ขุนเขาสูงใหญ่สายธารสวยใสเทือกเขาที่ทอดยาวไปตามผืนดินเสมือนัขนาดั์ที่นอนหมอบอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่ปานความยาวที่ทอดไกลออกไปหลายพันลี้และความเขียวขจีที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายดังนั้นเทือกเขานี้จึงถูกเรียกว่าเทือกเขาชิงหลง
ณสถานที่อันเป็ช่องว่างระหว่างชายเขาคือที่ตั้งของหมู่บ้านขนาดเล็กที่ชื่อว่าอูเจิ้นตั้งอยู่บริเวณเขตแนวชายเขาริมลำธารเมื่อทอดสายตามองออกไปไกลๆจะเห็นกลุ่มควันและไอน้ำสอดสลับอยู่ในอากาศเหนือหมู่บ้านที่มีจำนวนครัวเรือนพันกว่าหลังคาเรือนนับว่าเป็หมู่บ้านที่ร่ำรวยอยู่เหมือนกัน
“เจ็บชะมัด!”
เสียงพึมพำดังขึ้นท่ามกลางหมู่บ้านอูเจิ้นเ้าของเสียงนั้นก็คือเด็กหนุ่มที่มีอายุราวสิบห้าสิบหกปีเขาสวมชุดสีเขียวครามและมีใบหน้าที่หล่อเหลาทว่าในตอนนี้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นกลับมีความเ็ปปรากฏขึ้นมาการที่เขาใช้มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกตนเองพร้อมทั้งเดินกะเผลกกลับบ้านบ่งบอกว่ากำลังาเ็
เมื่อมาถึงหน้าห้องที่แสนจะธรรมดาเมิ่งฝานก็หยุดชะงักแล้วมองไปยังบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นด้วยสีหน้าที่ลังเลเล็กน้อยจากนั้นก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าบนตัวเพราะกลัวว่าจะเปิดเผยร่องรอยใดๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“เหลยเทา เ้าคอยดูเถอะสักวันหนึ่ง...ข้าเมิ่งฝานผู้นี้จะต้องจัดการเ้าให้เละเหมือนหมูตัวหนึ่ง!”
เมื่อคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เมิ่งฝานก็เผยสีหน้าแสดงความคับแค้นใจ
ในขณะที่กำลังเดินทางกลับจากการฝึกตนนั้นเมิ่งฝานบังเอิญเจอกับเหลยเทาผู้เป็คู่ปรับกับตนเองมาั้แ่เด็กไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันพลังของอีกฝ่ายก็พัฒนาขึ้นไปถึงขั้นฝึกกายาระดับห้าโดยที่เมิ่งฝานคาดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยทั้งมีพละกำลังที่แข็งแกร่งซ้ำยังรวมกลุ่มกับเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอีกจำนวนหนึ่งเพื่อหัวเราะเยาะเมิ่งฝาน
เด็กหนุ่มผู้ถูกกระทำเป็เพียงเด็กน้อยที่มีอายุเพียงสิบห้าปีเมื่อโกรธจนควบคุมตนเองไม่ได้จึงเกิดการทะเลาะวิวาทแล้วลงไม้ลงมือต่อเหลยเทาและคนอื่นๆเมิ่งฝานมีพลังอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับสองเท่านั้น เขาจะต่อกรกับผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าตนเองถึงสามระดับอย่างเหลยเทาได้อย่างไรอีกฝ่ายใช้ฝ่ามือจู่โจมเข้าที่หน้าอกของเด็กหนุ่มเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เกิดรอยฟกช้ำขึ้นที่หน้าอกของเมิ่งฝานทันที
ถึงแม้จะทะเลาะจนเกิดเื่แต่เมิ่งฝานก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองกับเหลยเทามีพลังที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อยเพราะทั้งสองล้วนแต่เป็ผู้บำเพ็ญพลังแห่งแผ่นดินใหญ่อันใช้เป็ตัววัดว่าใครจะแข็งแกร่งที่สุดพลังปราณ!
พลังปราณคือขุมพลังตั้งต้นของแหล่งทรัพยากรบนโลกใบนี้ดำรงอยู่ในธรรมชาติมายาวนาน มีความเก่าแก่และไม่สูญสิ้นไปเมื่อถูกมนุษย์ผู้บำเพ็ญตนดูดซับเข้าไปในร่างกายก็จะแบ่งออกเป็แปดขั้นพลังปราณแต่ละขั้นมีทั้งหมดสิบระดับซึ่งพลังปราณทั้งแปดขั้นยังแบ่งออกเป็ตรีปราณระดับต้นและปัญจปราณระดับสูง
ตรีปราณระดับต้น ได้แก่ ขั้นฝึกกายา หลอมปราณ และเกลาิญญา
ถึงแม้จะบอกว่าตรีปราณระดับต้นเป็พื้นฐานแห่งผู้บำเพ็ญตนทั้งหลายแต่สำหรับมนุษย์โดยทั่วไปแล้วแม้จะพยายามอย่างสุดกำลังจนสิ้นอายุขัยก็ยังไม่อาจบรรลุทั้งสามขั้นได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทะยานจากตรีปราณระดับต้นขึ้นไปยังปัญจปราณระดับสูง
เมิ่งฝานที่มีอายุสิบห้าปีผู้นี้ก็อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับสองซึ่งถือเป็ขั้นพื้นฐานแห่งพลังปราณในการฝึกฝนร่างกายและแขนงปราณหลังจากที่จัดแจงเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อยเมิ่งฝานก็ย่างก้าวอย่างเงียบงันเข้าไปภายในห้องที่ถูกทำความสะอาดไว้อย่างดีภายในนั้นไม่ได้มีสิ่งของที่ล้ำค่ามีราคาอะไร แต่ก็ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็ระเบียบและให้ความรู้สึกของบ้านที่อบอุ่น
แต่ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องของตนเองก็มีเสียงราบเรียบดังมาจากด้านหลัง
“หยุดอยู่ตรงนั้น เ้าไปทำอะไรมา?”
เ้าของเสียงคือสตรีผมยาวประบ่าวัยกลางคน ใบหน้าที่หวานหยาดเยิ้มมีรอยิัที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ดูออกว่าเมื่อยามที่นางยังเป็สาวแรกแย้มจะต้องเป็สาวงามผู้หนึ่งนางก็คือมารดาของเมิ่งฝาน
ซินหลัน!
เด็กหนุ่มหันกลับไปหามารดาแล้วยกยิ้มอย่างเก้อเขิน จากนั้นก็กล่าวเสียงเบา “ท่านแม่ ข้าเพิ่งกลับมาจากการฝึกตนขอรับ...”
ซินหลันถลึงตามองบุตรชายแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย “ออกไปฝึกตนแล้วเหตุใดร่างกายของเ้าถึงได้เต็มไปด้วยดินโคลนซ้ำยังาเ็กลับมาแบบนี้?”
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองถูกจับได้ก็ยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนแม้ว่ามารดาอย่างซินหลันจะเป็ผู้ที่ไม่มีความรู้เื่การบำเพ็ญพลังปราณและมีร่างกายที่อ่อนแอแต่ในสายตาของเด็กหนุ่มอายุสิบห้าแล้วนั้น...บิดามารดาของตนเองคือผู้ที่ทรงอานุภาพดุจบัญชาแห่ง์เลยก็ว่าได้
นางดึงตัวบุตรชายมาอยู่ตรงหน้าก่อนจะเปิดเสื้อสีเขียวครามตัวนั้นออกมาดูเพียงครู่หนึ่งสีหน้าของซินหลันก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันพร้อมทั้งกัดฟันแน่นจากนั้นจึงเอายารักษาที่มีอยู่ในบ้านมาทาลงไปบนตัวของบุตรชายพลางกล่าวสั่งสอน
“แม่บอกเ้าตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าไปมีเื่กับผู้อื่นเหตุใดเ้าถึงไม่ฟัง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ทำปากจู๋ด้วยความไม่พอใจจากนั้นก็อธิบายให้ฟัง “ข้าไม่ยอมเ้าเหลยเทาคนนั้นร้ายกาจจะตายไปนอกจากจะเหยียดหยามข้าแล้วมันก็ยังบอกอีกว่า...บอกว่าข้าเป็เด็กไม่มีพ่อ!”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบผู้เป็มารดาก็ชะงักไปเล็กน้อยใบหน้าของนางปรากฏความหม่นหมองในขณะที่ทายาลงบนร่างของเมิ่งฝานอย่างเบามือจึงกล่าวว่า “แม่บอกเ้าแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร ว่าอย่าไปสนใจคำพูดของผู้อื่นขอแค่เ้าตั้งใจบำเพ็ญพลังปราณของตนเองก็พอแล้ว รู้หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของมารดาเปลี่ยนไปเมิ่งฝานก็รู้ทันทีว่าตัวเองได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาเขาได้แต่แลบลิ้นเล็กน้อยแล้วไม่ได้เอ่ยปากอีกต่อไปหลังจากที่ทายารักษาให้กับเมิ่งฝานจนเสร็จซินหลันก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงเบา “่นี้เ้าก็อย่าไปซุกซนที่ไหนแล้วกันอีกประเดี๋ยวแม่จะเอาเหอโส่วไปทำยามาให้เ้า!”
เหอโส่ว คือหนึ่งในพืชวิเศษระดับหนึ่งอันเป็สมุนไพรที่ธรรมดาที่สุด
เมิ่งฝานรู้ดีว่าบรรดาพืชวิเศษของพิภพ์แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับซึ่งเมื่อระดับของมันเพิ่มขึ้นสรรพคุณของตัวยาก็จะเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวพืชวิเศษระดับหนึ่งใช่ว่าจะหาได้ยากแต่สำหรับซินหลันที่ไม่รู้เื่ราวของการบำเพ็ญตนมันกลับเป็สิ่งที่ล้ำค่าอย่างมาก
ไม่ว่าพืชสมุนไพรตัวใดก็สามารถทำให้การไหลเวียนของพลังในแขนงปราณของผู้บำเพ็ญตนราบรื่นยิ่งกว่าเดิมทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญพลังปราณสูงขึ้นกว่าเดิมสาเหตุที่ทำให้เมิ่งฝานตามไม่ทันผู้อื่นนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่ขยันหมั่นบำเพ็ญตนกลับกันเขาใช้เวลาในการบำเพ็ญตนมากกว่าผู้อื่นถึงสองเท่าเสียด้วยซ้ำไป
ความจริงแล้วความแตกต่างของเขากับผู้อื่นก็คือเื่ของพืชวิเศษบิดาของเหลยเทาและเพื่อนทั้งหลายต่างเป็คนระดับสูงทั้งนั้นแม้ว่าจะไม่มีของล้ำค่าอะไรมากนักแต่ก็ไม่มีปัญหาในการหาพืชวิเศษระดับสองมาให้บุตรของตนด้วยเหตุนี้เหลยเทาจึงก้าวขึ้นเป็ผู้ฝึกตนขั้นฝึกกายาระดับห้าได้อย่างรวดเร็ว
แต่วิธีในการได้รับพืชวิเศษของบ้านเมิ่งฝานมีแค่วิธีเดียวนั่นคืออาศัยการแจกจ่ายของหมู่บ้านที่มอบให้แต่ละครัวเรือนในทุกๆ เดือนแต่อย่างมากก็ได้รับมาเพียงเดือนละสองต้น ถึงขั้นที่บางครั้งหากเหล่ากองกำลังคุ้มกันหมู่บ้านได้รับของมาไม่มากเท่าที่ควรในเดือนนั้นก็อาจจะไม่ได้รับเลยสักต้นเช่นนี้เมิ่งฝานจึงด้อยกว่าเด็กคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
เมื่อได้ยินซินหลันพูดเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นจึงถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ “ท่านแม่ เหอโส่วของบ้านเรายังเหลืออีกมากหรือขอรับอาการป่วยของท่าน...”
“อาการของแม่ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง เ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะอย่าลืมสิว่าเ้าจะต้องบำเพ็ญตน” ซินหลันกล่าวพลางยิ้มอย่างอบอุ่นแต่เมื่อนางพูดจบก็อดไม่ได้ที่จะไอออกมาหลายครั้ง ยกมือขึ้นมาปิดปาตนเองแล้วไอต่อไม่หยุดจนร่างกายสั่นเทา