สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 40 ทดสอบ

            เมื่อเวลาของการนัดประลองกับหอสมุดมายาใกล้เข้ามามากขึ้นอันเจิงรู้สึกว่าอารมณ์ของตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ เริ่มกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อย ๆตู้โซ่วโซ่วและชวีหลิวเอ๋อค่อนข้างกระสับกระส่ายตลอดทั้งวันอย่างไรเสียทั้งสองคนก็เพิ่งเริ่มฝึกฝนจะเอาชนะศิษย์ของหอสมุดมายาที่ฝึกซ้อมมาเป็นเวลานานหลายปีให้ได้นั้น บอกเลยว่าอันเจิงไม่มั่นใจจริงๆ

     

           ตอนนี้เรื่องนี้ไม่ได้แพร่กระจายออกไปแค่ในวงเล็ก ๆ อีกแล้ว หลายคนในโลกมายากำลังตั้งตารอวันที่การประลองจะมาถึง

     

           สาเหตุที่พวกเขายังสามารถฝึกฝนในนิกายเบิกสวรรค์อย่างสงบได้เป็นเพราะทุกคนอยากจะเห็นว่า เด็กกะโปโลอย่างพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนได้ยินมาว่าลูกศิษย์บางคนของหอสมุดมายา ถึงขั้นแอบจ้างคนให้มาขับไล่พวกเขาออกไปแต่มีคนใหญ่คนโตของโลกมายาออกมาปรามไว้เสียก่อนพูดว่าใครก็ตามหากเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกฆ่าทิ้งทันที

     

            คนใหญ่คนโตที่ว่านี้มีชื่อว่าเกาซานตัวบ่อนการพนันทั้งหมดในโลกมายาล้วนเป็นกิจการของเขา ว่ากันว่าแม้การประลองระหว่างนิกายเบิกสวรรค์กับหอสมุดมายาครั้งนี้จะเป็นเหมือนการละเล่นของเด็กแต่ในเมื่อมันถูกเจ้าของบ่อนอย่างเกาซานตัวเอามาใช้เป็นตัวแทงพนันเขาก็กวาดกำไรเข้ากระเป๋าไปได้มากมาย มีข่าวลือว่า มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาเล่นการพนันในโลกมายาเนื่องจากเหตุการณ์นี้

     

            ดังนั้น ตอนที่อันเจิงอยู่ในตลาดจึงเห็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หลายคนสวมชุดดำเดินไปเดินมาอยู่ด้านนอกคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เกาซานตัวส่งมาเพื่อปกป้องพวกอันเจิงโดยเฉพาะ อย่างน้อยก่อนสิ้นสุดการพนันเกาซานตัวจะไม่อนุญาตให้ใครแตะต้องพวกเขาเด็ดขาด

     

            ไม่ต้องพูดถึงว่าสำหรับยุทธภพ แม้แต่กับโลกมายานี่ก็เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นแต่ตอนนี้มันกลับทำให้เลือดของทุกคนเดือดพล่าน ทุกวันจะมีผู้คนมากมายเดินทางมาที่นิกายเบิกสวรรค์มาดูว่าเด็ก ๆ ที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

     

            ในตอนเช้าตรู่ เมื่ออันเจิงเดินเข้าไปในห้องเรียนเขาก็เห็นชวีหลิวเอ๋อกำลังพูดคุยอยู่กับเสี่ยวชีเต้าทั้งคู่ปรึกษากันถึงวิธีการเพิ่มพลังให้กับท่าโจมตีพื้นฐานของผู้ฝึกตนในขอบเขตระดับต่ำปัญหาที่กระทั่งผู้ฝึกตนในขอบเขตระดับกลางยังไม่มีปัญญาแก้ได้ส่วนตู้โซ่วโซ่วน่ะหรือ เขากำลังนอนน้ำลายยืดอยู่บนโต๊ะน้ำลายเหนียวหนืดหยดรดแขนเสื้อเขาจนชุ่มไปหมด

     

            อันเจิงเดินเข้าไปหาตู้โซ่วโซ่วแล้วเขย่าตัวเขาอย่างแรงตู้โซ่วโซ่วสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมานั่งทันทีปากขมุบขมิบท่องตำราต่อในขณะที่ดวงตาทั้งคู่ยังปิดสนิท ท่าทางเหม่อ ๆ เบลอ ๆไร้สติอย่างเห็นได้ชัด

