จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 155 การสอบเข้ามัธยมปลายมิดการ์ด 2 Re

            ขณะที่การสอบเริ่มขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นมู่ซื่อเฉิง  ต้าถง  หัวหน้าห้อง และไป๋หู๋ กับหลี่ซีหยาน ที่สอบกันคนละห้อง  มีสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงเหมือนกัน  เพราะสิ่งที่ไป่ฉีติวให้ก่อนเข้าห้องสอบนั้น  มันตรงกับข้อสอบที่พวกเขากำลังทำอยู่ตอนนี้


            'ไป่ฉีติวแม่นโคตร  อย่างกับเคยเห็นข้อสอบมาก่อนงั้นแหละ' ต้าถงคิด


            'ไป่ฉี  เคยเห็นข้อสอบนี้มาก่อนรึเปล่านะ  ไม่ ๆ จะเป็นไปได้ยังไง  ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่มิดการ์ดเข้มงวดและเก็บรักษาความลับขนาดไหน' มู่ซื่อเฉิงคิด


            'ไป่ฉีติวข้อสอบได้ตรงหมดเลย  สอบเสร็จต้องไปขอบคุณซะหน่อยแล้ว' หัวหน้าห้องคิด


            'สุดยอด พี่ไป่ฉีเก่งโคตร  ที่ติวข้างล่างก่อนเข้าห้องสอบ  ออกทั้งหมดเลย  หึ หึ  ผลคะแนนนี้ฉันจะเอาไปอวดยัยพี่สาวจอมสบประมาท  จะเอาให้หงายท้องไปเลยคอยดู' ไป๋หู่คิด


            'ดีที่ไป่ฉีติวให้เมื่อกี้  เพราะบางคำถามเราก็ไม่ได้อ่านมาซะด้วย' หลี่ซีหยานคิด  ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก


            'พวกนั้นยังไงก็ต้องผ่านข้อเขียนได้แน่  ก็เราติวให้เหมือนกับเฉลยข้อสอบขนาดนั้น  ที่จริงทำไปเพราะช่วยต้าถงที่หัวไม่ค่อยดีล่ะนะ  แต่เพราะตั้งใจฟังกันทุกคน  คะแนนน่าจะได้อันดับต้น ๆ กันอยู่' ไป่ฉีคิด


            ไป่ฉีทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว  หลังจากตรวจทานดูแล้วเขากดตกลงเพื่อทำการส่งคำตอบ  จากนั้นรออีก 5 นาที  ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้  คะแนนเต็ม


            ที่ห้องระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดกำลังนั่งดูจอ LED  ซึ่งเป็นภาพในห้องสอบแต่ละห้อง  มีอาจารย์ที่ไม่ได้คุมสอบคอยนั่งดูจอ LED แต่ละจอ  เพื่อตรวจสอบว่ามีใครทุจริตในการสอบรึเปล่า


            “ท่าน ผอ. ครับ  มีนักเรียนเข้าสอบเริ่มส่งคำตอบกันมาแล้วครับ  ระบบประมวลผลแจ้งว่ามีนักเรียนที่สอบได้คะแนนเต็ม 1 คนครับ  แต่…..” เจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมระบบการสอบหันมารายงานให้ผู้อำนวยการทราบ


            “แต่ทำไม” ผู้อำนวยการถาม


            “แม้จะได้คะแนนเต็ม  แต่จากเอกสารสำเร็จการศึกษา  พบว่าเขาเพิ่งมาได้เกรด A ทุกวิชาในเทอมสุดท้าย” เจ้าหน้าที่เรียกเอกสารจบการศึกษาของไป่ฉีขึ้นมาบนจอใหญ่  ผู้อำนวยการอ่านอยู่สักครู่ก่อนจะยกยิ้มขึ้น


            “ไม่แปลกนี่  การที่นักเรียนคนหนึ่งสามารถพัฒนาตัวเองจนสามารถทำเกรดเฉลี่ยผ่านเกณฑ์การรับสมัครมาได้  นับว่าเป็นบุคคลที่ทางเราต้องการ  ผลสอบที่เขาเพิ่งสอบเสร็จไป  ช่วยยืนยันว่าเกรดเทอมสุดท้ายไม่ใช่ทางโรงเรียนเก่าของเขาช่วยเหลือให้เกรดพอที่จะสมัครสอบเข้าที่โรงเรียนเราได้  แต่เป็นผลจากการพัฒนาตนเองจนมีความรู้ความสามารถของเขาจริง ๆ” ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ฟังคำพูดของผู้อำนวยการ  ก็คิดตามและพยักหน้าเห็นด้วย  หากไม่มีความรู้ความสามารถจริง จะสามารถทำข้อสอบที่พวกเขาเตรียมไว้ได้คะแนนเต็มเหรอ  แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตั้งตัว  เสียงจากระบบดังขึ้นอีกหลายครั้ง  ทำให้ทุกคนหันกลับไปสนใจที่จอ LED ต่อ  เพราะการส่งเสียงเตือนนั้นหมายถึงมีคนที่ทำคะแนนในการสอบเข้าได้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์จากคะแนนเต็ม


