตื่นเนื่องจากเขาเป็นคนขี้เกียจระดับพรีเมี่ยม


    “ หาว.... นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว อ้าว แล้วนายจะรีบไปไหน ถึงได้เก็บข้าวของแต่เช้าแบบนี้ ” มาวินเงยหน้าขึ้นมองโจจี้ ท่าทางยังคงงัวเงีย 


    “ เฮ้อ.....เช้าบ้าบอคอแตกอะไรเล่า นี่มันสายโด่งแล้วโว้ย หัดดูเวลาบนนาฬิกาบ้างสิ ” โจจี้โวยกลับ สีหน้าดูหงุดหงิด


    “ อ้อ.... ดูนาฬิกาใช่มั้ย ได้เลยพวก ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว อากาศกำลังเย็นสบาย ขอนอนต่ออีกหน่อยนะ เหอๆ ” มาวินยกนาฬิกาวิญญาณขึ้นมาดู จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน


    “ เฮ้อ..... ไอ้คนไร้ความรับผิดชอบ สงสัยต้องเรียกเหมยลี่มาจัดการซะล่ะมั้ง ” โจจี้ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย พร้อมยกแม่เสือสาวขึ้นมาขู่ 

                


            ทันทีที่ได้ยิน มาวินก็ถึงกับหูผึ่ง เขารีบกระโดดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สองมือพยายามเก็บสัมภาระของตนเอง พร้อมร้องตะโกนแข็งขัน 


    “ เอ้า เช้าแล้ว สดใสกันหน่อย ได้เวลาออกเดินทาง ” 

                


            โจจี้มองท่าทางที่เปลี่ยนไปด้วยแววฉงน ซักพักชายหนุ่มก็เริ่มยิ้มเหมือนเขาจะจับจุดอ่อนของมาวินได้ 


    “ เหอๆ รู้แล้ว หมอนี่กลัวเหมยลี่ ดีล่ะ คราวหน้าชั้นเอายัยหน้านิ่งไปขู่มัน ” โจจี้ขบคิดในใจ รอยยิ้มของเขาช่างดูเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก

                 


            ขณะนั้นเอง เหมยลี่ก็เดินเข้ามาร่วมวง ท่าทางของสองหนุ่มดูมีพิรุธเป็นอย่างยิ่ง เพราะเจ้าตัวขี้เกียจอย่างมาวินดันมาขยันขันแข็งจนแทบจะเก็บกวาดรอบแคมป์ให้โล่งเตียน ส่วนโจจี้ก็เอาแต่จ้องเด็กหนุ่มหัวเขียว พร้อมหัวเราะชั่วร้าย เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 


    “ พวกนายกำลังทำอะไร ” 


    “ โอ้...... เปล่าครับ ไม่ได้ทำอะไรเลย ” สองหนุ่มตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน จากนั้นก็หนีหายอย่างฉับพลัน ทิ้งให้เหมยลี่ยืนงงตามลำพัง 


    “ อะไรของพวกมันนะ พิลึกสุดๆ ” เหมยลี่พึมพำเบาๆเธอไม่เข้าใจ 

              


            หลังจากช่วยกันเก็บแคมป์จนเสร็จสรรพ ทั้งสามก็ร่วมกันกินอาหารและพักผ่อนอิริยาบถอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็เริ่มออกเดินทาง

             


            การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะเส้นทางขึ้นเขานั้นค่อนข้างสูงชัน บางครั้งชาวคณะต้องออกแรงไต่สลับตะกายและคืบคลาน ทำให้เนื้อตัวของทั้งสามชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

               


             แน่นอนว่าคนปากเปราะอย่างมาวินย่อมอดไม่ได้ที่จะโวย แต่ทุกครั้งที่พล่ามบ่นจนเพื่อนร่วมทีมเริ่มเบื่อ นายลิงหัวเขียวก็เป็นอันต้องสงบปากทุกที ด้วยพบกับการข่มขู่ด้วยสายตาของเหมยลี่ 

               
             การขึ้นเขานั้นแสนสาหัสสำหรับคนธรรมดา มีบางช่วงที่เป็นทางชัน 90 องศาที่ต้องใช้ทักษะและอุปกรณ์ปีนเขาแบบเต็มอัตราศึก แต่สำหรับพวกนักสู้ที่ค่อนข้างเหนือมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าว พวกเขาแค่เกร็งกำลัง ก็สามารถกระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ดังนั้น นักเดินทางจึงผ่านด่านที่แสนยากเย็นในเวลาเพียงสองชั่วโมง


    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter


    คล้ายกับเรื่องThe Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี ที่คุณอ่าน