     

            ชวีหลิวเอ๋อพูดขึ้นมาว่า “อย่าเพิ่งปลุกเขาเลยเมื่อคืนนี้เขาฝึกฝนจนดึกดื่นกว่าจะได้นอนก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว”

     

            อันเจิงหัวเราะเสียงเบาแอบตำหนิตัวเองในใจเล็กน้อย หากเขาสามารถเข้าสู่ระดับผู้เริ่มต้นได้ละก็ เขาก็จะสามารถเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์และทดสอบได้ว่าจะถูกทัณฑ์สวรรค์หรือไม่หากไม่ถูกทัณฑ์สวรรค์ เขาก็สามารถพาคนอื่น ๆ เข้าไปบ่มเพาะข้างในนั้นได้แบบนี้อีกสามเดือนที่เหลือพวกเขาก็มีหวังชนะได้มากขึ้นแต่อันเจิงตอนนี้ยังไม่เข้าสู่ระดับผู้เริ่มต้นเขาไม่กล้าเอาชีวิตตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ ไปเสี่ยง

     

            “ขยันไม่เลวเลย อ่านอักษรที่ไม่รู้จักพวกนั้นเข้าใจหมดแล้วสินะ?” อันเจิงถามพร้อมรอยยิ้ม

     

            ตู้โซ่วโซ่วขยี้ตาเบา ๆ แล้วอ้าปากยกขากรรไกรขึ้น“แน่นอน นายท่านตัวอ้วนอย่างข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น วิธีการบ่มเพาะเบื้องต้นหนา ๆ เล่มนั้นถูกข้าจดจำได้หมดแล้วกับแค่ตัวอักษรไม่กี่ตัวข้าจะจำไม่ได้เชียวหรือ?”

     

            “เช่นนั้นเจ้าลองเขียนคำว่า อับจนคือผู้พ่ายแพ้หกคำนี้ให้ข้าดูหน่อย”

     

           ตู้โซ่วโซ่วหยิบพู่กันขึ้นมาจากนั้นก็ตวัดเขียนจนจบประโยคหลังจากเป่าน้ำหมึกจนแห้งแล้ว เขาก็ยื่นส่งไปให้อันเจิงดู

     

            อันเจิงก้มหน้าลงไปมองมุมปากอดไม่ได้กระตุกสองสามครั้ง...ตัวอักษรของตู้โซ่วโซ่วไม่นับว่าน่าเกลียดเกินไปแต่ก็โย้เย้ไม่เป็นระเบียบสุด ๆ ...ที่สำคัญ...หมาป่าถูกรุมข่มขืน[3]...หกคำนี้อันเจิงไม่อาจมองตรง ๆได้จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่าข่มขืนท้ายประโยคนั่นให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าโลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทเป็นภาพหลอนที่น่าสะอิดสะเอียนคลื่นเหียนมากจริง ๆ

     

            “เป็นอย่างไรบ้าง?” ตู้โซ่วโซ่วถาม

     

            อันเจิงพยักหน้าให้ “ข้ารู้สึกเหมือนกำลังโดนเจ้าดูถูกอยู่”

     

            ชวีหลิวเอ๋อชะโงกหน้าเข้าไปมอง พลันใบหน้าแดงก่ำ“ข้าว่าพวกเราเปลี่ยนหัวข้อสนทนากันเถอะ...”

     

            เสี่ยวชีเต้าเองก็อยากเห็นด้วยเหมือนกันแต่ถูกหยุดไว้โดยชวีหลิวเอ๋อเสียก่อน

     

            อันเจิงยิ้มให้และพูดขึ้น “ข้ารู้ว่าในใจของทุกคนเป็นกังวลเป็นเพราะว่าไม่มีความมั่นใจเลยใช่หรือไม่ตอนนี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเราคือเสี่ยวชีเต้า แต่งานประลองครั้งนี้อย่างไรข้าก็จะไม่ให้เสี่ยวชีเต้าลงแข่งด้วยเด็ดขาดส่วนตู้โซ่วโซ่วกับชวีหลิวเอ๋อ พวกเจ้าทั้งคู่ยังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นแรกแม้ข้าจะสอนทักษะการต่อสู้ที่ดีที่สุดให้ แต่ก็ใช่ว่าจะเติมเต็มช่องว่างระหว่างขั้นพลังที่ห่างกันขนาดนั้นได้”

     

            “อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปนัก”

     

            อันเจิงพิงหลังไปกับประตูพูดกับพวกเขาต่อว่า “แม้ว่าระดับการบ่มเพาะของพวกเขาจะสูงกว่าพวกเรามากแต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าจดจำเอาไว้ให้ดีนั่นคือข้าอยากให้พวกเจ้าจำให้แม่นว่า ความแตกต่างระหว่างความแข็งแกร่งของขอบเขตจุติสวรรค์แต่ละขั้นมีมากขนาดไหนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสี่ลงมา”

     

            “อันที่จริงช่องว่างระหว่างพลังในแต่ละขั้นของขอบเขตจุติสวรรค์ไม่ได้ห่างกันมากนักเอาแบบนี้ พวกเจ้าตามข้าออกมา พวกเรามาเรียนรู้ถึงความต่างของพลังกันก่อนยิ่งเข้าใจจุดนี้มาก พวกเจ้าก็จะยิ่งได้เปรียบและสามารถคาดเดาสถานการณ์ของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

     

            ทั้งสามคนเดินตามหลังอันเจิงออกไปข้างนอกพบว่าบนเวทีประลองอันเจิงได้ขนย้ายสิ่งของใหม่ ๆ ขึ้นมาประดับไว้บนนี้มากมาย

     

            ด้านหนึ่งของเวที ท่อนไม้สำหรับฝึกวรยุทธ์เรียงกันเป็นตับแบบบางที่สุดอย่างน้อยก็มีความหนาประมาณหนึ่งท่อนแขนมนุษย์ แบบหนาที่สุดมีความหนาขนาดที่ต้องใช้บุรุษวัยกลางคนสองคนจึงจะโอบรอบได้ไม่รู้ว่าอันเจิงหาของพวกนี้มาจากไหน ท่อนไม้เหล่านี้ถูกฝังติดไว้กับลานเวทีอย่างแน่นหนานับจากซ้ายไปขวามีทั้งหมดสามสิบหกท่อนพอดี

     

            “โซ่วโซ่ว ใช้พลังมากสุดของเจ้าโจมตีท่อนไม้พวกนั้นซะลองดูว่าขีดจำกัดพลังโจมตีของเจ้าอยู่ที่ตรงไหน”

     

            อันเจิงเพิ่งจะพูดจบ ตู้โซ่วโซ่วก็เดินไปหยุดอยู่หน้าท่อนไม้ท่อนหนึ่งเขาเลือกท่อนไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบเซนติเมตร ก่อนจะทำท่าลุกนั่งหลายครั้งแล้วออกหมัดใส่ท่อนไม้อย่างแรง

     

            ปัง!

     

            เสียงแตกร้าวดังขึ้นก่อนที่ท่อนไม้จะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ตู้โซ่วโซ่วยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ รู้สึกพอใจกับหมัดของตัวเองไม่น้อย

     

            ตู้โซ่วโซ่วขยับขึ้นหน้าไปอีกสองก้าวเลือกท่อนไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณยี่สิบเซนติเมตรออกมาอีกท่อนหนึ่ง หวังจะแสดงพลังของตนให้ทุกคนได้เห็นอีกแต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ท่อนไม้แค่เอียงไปเท่านั้น ไม่ได้หักโค่นลงแต่อย่างใด

     

            อย่างไรก็ตาม จุดที่โดนหมัดของตู้โซ่วโซ่วก็ยุบลงไปลึกพอสมควรเศษขี้เลื่อยบินกระจายไปทั่ว

     

            อันเจิงพยักหน้าให้หลายครั้ง “นี่ก็คือขีดจำกัดพลังโจมตีของเจ้าในบรรดาผู้ฝึกตนขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นแรก เรียกได้ว่าอยู่ในระดับกลางถึงสูงแล้วนับว่ายาสมุนไพรเหล่านั้นของชวีหลิวเอ๋อไม่สูญเปล่าศักยภาพร่างกายของเจ้ายกระดับขึ้นไม่น้อยเลย”

     

            ชวีหลิวเอ๋อสูดลมหายใจเข้าลึกร่างผอมเพรียวของนางเดินเข้าไปใกล้ “ข้าขอลองบ้าง”

     

           ท่อนไม้ที่ชวีหลิวเอ๋อเลือกมีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่สามสิบเซนติเมตรหลังจากเด็กหญิงปรับลมหายใจของนางเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำปั้นเล็ก ๆก็กระแทกเข้าใส่ท่อนไม้ทันที

     

            ท่อนไม้ไม่ขยับแม้แต่น้อย...ตู้โซ่วโซ่วตกตะลึงรู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง “เป็นไปได้อย่างไร นางแข็งแกร่งกว่าข้ามากเมื่อวานนี้นางยังบอกข้าอยู่เลยว่า นางรู้สึกว่าตัวเองอาจจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสองในไม่ช้านี้”

     

           ทว่ายังไม่ทันให้ตู้โซ่วโซ่วได้พูดจบประโยค ท่อนไม้ของชวีหลิวเอ๋อก็ส่งเสียงดังลั่นออกมาก่อนจะพังครืนลงต่อหน้าพวกเขา นี่ไม่ใช่แค่การแตกหรือหักแต่ท่อนไม้ทั้งท่อนคล้ายกับถูกลอกออกเป็นเส้นเล็ก ๆภาพเศษไม้ที่กองอยู่ตรงหน้าจึงเหมือนกับภาพเส้นผมกองใหญ่กองหนึ่งที่พันกันอยู่

     

            “เป็นพลังที่แปลกเกินไปแล้ว”

     

            อันเจิงอุทานขึ้นมาอย่างอดไม่ได้แม้เขาจะมีประสบการณ์มากมาย มีความรู้กว้างขวางแต่เขาไม่เคยเห็นพลังในรูปแบบนี้มาก่อน พลังของชวีหลิวเอ๋อนั้นเปรียบเสมือนมีดที่ทั้งคมและมั่นคงมันสามารถตัดแยกเอาเส้นใยและเนื้อเยื่อทั้งหมดของท่อนไม้ออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์

     

            ยากที่จะคาดคิดว่า ผลที่ตามมานั้นจะน่ากลัวเพียงใดหากการโจมตีนี้ถูกใช้กับมนุษย์

     

            อันเจิงคิดในใจ คงเป็นเพราะความเข้าใจในศาสตร์แห่งการปรุงยาของชวีหลิวเอ๋อได้ถูกผนวกรวมเข้ากับการบ่มเพาะของนางจึงทำให้มันมีผลลัพธ์ที่น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้

     

            พลังที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ หากฝึกฝนจนแข็งแกร่งไม่แน่ว่าอาจสามารถทำให้วัตถุต่างๆ กลับคืนสู่แก่นแท้ได้!

     

            ชวีหลิวเอ๋อเขินอายเล็กน้อยจากนั้นนางก็ขยับต่อไปทางขวามือ “ข้าว่า...ข้าอาจจะลองได้อีกครั้ง”

     

           นางเลือกท่อนไม้ที่หนาขึ้นกว่าท่อนก่อนหน้าเล็กน้อย จากนั้นซัดหมัดเข้าไป

     

            เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้าทุกอย่างท่อนไม้ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย แต่พอลองเป่าลมเข้าไปเบา ๆท่อนไม้พลันถูกลอกออกเป็นเส้น ๆเพียงแต่ครั้งนี้ขนาดของมันไม่ได้เล็กเท่าเส้นผมอีกทว่าก็ยังพันกันมั่วอยู่ดีเห็นได้ชัดว่าขีดจำกัดของชวีหลิวเอ๋อ อยู่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามสิบเซนติเมตร

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “น่าอัศจรรย์มาก...เสี่ยวชีเต้าเจ้าก็ขึ้นไปลองบ้างสิ”

     

            เสี่ยวชีเต้าเดินส่ายก้นเล็ก ๆของเขาขึ้นไปบนเวทีประลอง ทำท่าลุกนั่งหลายครั้งเลียนแบบตู้โซ่วโซ่วแล้วต่อยกำปั้นเล็กๆ ออกไปข้างหน้า น่าเสียดายที่เขาไม่ได้คำนวณระยะทางให้ดี ๆ ก่อน หมัดนี้จึงวืดไปไม่กระทบโดนเสาโดยตรง ตู้โซ่วโซ่วเห็นแล้วหัวเราะลั่นขณะที่กำลังจะออกปากแซวอีกฝ่ายว่าแขนของเขาสั้นเกินไปนั้น...ท่อนไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสี่สิบเซนติเมตรก็ระเบิดเป็นรูโหว่รูเล็ก ๆ นั้นขนาดเท่ากับกำปั้นของเสี่ยวชีเต้าพอดิบพอดี

     

           ท่อนไม้ไม่ขยับแต่กลับถูกเจาะเป็นรูด้วยหมัดของเสี่ยวชีเต้า

     

            “หมัดวายุ!”

     

            อันเจิงอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน

     

            ในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์จะปล่อยปราณล่องหนออกมาได้นี่เป็นพลังปราณในรูปแบบที่ถูกขับออกมาภายนอกอย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าจะถึงขอบเขตสุมารุก่อน ถึงจะสร้างปราณที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้นอย่างปราณดาบการที่จะปล่อยหมัดออกมาได้ทรงพลังขนาดนี้จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำกล้ามเนื้อมานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้กล้ามเนื้อได้พัฒนาไปจนถึงขีดสุดและสามารถรองรับพลังบ่มเพาะได้อย่างเต็มขั้นเช่นนั้นจึงจะสร้างหมัดที่สุดยอดแบบนี้ขึ้นมาได้

     

            หากไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ให้ตายก็ไม่มีทางออกหมัดที่ทรงพลังขนาดสร้างบาดแผลร้ายแรงให้กับคู่ต่อสู้ได้ตอนนี้เสี่ยวชีเต้าเพิ่งจะอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสอง ทำไมเขาถึงฝึกหมัดวายุได้?

     

            อันเจิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามออกไป “เสี่ยวชีเต้าเจ้าเมาอีกแล้วหรือ?”

     

           เสี่ยวชีเต้าพยักหน้าพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาของเด็กน้อย “เมื่อวานตอนก่อนจะหลับข้ารู้สึกมึนๆ ทั้งที่นอนอยู่บนเตียงแต่รู้สึกเหมือนนอนอยู่บนเรือเลย มันโคลงเคลงไปหมด”

     

            อันเจิงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบได้จริงๆ อายุสี่ขวบ ฝึกฝนเพียงแค่สี่เดือน เจ้าก็ทะลวงมาถึงขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสามแล้ว”

     

            เสี่ยวชีเต้าภาคภูมิใจกับมันมาก “พี่ชายอันเจิงข้ายังทำอย่างอื่นได้อีกนะขอรับ”

     

            เขาย้ายก้นเล็ก ๆไปหน้าเสาไม้อีกต้นที่ใหญ่และหนากว่า แขนเล็กขาวอวบออกแรงตวัดวาดไปหนึ่งครั้ง เสาไม้ต้นนั้นก็ขาดลงรอยตัดที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นทั้งราบเรียบและสวยงามเป็นอย่างมาก

     

            ตู้โซ่วโซ่วสูดลมหายใจเข้าปอดใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย “เสี่ยวชีเต้า อีกหน่อยความปลอดภัยของพี่ชายตัวอ้วนขอมอบให้เจ้าดูแลแล้ว”

     

            นี่มันไม่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นเอาเสียเลยแม้ขอบเขตจุติสวรรค์จะเป็นขอบเขตระดับต่ำสุดของการบ่มเพาะ ทำให้อัจฉริยะทั้งหลายสามารถเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วจากที่ได้ยินมา บางคนสามารถไต่ไปถึงขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสี่ได้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีแต่เสี่ยวชีเต้าเพิ่งจะมีอายุเท่าไหร่กันเชียว เขายังเล็กมาก...อายุเพียงสี่ขวบครึ่งเท่านั้นแต่กลับเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสามแล้ว!หากว่ากล้ามเนื้อของเขาเติบโตขึ้นและได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมการจะปลดปล่อยพลังปราณ เปลี่ยนจากหมัดเป็นดาบก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนั่นเพราะแต่เดิมกลางฝ่ามือก็คือจุดที่ใช้ในการปลดปล่อยพลังปราณอยู่แล้วยิ่งได้ฝึกติดต่อกันในระยะยาว ก็ยิ่งส่งผลให้พลังฝ่ามือแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น

     

            แต่ที่เสี่ยวชีเต้าใช้ไม่ใช่ฝ่ามือแต่เป็นแขนแขนอวบ ๆ ขาว ๆ ของเขาจะมีแรงเท่าไหร่เชียว สามารถตัดท่อนไม้ให้ขาดได้?ยิ่งไปกว่านั้นเขาสามารถเปลี่ยนพลังปราณในร่างให้กลายเป็นปราณล่องหนนอกร่างกายได้นี่มันเกินคาดคิดไปไกลแล้ว

     

            อันเจิงพูดขึ้นมาอย่างจริงจัง “ตอนประลองจะให้เสี่ยวชีเต้าขึ้นเวทีไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

     

            คนอื่น ๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วยพวกเขารู้ว่าสิ่งที่อันเจิงเป็นห่วงนั้นคืออะไรหากพรสวรรค์ของเสี่ยวชีเต้าถูกเปิดเผยออกมา มันจะต้องชักนำหายนะมาสู่ตัวเขาแน่ ๆคนมากมายจะต้องพากันแย่งชิงเขา แล้วเสี่ยวชีเต้าจะกลายเป็นเหยื่อสังเวยในครั้งนี้

     

            เสี่ยวชีเต้าตัดพ้อ “ทำไมข้าถึงลงประลองไม่ได้”

     

            อันเจิงคิดหาเหตุผลแล้วตอบกลับไป “ก่อนจากไปท่านแม่ของเจ้าฝากเจ้าไว้กับข้านางกำชับว่าก่อนเจ้าอายุครบแปดปีห้ามเจ้าต่อสู้หรือไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเด็ดขาด”

     

            เสี่ยวชีเต้าร้องออกมาคำหนึ่งทั้งจมูกทั้งดวงตาแดงก่ำไปหมด

     

            ผู้เฒ่าฮั่วซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆประตูถอนหายใจออกยาว พูดขึ้นในใจว่า อนาคตของเสี่ยวชีเต้าจะต้องพบเจอกับอุปสรรคอีกมากเด็กคนนี้มีศักยภาพร่างกายที่พิเศษมาแต่กำเนิดหากถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปเลี้ยงดูใช้งาน คงไม่พ้นได้กลายเป็นจอมมารแห่งยุคจะดีแค่ไหนหนอหากเขาสามารถติดตามอันเจิงเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆบางทีนี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเสี่ยวชีเต้าแล้ว

     

            ผู้เฒ่าฮั่วรู้ชัดถึงใบหน้าและจิตใจของคนในยุทธภพเหล่านั้นพรสวรรค์ระดับเสี่ยวชีเต้าไม่ว่าจับไปอยู่ในสำนักใดก็จะถูกวางไว้ในตำแหน่งสมบัติล้ำค่าทั้งสิ้นทั้งยังจะได้รับการปรนนิบัติเลี้ยงดูอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเติบโตภายใต้คำสอนและสภาพแวดล้อมที่ว่ามีแต่จะให้เด็กเสียคนเท่านั้น

     

            “พี่ชายอันเจิง ท่านก็ลองออกหมัดบ้างสิ”

     

            เสี่ยวชีเต้าสูดจมูกสีหน้าประหนึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรม

     

            อันเจิงหัวเราะลั่น “ข้า...ฮ่า ๆ ๆ...นี่ค่อนข้างกระอักกระอ่วนไปสักหน่อยข้าไม่ทำได้หรือไม่?”

     

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

            [3]อับจนคือผู้พ่ายแพ้(狼狈为奸)ในที่นี้ออกเสียงเหมือนกับคำว่าหมาป่าถูกรุมข่มขืน(狼被围奸)

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน