ขณะที่การสอบเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมู่ซื่อเฉิง ต้าถง หัวหน้าห้อง และไป๋หู๋ กับหลี่ซีหยาน ที่สอบกันคนละห้อง มีสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่ไป่ฉีติวให้ก่อนเข้าห้องสอบนั้น มันตรงกับข้อสอบที่พวกเขากำลังทำอยู่ตอนนี้
'ไป่ฉีติวแม่นโคตร อย่างกับเคยเห็นข้อสอบมาก่อนงั้นแหละ' ต้าถงคิด
'ไป่ฉี เคยเห็นข้อสอบนี้มาก่อนรึเปล่านะ ไม่ ๆ จะเป็นไปได้ยังไง ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่มิดการ์ดเข้มงวดและเก็บรักษาความลับขนาดไหน' มู่ซื่อเฉิงคิด
'ไป่ฉีติวข้อสอบได้ตรงหมดเลย สอบเสร็จต้องไปขอบคุณซะหน่อยแล้ว' หัวหน้าห้องคิด
'สุดยอด พี่ไป่ฉีเก่งโคตร ที่ติวข้างล่างก่อนเข้าห้องสอบ ออกทั้งหมดเลย หึ หึ ผลคะแนนนี้ฉันจะเอาไปอวดยัยพี่สาวจอมสบประมาท จะเอาให้หงายท้องไปเลยคอยดู' ไป๋หู่คิด
'ดีที่ไป่ฉีติวให้เมื่อกี้ เพราะบางคำถามเราก็ไม่ได้อ่านมาซะด้วย' หลี่ซีหยานคิด ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
'พวกนั้นยังไงก็ต้องผ่านข้อเขียนได้แน่ ก็เราติวให้เหมือนกับเฉลยข้อสอบขนาดนั้น ที่จริงทำไปเพราะช่วยต้าถงที่หัวไม่ค่อยดีล่ะนะ แต่เพราะตั้งใจฟังกันทุกคน คะแนนน่าจะได้อันดับต้น ๆ กันอยู่' ไป่ฉีคิด
ไป่ฉีทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากตรวจทานดูแล้วเขากดตกลงเพื่อทำการส่งคำตอบ จากนั้นรออีก 5 นาที ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ คะแนนเต็ม
ที่ห้องระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดกำลังนั่งดูจอ LED ซึ่งเป็นภาพในห้องสอบแต่ละห้อง มีอาจารย์ที่ไม่ได้คุมสอบคอยนั่งดูจอ LED แต่ละจอ เพื่อตรวจสอบว่ามีใครทุจริตในการสอบรึเปล่า
“ท่าน ผอ. ครับ มีนักเรียนเข้าสอบเริ่มส่งคำตอบกันมาแล้วครับ ระบบประมวลผลแจ้งว่ามีนักเรียนที่สอบได้คะแนนเต็ม 1 คนครับ แต่…..” เจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมระบบการสอบหันมารายงานให้ผู้อำนวยการทราบ
“แต่ทำไม” ผู้อำนวยการถาม
“แม้จะได้คะแนนเต็ม แต่จากเอกสารสำเร็จการศึกษา พบว่าเขาเพิ่งมาได้เกรด A ทุกวิชาในเทอมสุดท้าย” เจ้าหน้าที่เรียกเอกสารจบการศึกษาของไป่ฉีขึ้นมาบนจอใหญ่ ผู้อำนวยการอ่านอยู่สักครู่ก่อนจะยกยิ้มขึ้น
“ไม่แปลกนี่ การที่นักเรียนคนหนึ่งสามารถพัฒนาตัวเองจนสามารถทำเกรดเฉลี่ยผ่านเกณฑ์การรับสมัครมาได้ นับว่าเป็นบุคคลที่ทางเราต้องการ ผลสอบที่เขาเพิ่งสอบเสร็จไป ช่วยยืนยันว่าเกรดเทอมสุดท้ายไม่ใช่ทางโรงเรียนเก่าของเขาช่วยเหลือให้เกรดพอที่จะสมัครสอบเข้าที่โรงเรียนเราได้ แต่เป็นผลจากการพัฒนาตนเองจนมีความรู้ความสามารถของเขาจริง ๆ” ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ฟังคำพูดของผู้อำนวยการ ก็คิดตามและพยักหน้าเห็นด้วย หากไม่มีความรู้ความสามารถจริง จะสามารถทำข้อสอบที่พวกเขาเตรียมไว้ได้คะแนนเต็มเหรอ แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตั้งตัว เสียงจากระบบดังขึ้นอีกหลายครั้ง ทำให้ทุกคนหันกลับไปสนใจที่จอ LED ต่อ เพราะการส่งเสียงเตือนนั้นหมายถึงมีคนที่ทำคะแนนในการสอบเข้าได้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์จากคะแนนเต็ม
“นะ....นี่มัน” อาจารย์ท่านหนึ่งพูดติดขัดหลังอ่านข้อมูล
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนที่ทำคะแนนเต็มถึง 6 คน” อาจารย์อีกท่านกล่าวขึ้น
“เรียกข้อสอบของทั้ง 6 คนขึ้นมา ให้อาจารย์ทุกท่านตรวจคำตอบด้วยตัวเองดู เผื่อระบบอาจจะเกิดความผิดพลาด” ผู้อำนวยการสั่งการทันที มันบังเอิญเกินไปที่จะมีคนที่สอบได้คะแนนเต็มในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้
หลังจากใช้เวลาตรวจสอบเพียงไม่นาน คะแนนได้รับการรับรองจากอาจารย์ที่อยู่ภายในห้อง ว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ ผู้อำนวยการจึงให้ทางเจ้าหน้าที่ให้ทำการแจ้งผลกับนักเรียนทั้ง 6 คนทันที
กลุ่มของไป่ฉีที่อยู่กันคนละห้องเมื่อได้รับผลคะแนนสอบต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถสอบได้คะแนนเต็มในการสอบเข้าที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดที่เป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับต้น ๆ ของประเทศแบบนี้
“คนที่ได้รับการยืนยันผลคะแนนแล้วให้ออกจากห้องสอบไปได้เลย ไม่ต้องอยู่ต่อ รบกวนปิดแท็บเล็ต เสียบปากกากลับเข้าที่ให้ด้วยก่อนจะลุกออกไป” อาจารย์คุมสอบห้องของไป่ฉีกล่าวขึ้น เมื่อพบว่ามีคนได้รับการยืนยันผลคะแนนสอบแล้ว ไป่ฉีทำตามที่อาจารย์คุมสอบบอก ก่อนจะลุกและเดินออกไปจากห้องสอบ
ไป่ฉีลงมานั่งรอที่โต๊ะตัวเดิมที่เขากับเพื่อนนั่งติวข้อสอบกันอยู่เมื่อเช้า รอเพียงไม่นานเพื่อนของเขาก็เดินกันมานั่งที่โต๊ะ
“สุดยอดเลยไป่ฉี เพราะนายติวให้ ฉันถึงได้คะแนนเต็ม แบบนี้ค่อยวางใจหน่อยว่ายังไงก็ผ่านรอบนี้แน่ ๆ” ต้าถงกล่าว
“ขอบคุณนะไป่ฉีที่ช่วยต้าถง” หัวหน้าห้องกล่าว
“แหม หัวหน้า ขอบคุณแทนต้าถงเหรอ นี่ถึงขนาดทำแทนกันแบบนี้เรื่องบน..... โอ้ย” มู่ซื่อเฉิงที่กำลังพูดเรื่องแบบนั้นถูกหัวหน้าห้องหวดกระเป๋าสะพายที่เต็มไปด้วยหนังสือใส่เต็ม ๆ จนหงายท้องลงไปนอนกับพื้น
“หยุดพูดไปเลย ฉันกับต้าถงไม่คิดสั้นตัดอนาคตตัวเองแบบนั้นหรอก” หัวหน้าห้องกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พี่ไป่ฉี เพื่อนพี่ตลกดีนะ” ไป๋หู่กล่าว
“ไป๋หู่ นายไม่ควรไปหัวเราะคนอื่นเขานะ” หลี่ซีหยานกล่าว
“เอาน่า เดี๋ยวฉันจะแนะนำพวกนายให้ว่าช่วงบ่ายควรวางตัวในการสอบสัมภาษณ์ยังไง” ไป่ฉีเล่าให้เพื่อนของเขาฟังว่าทุกปีนั้นการสอบสัมภาษณ์จะถามเกี่ยวกับเป้าหมายในอนาคตว่าอยากทำอะไร ประกอบอาชีพอะไร ทำไมถึงเข้าสมัครสอบเข้าที่โรงเรียนแห่งนี้ แม้ 3 คำถามนี้จะดูเหมือนง่าย แต่มันไม่ได้ง่ายเลย
“ทางโรงเรียนต้องการดูว่าพวกนายกำหนดเป้าหมายในชีวิตยังไง อย่างเช่นต้าถง นายอยากเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล เขาต้องถามอยู่แล้วว่าอยากมีชื่อเสียงขนาดไหน ในระดับประเทศ ระดับทวีป หรือเป็นระดับซูเปอร์สตาร์ระดับโลก แล้วเพื่อการนั้นนายที่ต้องการเป็นนักกีฬาบาสมืออาชีพจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถไปเป็นนักกีฬามืออาชีพได้ รวมถึงรายละเอียดการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่เขาอาจจะถามนาย เพื่อดูว่านายมีการเตรียมตัวหรือความรู้เกี่ยวกับอาชีพที่นายตั้งเป้าเอาไว้มากน้อยขนาดไหน โดยส่วนตัวฉันคิดว่าเขาดูความตั้งใจและความกระตือรืนร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากกว่า” ไป่ฉีกล่าว
ทั้งกลุ่มต่างเงียบกันหมด เพราะกำลังใช้ความคิดว่าจะตอบคำถามสัมภาษณ์ยังไง ส่วนไป่ฉีนั้นเปิดแอพในสมาร์ทโฟนเพื่อสั่งอาหาร เพราะตอนนี้ใกล้จะ 11 โมงแล้ว เขาจึงถามเพื่อน ๆ ว่าจะกินอะไรกัน
“ไม่ต้องสั่งให้หัวหน้าห้องหรอก ยังไงเธอก็กะกินต้าถงทั้ง.... โอ้ย” มู่ซื่อเฉิงโดนกระเป๋าพิฆาตของหัวหน้าห้องไปอีกรอบหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มต่างหัวเราะชอบใจ มีเพียงต้าถงกับหัวหน้าห้องที่หันมาสบตากันแล้วก้มหน้า ใบหน้าของทั้งคู่แดงระเรื่อ เมื่อทุกคนเห็นแบบนั้นเลยยิ่งแซวทั้งคู่เข้าไปอีก
“พวกนายเอาเวลาแซวฉันกับต้าถงไปคิดดีกว่าว่าจะตอบคำถามตอนสอบสัมภาษณ์ยังไง” หัวหน้าห้องกล่าว ทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ต้าถงนั้นยังทำตัวสบาย ๆ เพราะตั้งแต่เขากลับตัวมาเป็นคนตั้งใจเรียน มีเป้าหมายในชีวิต เขาก็ศึกษาเกี่ยวกับกีฬาบาสเก็ตบอลที่ตนสนใจมาพอสมควร จึงคิดว่าน่าจะพอแสดงให้อาจารย์ที่คุมสอบสัมภาษณ์เห็นความตั้งใจของเขาได้
หลังจากมื้อกลางวันที่ไป่ฉีเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าว พวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปตามห้องสัมภาษณ์ ซึ่งมีอยู่หลายห้อง คนที่เข้าไปก่อนส่วนมากจะออกมาในสภาพเดินก้มหน้าคอตก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผลสอบสัมภาษณ์ที่ออกมาคืออะไร
ไป่ฉีนั่งรออยู่สักครู่ ก็ถึงคิวของเขาแล้วที่จะต้องเข้าไปสอบสัมภาษณ์ ไป่ฉีก้าวเดินด้วยความมั่นใจ บรรยากาศของเขาดึงดูดให้คนมองจนไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้
เมื่อไป่ฉีเดินเข้าไป เขาเห็นอาจารย์ที่เป็นผู้สอบสัมภาษณ์ 3 ท่าน แต่ละคนมองเขาตาไม่กระพริบ ทำให้ไป่ฉียกยิ้มขึ้น
'ไป่ฉี นายแบบและดาราที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอยู่ บุคลิกดีมาก แต่รอยยิ้มนั้นมันเจิดจ้าเกินไปไหม' อาจารย์คนแรกคิด รอยยิ้มของไป่ฉีนั้นแทบจะทำให้เขาตาพร่าไปเลย
"ในข้อมูลที่สมัครมีลงไว้ว่าทำงานเป็นดาราและนายแบบ บุคลิกให้มาก ตั้งแต่เดินเข้ามาเราไม่สามารถละสายตาจากเขาได้เลย ความมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาคนแบบนี้ นับว่าเขาเลือกเส้นทางได้ถูกต้องจริง ๆ' อาจารย์คนที่ 2 คิด
'ตาฉันจะบอดแล้ว ตัวจริงกับในนิตยสารแฟชั่นให้ความรู้สึกแตกต่างกันจริง ๆ บรรยากาศของตัวจริงชัดเจนกว่าในนิตยสารซะอีก' อาจารย์ผู้หญิงเพียง 1 เดียวในที่นี้คิด ที่ตัวเธอรู้จักไป่ฉีระดับหนึ่ง เพราะเคยยึดนิตยสารจากนักเรียนหญิงที่แอบเอามาเปิดดูในห้องเรียน ในช่วงที่เธอว่าง เธอจึงลองเปิดดู ทำให้เธอรู้สาเหตุที่นักเรียนหญิงเหล่านั้นกล้าไม่สนใจการสอนของเธอ ภาพของชายหนุ่มในนิตยสารตรึงสายตาเธอไว้ราวกับมีมนต์สะกด ด้วยเหตุนี้เธอจึงลองค้นหาข้อมูล ถึงได้รู้ว่านายแบบในนิตยสารนั้นเป็นใคร
“สวัสดีครับ อาจารย์ทุกท่าน” ไป่ฉีโค้งคำนับ
“นั่งลงสิ” อาจารย์ชายคนที่ 1 กล่าว
“ขอบคุณครับ” ไป่ฉีกล่าวขอบคุณก่อนจะนั่งลง
“เรามาเริ่มการสัมภาษณ์กันดีกว่า เธอชื่อไป่ฉีสินะ” อาจารย์ชายคนที่ 1 ถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ
“จากใบเกรดของเธอ เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ตั้งใจเรียนเลย จนกระทั่งปี 3 เทอมสุดท้าย” อาจารย์คนที่ 1 กล่าวพร้อมกับสังเกตสีหน้าของไป่ฉี สิ่งที่เห็นคือใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็กน้อยของไป่ฉีเท่านั้น
“นั่นเพราะว่าที่ผ่านมาผมต้องทำงานช่วยพ่อแม่หาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและค่าเทอม พวกงานร้านอาหาร งานรับจ้าง ใช้แรงงาน ผมทำมาหมด กลับถึงบ้านก็ล้าแล้วครับ จนกระทั่งคุณเฉินเฟิงที่เป็นผู้จัดละครมาทาบทามให้เป็นนักแสดงในละครที่เขากำลังจะถ่ายทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผม ผมตัดสินใจเขียนนิยายและสมัครเข้าแข่งขันในรายการราชานักกิน จึงทำให้เริ่มมีเงินพอสำหรับค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่าย ดังนั้นผมจึงไม่ได้ทำงานใช้แรงงานอีก ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เทอมสุดท้ายเกรดของผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ” ไป่ฉีตอบ อาจารย์คนที่ 1 พยักหน้าเป็นการตอบกลับว่าเขาเข้าใจแล้ว
“เป้าหมายที่เธอให้ไว้ตอนสมัคร เธออยากเป็นซูเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิงระดับโลก งั้นตอนนี้เธอทำอะไรเพื่อไปถึงเป้าหมายของตัวเองแล้วบ้าง” อาจารย์คนที่ 2 ถาม
“ก็ถ่ายแบบกับนิตยสารชั้น 1 กับ 2 ของประเทศ นอกจากนี้ผมยังได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแฟชั่นโชว์แบรนด์ปิงหู่ที่ติดท็อป 10 ของประเทศ และยังเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย ส่วนรายการที่ผมไปถ่ายทั้งหมดก็ทำลายสถิติเรตติงตั้งแต่รายการเริ่มออกอากาศมา อาจารย์คิดว่าผมมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ผมวางไว้รึเปล่าล่ะครับ” คำตอบของไป่ฉีทำให้อาจารย์ที่เป็นฝ่ายถามถึงกับพูดไม่ออก ต้องยอมรับว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขามีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไม่น้อยทั้งที่เพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่ถึงปี ในโรงเรียนเองก็มีกลุ่มนักเรียนที่เป็นแฟนคลับของไป่ฉีไม่น้อย ถึงเขาจะไม่สนใจเรื่องวงการบันเทิง แต่ก็เคยเห็นผลงานของไป่ฉีมาบ้าง
“ในวงการ ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ อยากถามว่าเธอที่เข้ามาในด้านการแสดง คิดว่าความสามารถด้านการแสดงของเธอถ้าเทียบกับคนอื่นมีมากน้อยขนาดไหน” อาจารย์หญิงคนเดียวในกลุ่มถาม
“อยู่ในระดับสูงกว่าพวกหน้าใหม่และนักแสดงรุ่นเก่าหลายคนครับ ผมมีใบรับรองจากศูนย์ฝึกอบรมของ LSA เป็นเครื่องยืนยันคำพูดนี้” ไป่ฉีหยิบใบรับรองการผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงให้อาจารย์ทั้ง 3 ท่านดู และได้อธิบายว่านักแสดงของ LSA ทุกคนจะต้องมีใบรับรองนี้ถึงจะสามารถรับงานด้านการแสดงได้ ซึ่งคนที่ได้ใบรับรองจากคลาสการแสดงขั้นสูงของ LSA นั้นมีไม่ถึง 10 คน และไป่ฉีเป็น 1 ใน 10 คนนั้น ทำให้อาจารย์ที่ถามถึงกับไปต่อไม่เป็นทีเดียว
หลังจากนั้นแม้จะถามคำถามอะไรไป ไป่ฉีสามารถตอบคำถามของอาจารย์ทั้ง 3 ท่านได้หมด ทุกคำตอบชัดเจนจนพวกเขาไม่สามารถจะถามต่อได้เหมือนกับนักเรียนคนอื่น สุดท้ายอาจารย์ทั้ง 3 จึงลงความเห็นให้ไป่ฉีผ่านการสอบและรับเข้าเป็นนักเรียนของทางโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด โดยลงทะเบียนภายในห้องนั้นได้เลย ส่วนเอกสารก็ยื่นไว้ที่อาจารย์ทั้ง 3 คนที่คุมการสอบสัมภาษณ์ และยังคงใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวผู้สอบอีกครั้ง
“ขอต้อนรับสู่มิดการ์ดนะ” อาจารย์หญิงกล่าว ในบรรดาอาจารย์สอบสัมภาษณ์ทั้งหมด มีอาจารย์ท่านนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า ต่างกับอีก 2 คนที่เหลือ
“ขอบคุณมากครับ” ไป่ฉีลุกขึ้นคำนับก่อนจะเดินออกไป
“คิดว่ายังไงบ้าง” อาจารย์คนที่ 1 ถาม
“เขามีคำตอบสำหรับคำถามของพวกเรา ไม่เคยมีใครตอบได้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน มีทั้งเอกสารรับรองความสามารถ เอกสารแสดงเรตติงรายการที่เขาไปถ่าย มันช่วยยืนยันว่าเขาไม่ได้พูดปากเปล่าแต่มีหลักฐานด้วย พวกเราไม่สามารถพูดโจมตีเรื่องความมั่นใจเกินไปของเขาได้เลยจริง ๆ” อาจารย์คนที่ 2 ส่ายหน้าอย่างจนใจ หน้าที่ของพวกเขาคือการยิงคำถามจนนักเรียนไม่สามารถตอบได้ แล้วให้คำแนะนำ หากพวกเขาเห็นว่าคำตอบสามารถทำให้พวกเขาเห็นความน่าจะเป็นแบบรูปธรรมได้ พวกเขาก็จะให้ผ่าน แต่ถ้าตอบแบบเลื่อนลอย ขอไปที พวกเขาก็จะไม่มีทางให้ผ่านแน่นอน
หลังสอบสัมภาษณ์เสร็จ ไป่ฉีก็ไปนั่งรอเพื่อนที่โต๊ะตัวเดิม ผ่านไปสักพักไป่ฉีก็เห็นมู่ซื่อเฉิงเดินมาด้วยท่าทางอิดโรย ตามด้วยคนอื่น ๆ ที่มีสภาพไม่ต่างกัน พอไป่ฉีสอบถามก็ได้ความว่าพวกเขาโดนยิงคำถามรัวเป็นชุด หมด 1 คำถาม มีเพิ่มมาอีก 2-3 คำถาม จนสุดท้ายพวกเขาไม่สามารถตอบได้ แต่อาจารย์ที่คุมสอบสัมภาษณ์ก็ให้ผ่าน เพราะสิ่งที่ตอบไปสอดคล้องและชัดเจนกับเป้าหมายที่พวกเขากรอกลงไปตอนสมัคร
“ทุกคนสอบผ่านกันหมดสินะ ยินดีด้วย ต่อไปจะขอนัดเข้าค่ายฝึกร่างกายเลยแล้วกัน” ไป่ฉีกล่าว
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