            “นะ....นี่มัน” อาจารย์ท่านหนึ่งพูดติดขัดหลังอ่านข้อมูล


            “ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนที่ทำคะแนนเต็มถึง 6 คน” อาจารย์อีกท่านกล่าวขึ้น


            “เรียกข้อสอบของทั้ง 6 คนขึ้นมา  ให้อาจารย์ทุกท่านตรวจคำตอบด้วยตัวเองดู  เผื่อระบบอาจจะเกิดความผิดพลาด” ผู้อำนวยการสั่งการทันที  มันบังเอิญเกินไปที่จะมีคนที่สอบได้คะแนนเต็มในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้


            หลังจากใช้เวลาตรวจสอบเพียงไม่นาน  คะแนนได้รับการรับรองจากอาจารย์ที่อยู่ภายในห้อง  ว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ  ผู้อำนวยการจึงให้ทางเจ้าหน้าที่ให้ทำการแจ้งผลกับนักเรียนทั้ง 6 คนทันที


            กลุ่มของไป่ฉีที่อยู่กันคนละห้องเมื่อได้รับผลคะแนนสอบต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง  พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถสอบได้คะแนนเต็มในการสอบเข้าที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดที่เป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับต้น ๆ ของประเทศแบบนี้


            “คนที่ได้รับการยืนยันผลคะแนนแล้วให้ออกจากห้องสอบไปได้เลย  ไม่ต้องอยู่ต่อ  รบกวนปิดแท็บเล็ต  เสียบปากกากลับเข้าที่ให้ด้วยก่อนจะลุกออกไป” อาจารย์คุมสอบห้องของไป่ฉีกล่าวขึ้น  เมื่อพบว่ามีคนได้รับการยืนยันผลคะแนนสอบแล้ว  ไป่ฉีทำตามที่อาจารย์คุมสอบบอก  ก่อนจะลุกและเดินออกไปจากห้องสอบ


            ไป่ฉีลงมานั่งรอที่โต๊ะตัวเดิมที่เขากับเพื่อนนั่งติวข้อสอบกันอยู่เมื่อเช้า  รอเพียงไม่นานเพื่อนของเขาก็เดินกันมานั่งที่โต๊ะ


            “สุดยอดเลยไป่ฉี  เพราะนายติวให้  ฉันถึงได้คะแนนเต็ม  แบบนี้ค่อยวางใจหน่อยว่ายังไงก็ผ่านรอบนี้แน่ ๆ” ต้าถงกล่าว


            “ขอบคุณนะไป่ฉีที่ช่วยต้าถง” หัวหน้าห้องกล่าว


            “แหม  หัวหน้า  ขอบคุณแทนต้าถงเหรอ  นี่ถึงขนาดทำแทนกันแบบนี้เรื่องบน.....  โอ้ย” มู่ซื่อเฉิงที่กำลังพูดเรื่องแบบนั้นถูกหัวหน้าห้องหวดกระเป๋าสะพายที่เต็มไปด้วยหนังสือใส่เต็ม ๆ จนหงายท้องลงไปนอนกับพื้น


            “หยุดพูดไปเลย  ฉันกับต้าถงไม่คิดสั้นตัดอนาคตตัวเองแบบนั้นหรอก” หัวหน้าห้องกล่าว


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า  พี่ไป่ฉี  เพื่อนพี่ตลกดีนะ” ไป๋หู่กล่าว


            “ไป๋หู่  นายไม่ควรไปหัวเราะคนอื่นเขานะ” หลี่ซีหยานกล่าว


            “เอาน่า  เดี๋ยวฉันจะแนะนำพวกนายให้ว่าช่วงบ่ายควรวางตัวในการสอบสัมภาษณ์ยังไง” ไป่ฉีเล่าให้เพื่อนของเขาฟังว่าทุกปีนั้นการสอบสัมภาษณ์จะถามเกี่ยวกับเป้าหมายในอนาคตว่าอยากทำอะไร  ประกอบอาชีพอะไร  ทำไมถึงเข้าสมัครสอบเข้าที่โรงเรียนแห่งนี้  แม้ 3 คำถามนี้จะดูเหมือนง่าย  แต่มันไม่ได้ง่ายเลย


            “ทางโรงเรียนต้องการดูว่าพวกนายกำหนดเป้าหมายในชีวิตยังไง  อย่างเช่นต้าถง  นายอยากเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล  เขาต้องถามอยู่แล้วว่าอยากมีชื่อเสียงขนาดไหน  ในระดับประเทศ  ระดับทวีป หรือเป็นระดับซูเปอร์สตาร์ระดับโลก  แล้วเพื่อการนั้นนายที่ต้องการเป็นนักกีฬาบาสมืออาชีพจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถไปเป็นนักกีฬามืออาชีพได้  รวมถึงรายละเอียดการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่เขาอาจจะถามนาย  เพื่อดูว่านายมีการเตรียมตัวหรือความรู้เกี่ยวกับอาชีพที่นายตั้งเป้าเอาไว้มากน้อยขนาดไหน  โดยส่วนตัวฉันคิดว่าเขาดูความตั้งใจและความกระตือรืนร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากกว่า” ไป่ฉีกล่าว


            ทั้งกลุ่มต่างเงียบกันหมด  เพราะกำลังใช้ความคิดว่าจะตอบคำถามสัมภาษณ์ยังไง  ส่วนไป่ฉีนั้นเปิดแอพในสมาร์ทโฟนเพื่อสั่งอาหาร  เพราะตอนนี้ใกล้จะ 11 โมงแล้ว  เขาจึงถามเพื่อน ๆ ว่าจะกินอะไรกัน


            “ไม่ต้องสั่งให้หัวหน้าห้องหรอก  ยังไงเธอก็กะกินต้าถงทั้ง....  โอ้ย” มู่ซื่อเฉิงโดนกระเป๋าพิฆาตของหัวหน้าห้องไปอีกรอบหนึ่ง  เพื่อนในกลุ่มต่างหัวเราะชอบใจ  มีเพียงต้าถงกับหัวหน้าห้องที่หันมาสบตากันแล้วก้มหน้า  ใบหน้าของทั้งคู่แดงระเรื่อ  เมื่อทุกคนเห็นแบบนั้นเลยยิ่งแซวทั้งคู่เข้าไปอีก


            “พวกนายเอาเวลาแซวฉันกับต้าถงไปคิดดีกว่าว่าจะตอบคำถามตอนสอบสัมภาษณ์ยังไง” หัวหน้าห้องกล่าว  ทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง  ต้าถงนั้นยังทำตัวสบาย ๆ เพราะตั้งแต่เขากลับตัวมาเป็นคนตั้งใจเรียน มีเป้าหมายในชีวิต  เขาก็ศึกษาเกี่ยวกับกีฬาบาสเก็ตบอลที่ตนสนใจมาพอสมควร  จึงคิดว่าน่าจะพอแสดงให้อาจารย์ที่คุมสอบสัมภาษณ์เห็นความตั้งใจของเขาได้


            หลังจากมื้อกลางวันที่ไป่ฉีเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าว  พวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปตามห้องสัมภาษณ์  ซึ่งมีอยู่หลายห้อง  คนที่เข้าไปก่อนส่วนมากจะออกมาในสภาพเดินก้มหน้าคอตก  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผลสอบสัมภาษณ์ที่ออกมาคืออะไร


            ไป่ฉีนั่งรออยู่สักครู่  ก็ถึงคิวของเขาแล้วที่จะต้องเข้าไปสอบสัมภาษณ์  ไป่ฉีก้าวเดินด้วยความมั่นใจ  บรรยากาศของเขาดึงดูดให้คนมองจนไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้

             

            เมื่อไป่ฉีเดินเข้าไป  เขาเห็นอาจารย์ที่เป็นผู้สอบสัมภาษณ์ 3 ท่าน  แต่ละคนมองเขาตาไม่กระพริบ  ทำให้ไป่ฉียกยิ้มขึ้น


            'ไป่ฉี นายแบบและดาราที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอยู่  บุคลิกดีมาก  แต่รอยยิ้มนั้นมันเจิดจ้าเกินไปไหม' อาจารย์คนแรกคิด  รอยยิ้มของไป่ฉีนั้นแทบจะทำให้เขาตาพร่าไปเลย


            "ในข้อมูลที่สมัครมีลงไว้ว่าทำงานเป็นดาราและนายแบบ  บุคลิกให้มาก  ตั้งแต่เดินเข้ามาเราไม่สามารถละสายตาจากเขาได้เลย  ความมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาคนแบบนี้  นับว่าเขาเลือกเส้นทางได้ถูกต้องจริง ๆ' อาจารย์คนที่ 2 คิด


            'ตาฉันจะบอดแล้ว  ตัวจริงกับในนิตยสารแฟชั่นให้ความรู้สึกแตกต่างกันจริง ๆ  บรรยากาศของตัวจริงชัดเจนกว่าในนิตยสารซะอีก' อาจารย์ผู้หญิงเพียง 1 เดียวในที่นี้คิด  ที่ตัวเธอรู้จักไป่ฉีระดับหนึ่ง  เพราะเคยยึดนิตยสารจากนักเรียนหญิงที่แอบเอามาเปิดดูในห้องเรียน  ในช่วงที่เธอว่าง  เธอจึงลองเปิดดู  ทำให้เธอรู้สาเหตุที่นักเรียนหญิงเหล่านั้นกล้าไม่สนใจการสอนของเธอ  ภาพของชายหนุ่มในนิตยสารตรึงสายตาเธอไว้ราวกับมีมนต์สะกด  ด้วยเหตุนี้เธอจึงลองค้นหาข้อมูล  ถึงได้รู้ว่านายแบบในนิตยสารนั้นเป็นใคร


            “สวัสดีครับ อาจารย์ทุกท่าน” ไป่ฉีโค้งคำนับ


            “นั่งลงสิ” อาจารย์ชายคนที่ 1 กล่าว


            “ขอบคุณครับ” ไป่ฉีกล่าวขอบคุณก่อนจะนั่งลง


            “เรามาเริ่มการสัมภาษณ์กันดีกว่า  เธอชื่อไป่ฉีสินะ” อาจารย์ชายคนที่ 1 ถาม


            “ครับ” ไป่ฉีตอบ


            “จากใบเกรดของเธอ  เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ตั้งใจเรียนเลย  จนกระทั่งปี 3 เทอมสุดท้าย” อาจารย์คนที่ 1 กล่าวพร้อมกับสังเกตสีหน้าของไป่ฉี  สิ่งที่เห็นคือใบหน้าที่มีรอยยิ้มเล็กน้อยของไป่ฉีเท่านั้น


            “นั่นเพราะว่าที่ผ่านมาผมต้องทำงานช่วยพ่อแม่หาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและค่าเทอม  พวกงานร้านอาหาร  งานรับจ้าง  ใช้แรงงาน  ผมทำมาหมด  กลับถึงบ้านก็ล้าแล้วครับ  จนกระทั่งคุณเฉินเฟิงที่เป็นผู้จัดละครมาทาบทามให้เป็นนักแสดงในละครที่เขากำลังจะถ่ายทำ  นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผม  ผมตัดสินใจเขียนนิยายและสมัครเข้าแข่งขันในรายการราชานักกิน  จึงทำให้เริ่มมีเงินพอสำหรับค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่าย  ดังนั้นผมจึงไม่ได้ทำงานใช้แรงงานอีก  ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือ  ทบทวนบทเรียน  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เทอมสุดท้ายเกรดของผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ” ไป่ฉีตอบ  อาจารย์คนที่ 1 พยักหน้าเป็นการตอบกลับว่าเขาเข้าใจแล้ว


            “เป้าหมายที่เธอให้ไว้ตอนสมัคร  เธออยากเป็นซูเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิงระดับโลก  งั้นตอนนี้เธอทำอะไรเพื่อไปถึงเป้าหมายของตัวเองแล้วบ้าง” อาจารย์คนที่ 2 ถาม


            “ก็ถ่ายแบบกับนิตยสารชั้น 1 กับ 2 ของประเทศ  นอกจากนี้ผมยังได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแฟชั่นโชว์แบรนด์ปิงหู่ที่ติดท็อป 10 ของประเทศ และยังเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย  ส่วนรายการที่ผมไปถ่ายทั้งหมดก็ทำลายสถิติเรตติงตั้งแต่รายการเริ่มออกอากาศมา  อาจารย์คิดว่าผมมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ผมวางไว้รึเปล่าล่ะครับ” คำตอบของไป่ฉีทำให้อาจารย์ที่เป็นฝ่ายถามถึงกับพูดไม่ออก  ต้องยอมรับว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขามีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไม่น้อยทั้งที่เพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่ถึงปี  ในโรงเรียนเองก็มีกลุ่มนักเรียนที่เป็นแฟนคลับของไป่ฉีไม่น้อย  ถึงเขาจะไม่สนใจเรื่องวงการบันเทิง  แต่ก็เคยเห็นผลงานของไป่ฉีมาบ้าง


            “ในวงการ  ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ  อยากถามว่าเธอที่เข้ามาในด้านการแสดง  คิดว่าความสามารถด้านการแสดงของเธอถ้าเทียบกับคนอื่นมีมากน้อยขนาดไหน” อาจารย์หญิงคนเดียวในกลุ่มถาม


            “อยู่ในระดับสูงกว่าพวกหน้าใหม่และนักแสดงรุ่นเก่าหลายคนครับ  ผมมีใบรับรองจากศูนย์ฝึกอบรมของ LSA เป็นเครื่องยืนยันคำพูดนี้” ไป่ฉีหยิบใบรับรองการผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงให้อาจารย์ทั้ง 3 ท่านดู และได้อธิบายว่านักแสดงของ LSA ทุกคนจะต้องมีใบรับรองนี้ถึงจะสามารถรับงานด้านการแสดงได้  ซึ่งคนที่ได้ใบรับรองจากคลาสการแสดงขั้นสูงของ LSA นั้นมีไม่ถึง 10 คน และไป่ฉีเป็น 1 ใน 10 คนนั้น  ทำให้อาจารย์ที่ถามถึงกับไปต่อไม่เป็นทีเดียว


            หลังจากนั้นแม้จะถามคำถามอะไรไป  ไป่ฉีสามารถตอบคำถามของอาจารย์ทั้ง 3 ท่านได้หมด  ทุกคำตอบชัดเจนจนพวกเขาไม่สามารถจะถามต่อได้เหมือนกับนักเรียนคนอื่น  สุดท้ายอาจารย์ทั้ง 3 จึงลงความเห็นให้ไป่ฉีผ่านการสอบและรับเข้าเป็นนักเรียนของทางโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด  โดยลงทะเบียนภายในห้องนั้นได้เลย  ส่วนเอกสารก็ยื่นไว้ที่อาจารย์ทั้ง 3 คนที่คุมการสอบสัมภาษณ์ และยังคงใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวผู้สอบอีกครั้ง


            “ขอต้อนรับสู่มิดการ์ดนะ” อาจารย์หญิงกล่าว  ในบรรดาอาจารย์สอบสัมภาษณ์ทั้งหมด  มีอาจารย์ท่านนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า  ต่างกับอีก 2 คนที่เหลือ


            “ขอบคุณมากครับ” ไป่ฉีลุกขึ้นคำนับก่อนจะเดินออกไป


            “คิดว่ายังไงบ้าง” อาจารย์คนที่ 1 ถาม


            “เขามีคำตอบสำหรับคำถามของพวกเรา  ไม่เคยมีใครตอบได้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน  มีทั้งเอกสารรับรองความสามารถ  เอกสารแสดงเรตติงรายการที่เขาไปถ่าย  มันช่วยยืนยันว่าเขาไม่ได้พูดปากเปล่าแต่มีหลักฐานด้วย  พวกเราไม่สามารถพูดโจมตีเรื่องความมั่นใจเกินไปของเขาได้เลยจริง ๆ” อาจารย์คนที่ 2 ส่ายหน้าอย่างจนใจ  หน้าที่ของพวกเขาคือการยิงคำถามจนนักเรียนไม่สามารถตอบได้  แล้วให้คำแนะนำ  หากพวกเขาเห็นว่าคำตอบสามารถทำให้พวกเขาเห็นความน่าจะเป็นแบบรูปธรรมได้  พวกเขาก็จะให้ผ่าน  แต่ถ้าตอบแบบเลื่อนลอย  ขอไปที  พวกเขาก็จะไม่มีทางให้ผ่านแน่นอน


            หลังสอบสัมภาษณ์เสร็จ  ไป่ฉีก็ไปนั่งรอเพื่อนที่โต๊ะตัวเดิม  ผ่านไปสักพักไป่ฉีก็เห็นมู่ซื่อเฉิงเดินมาด้วยท่าทางอิดโรย  ตามด้วยคนอื่น ๆ ที่มีสภาพไม่ต่างกัน  พอไป่ฉีสอบถามก็ได้ความว่าพวกเขาโดนยิงคำถามรัวเป็นชุด  หมด 1 คำถาม  มีเพิ่มมาอีก 2-3 คำถาม  จนสุดท้ายพวกเขาไม่สามารถตอบได้  แต่อาจารย์ที่คุมสอบสัมภาษณ์ก็ให้ผ่าน  เพราะสิ่งที่ตอบไปสอดคล้องและชัดเจนกับเป้าหมายที่พวกเขากรอกลงไปตอนสมัคร


            “ทุกคนสอบผ่านกันหมดสินะ  ยินดีด้วย  ต่อไปจะขอนัดเข้าค่ายฝึกร่างกายเลยแล้วกัน” ไป่ฉีกล่าว

    _________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน