หนานหมิงเหอถูกแยกไปที่อาคารทางใต้ตามคาด แล้วเข้าเรียนภายใต้การสอนของอาจารย์แซ่ซ่งอยู่ในห้องพักรวมสี่คน
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าพี่ชายรองของนางรักความสะอาดต้องอยู่หอพักรวมสี่คน ทั้งยังไม่รู้ว่าอีกสามคนเป็นใคร รับมือยากหรือไม่ทำให้นางรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
แต่เพื่อให้ได้เรียนรู้จากผู้อาวุโสหยวนมู่อภิสิทธิ์อะไรย่อมมิอาจมี เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอทำได้เพียงอดทน
หนานหมิงเหอไม่ได้รู้สึกอะไรนักเห็นเยี่ยนเจาเจาไม่สบายใจ เขาจึงพาเยี่ยนเจาเจาไปเดินเล่นที่อาคารใต้ให้นางเห็นด้วยตนเองก่อน จะได้ไม่ต้องห่วงตนแล้วรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
เยี่ยนเจาเจามีหนานหมิงเหอคอยจับจูงเลยไม่เกรงกลัวที่จะเข้าออกอาคารใต้ซึ่งมีเพียงนักเรียนชาย ทั้งสองเดินข้างกันคนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ย บางครั้งมีคนแอบกระซิบกระซาบอยู่ด้านหลังพวกเขาเยี่ยนเจาเจาก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
เป็นเพราะการสมัครรับนักเรียนใหม่ คนบนทางเดินจึงค่อนข้างมากเยี่ยนเจาเจาถูกเด็กหนุ่มที่กำลังรีบร้อนคนหนึ่งเดินชนเข้าโดยบังเอิญร่างนางเล็กบอบบางจึงล้มลงบนพื้นกะทันหัน ฝ่ามือเป็นแผลถลอก
ชนนางเข้าอย่างจังจนแทบร้องไห้เด็กหนุ่มคนนั้นดันเป็นพวกน้ำเต้าไร้ปาก [1] ไม่พูดอะไรสักคำ ก็รีบร้อนจากไป
ดวงตาหนานหมิงเหอหยุดลงที่แผ่นหลังของเขา ก่อนประคองเยี่ยนเจาเจาขึ้นมาจากนั้นใช้ขี้ผึ้งบางอย่างทาบนฝ่ามือของนาง แล้วอุ้มนางตรงไปที่หอพักของตน
เขาเกรงว่าคุณหนูตัวน้อยจะถูกชนเข้าอีกครั้งจึงสะพายเครื่องนอนสองชุดของตนเองและเยี่ยนเจาเจาไว้บนหลังมือข้างหนึ่งหิ้วถังไม้ใส่สัมภาระ มืออีกข้างก็อุ้มเยี่ยนเจาเจาอย่างไม่รู้สึกหนัก
เด็กชายกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยหนุ่มแม้บ่าไหล่จะไม่ได้โตเต็มที่ แต่กลับเพียงพอจะเป็นโล่กำบังลมและฝนให้เยี่ยนเจาเจาปกป้องนางจากอันตราย
ยามขึ้นเขามาเข้าเรียนข้ารับใช้ต่างโดนทิ้งไว้ตรงตีนเขาด้านล่างคนที่มาช่วยตอนนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นญาติพี่น้องของเหล่านักเรียนหรือตัวนักเรียนเอง
เลยจะเห็นคนยากจนแต่งกายเรียบง่ายแต่กลับยิ้มแย้มช่วยเหลือกันทั้งยังเห็นคนใหญ่คนโตที่ขมวดคิ้ว พร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน นับว่ารวมคนทุกประเภทเอาไว้
หนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจา และหาหอพักของตนเองพบอย่างรวดเร็ว
หอพักของนักเรียนชายเป็นห้องแบบสี่คนล้วนอยู่ในเรือนเล็กทั้งหมด ข้างในเรือน ด้านหนึ่งคือประตู สามด้านคือห้องพัก ห้องพักสามห้องต่อเรือนสามารถพักได้สิบสองคน
ทุกห้องมีพื้นที่ว่างสำหรับวางโต๊ะเขียนหนังสือน่าจะถูกใช้เรียนหนังสือในวันหน้า
พื้นที่อื่นถูกแบ่งด้วยไม้กระดานและฉากกั้นวางข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังมีเตียงไม้ที่นอนได้หนึ่งคนและมีประตูเล็กกันคนละบานสำหรับแขวนผ้าม่าน ให้พอมีความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง
พื้นที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก สภาพแวดล้อมจัดว่าสะอาดเป็นระเบียบ ให้ความเสมอภาคกับทุกคน ยุติธรรม ไม่ลำเอียง
ไม่สนว่าจะเป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นสูง คนยากคนจนหรือสามัญชนทั่วไปมาตรฐานที่พักที่นี่ล้วนเหมือนกันทั้งหมด
บางครั้งเยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจพร่ำบ่นว่าเหตุใดสถานที่ช่างเล็กแคบเช่นนี้ถึงขั้นมีสมาชิกในครอบครัวค่อนข้างทรงอิทธิพลบางคนตะโกนเสียงดัง กล่าวว่าบุตรชายของตนล้ำค่ากระทั่งข้ารับใช้ในจวนยังอยู่ดีกว่าที่นี่
เยี่ยนเจาเจาเคยอยู่ในกรงเงินกรงทอง ชีวิตก่อนก็คุ้นเคยกับการอยู่ในตรอกและเรือนเล็กแคบเสียงดังเห็นอย่างนี้กลับรู้สึกสบายใจ สภาพแวดล้อมไม่ได้ลำบากอย่างที่นางคิดถือว่าดีเสียด้วยซ้ำ
เพื่อนร่วมห้องสองในสามคนของหนานหมิงเหอมาถึงแล้วต่างก็เป็นนักเรียนใหม่เหมือนกัน
เด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปีแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา ท่าทางมีความรู้ เห็นหนานหมิงเหอเข้ามาก็นำชาห่อหนึ่งออกมาให้เมื่อเหลือบเห็นข้างหลังหนานหมิงเหอมีเยี่ยนเจาเจาตามมา ก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหยิบชาอีกห่อมามอบให้ด้วย
บุรุษผู้นี้มารยาทดี คารมคมคายเยี่ยนเจาเจาได้ยินเขาแนะนำตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ของพ่อค้าเกลือทางใต้ แซ่หวังนามชิงซาน
หวังชิงซานทราบดีว่าหนานหมิงเหอคือใครแต่ไม่แสดงท่าทีถ่อมตนหรือแข็งกร้าว เพียงสุภาพอ่อนน้อมทำให้คนผ่อนคลายประดุจอาบลมกลางวสันตฤดู
ส่วนอีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มผิวคล้ำที่เยี่ยนเจาเจารู้สึกคุ้นตาก่อนหน้านี้อายุยังไม่มาก แม้จะเป็นเด็กหนุ่มก็ไม่รู้ว่าอายุสิบเอ็ดสิบสองปีหรือยังแลดูแข็งแรง สีหน้าเย็นชา เพียงบอกว่าตนเป็นเด็กกำพร้าเติบโตจากการกินอาหารร้อยบ้าน [2] นามสือโท่ว
สายตาของสือโท่วไม่ได้จดจ่ออยู่บนร่างใครแต่กลับวนเวียนอยู่ที่เยี่ยนเจาเจาชั่วขณะ แต่ไม่นานก็หันศีรษะไปเข้าไปในห้องกั้นเล็กๆ ของตนและไม่พูดสิ่งใดอีก เห็นชัดว่าเขาไม่อยากคบค้ากับใครเท่าไรนัก
นี่คือสือโท่วที่สอบได้อันดับสองอย่างนั้นหรือ?
เยี่ยนเจาเจาเหลือบมองเขาหลายครั้งยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าตนรู้สึกคุ้นตากับคนผู้นี้ตรงไหน สุดท้ายจึงเลิกมอง
มีผู้ร่วมห้องอีกคนที่ยังมาไม่ถึงได้ยินหวังชิงซานกล่าวว่าคนผู้นี้จัดของเรียบร้อยแล้วเป็นบัณฑิตธรรมดาที่เลื่อมใสในชื่อเสียงจากหยางโจว อายุเลยวัยยี่สิบปีแล้วทั้งยังมีภรรยาที่พึ่งแต่งเข้าจวน ตอนนี้คงกำลังส่งภรรยาตนลงจากเขาอยู่
ขณะที่หวังชิงซานกำลังคุยกับหนานหมิงเหอก็มีเสียงทะเลาะวิวาทดังมาจากลานเรือนเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่โต้เถียงกับบิดามารดาของตนกล่าวว่าไม่อยากอยู่ในสถานที่ทรุดโทรมเช่นนี้ กว่าจะสอบเข้าได้นั้นไม่ง่ายกลับต้องมาอยู่ในที่ที่ดีเทียบเท่าเล้าหมูไม่ได้ด้วยซ้ำ
มีคนจำนวนไม่น้อยเฝ้าดูกันคึกคักเพียงรู้สึกน่าสนุกเท่านั้น ที่ไหนมีสิ่งน่าตื่นเต้น ที่นั่นย่อมไม่ขาดคนมุง
พวกเขาเอะอะเสียงดังยังไม่ทันถึงครึ่งเค่ออาจารย์หน้าตาเคร่งขรึม รูปร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามา
เอ่ยถามคนรอบข้างสักพักหลังทราบสาเหตุการเอะอะโวยวายของนักเรียนชายคนนั้นก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดแค่หยิบป้ายห้อยเอวที่เด็กชายโยนทิ้งลงบนพื้นขึ้นมาเก็บเข้าอกเสื้อตนเองก่อนเอ่ยว่าให้เด็กหนุ่มกลับบ้านไปได้ วันหน้าไม่ต้องมาที่สถานศึกษาสกุลหยวนอีก
นี่หมายความว่าอย่างไร?
โดนไล่ออกหรือ?
เดิมยังมีคนรอบข้างอีกมากที่บ่นว่าสภาพหอพักย่ำแย่เกินไปพอได้ยินอาจารย์กล่าวเช่นนั้นก็พากันปิดปากเงียบแทบจะในทันที ไม่กล้าพูดสิ่งใดอีก
ต้องรู้ก่อนว่าสถานศึกษาสกุลหยวนคือสถานศึกษาที่ดีที่สุดของทางใต้เข้ามานั้นไม่ง่าย แล้วจะลาออกด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไรเก็บความคิดพร่ำบ่นนั้นไว้ในใจจะดีกว่า
หวังชิงซานและหนานหมิงเหอเข้ากันได้เป็นอย่างดีภายนอกเขาดูสุภาพเรียบร้อยแต่บางครั้งกลับแสดงความเห็นอันน่าตกใจเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมในปัจจุบันให้คนปรับแก้ถูกจริตเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอมากจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นหวังชิงซานยังถูกจัดเข้าชั้นเรียนของอาจารย์แซ่ซ่งเหมือนกันกับหนานหมิงเหอด้วยเยี่ยนเจาเจาค่อนข้างประทับใจในตัวหวังชิงซาน ใจเลยสงบลงในที่สุด
เหมือนว่าหวังชิงซานมีบางอย่างจะพูดกับหนานหมิงเหอเยี่ยนเจาเจาจึงวิ่งเข้าไปในม่านเล็กหลังหนานหมิงเหอด้วยตนเองเก็บข้าวของจำเป็นทั่วไปของหนานหมิงเหอให้เข้าที่แล้ววางหีบเสื้อผ้าของหนานหมิงเหอไว้ด้านข้าง ทั้งยังสะบัดเครื่องนอนปูลงบนเตียงไม้แทนเขา
แต่ด้านซ้ายและขวาของเตียงไม้กระดานว่างโล่งโจ้งไม่มีแม้กระทั่งกระถางกำยาน เยี่ยนเจาเจากลอกตา จากนั้นก็ถอดสร้อยคอหยกพลอยที่ตนเองสวมอยู่ตลอดออก
ตรงกลางของสร้อยเส้นนี้เป็นจี้หยกล้ำค่าที่มีกลิ่นหอมของกล้วยไม้ตามธรรมชาติหาได้ยากอย่างยิ่ง เยี่ยนเจาเจาสวมเป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามบางครั้ง
เยี่ยนเจาเจาหันศีรษะไปมองหนานหมิงเหอเห็นเขาไม่ได้มองตนอยู่ ก็ถอดจี้หยกล้ำค่าชิ้นนั้นออกแล้วยัดเข้าไปในที่นอนของหนานหมิงเหอก่อนจะยกยิ้มเหมือนแมวขโมยปลา [3] ทันที
ข้างนอกหวังชิงซานกำลังกระซิบถามหนานหมิงเหอเรื่องของเยี่ยนเจาเจา
“พี่สิงจื่อ ให้น้องหญิงอายุยังน้อยไปเรียนที่อาคารเหนือคนเดียวเกรงว่าจะอันตราย เจ้าไม่กังวลหรือ?”
แววตาหวังชิงซานกระจ่างชัดแต่กลับวิตกกังวลจริงๆ
ทันทีที่เขาเอ่ยถึงเยี่ยนเจาเจา จู่ๆก็พูดน้ำไหลไฟดับ ระบายความทุกข์ใส่หนานหมิงเหอ
ที่แท้หวังชิงซานก็มีน้องสาวเช่นกันเขามีสัมพันธ์อันดีกับน้องสาว ความรู้ของน้องสาวเองก็ไม่ได้แย่ แต่อายุยังน้อยบิดามารดาที่บ้านและเขาทำใจพาแม่นางน้อยออกมาไม่ลง กล่าวว่าน้องหญิงเยาว์วัยอยู่ไม่จำเป็นต้องตามออกมาลำบากเรียนหนังสือด้วย อยู่บ้านได้อีกสักสองปี
แต่น้องสาวเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพี่ชายหวังชิงซานกล่าวว่าตนพึ่งจะจากบ้านมาไม่ถึงสามเดือนก็คิดถึงยิ่งนักพอคิดว่าต้องรอช่วงเตรียมต้อนรับตรุษจีนปลายปีนี้ถึงจะได้หยุดกลับบ้านเลยทนคิดถึงแทบไม่ไหว
พูดๆ อยู่ใบหน้าเรียบนิ่งของหวังชิงซานพลันหดหู่ซึมเซาทั้งยังบอกว่ากลัวเด็กสาวตัวน้อยอยู่คนเดียวในบ้านจะโดนสิ่งไม่ดีชักนำเข้า
หนานหมิงเหอเห็นด้วยกับความรู้สึกโศกเศร้าราวสูญเสียผู้บังเกิดเกล้าของคนเป็นพี่ชายปกติเขาพูดน้อย แต่กลับพูดอีกสองประโยคกับหวังชิงซาน
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะแทบตายอยู่ด้านหลัง คิดว่าหวังชิงซานคนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งหากหนานหมิงเหออยู่กับเขา คงไม่รู้สึกอึดอัดหรือเบื่อหน่าย
ตอนนั้นเองนางอดสงสัยไม่ได้ว่าเพื่อนร่วมห้องในอนาคตของตนจะเป็นแม่นางเช่นไรกันนะ
หากมีความสนใจคล้ายกันพูดคุยถูกคอและเข้ากันได้ดีตามปกติ คงเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง
คิดมาถึงตรงนี้เยี่ยนเจาเจาก็เผลอนึกไปถึงเจินเจิน อ้ายอ้ายหวังเพียงว่าหอพักของเจินเจินกับอ้ายอ้ายจะถูกจัดอยู่ใกล้กับตนอนาคตจะได้ติดต่อกันสะดวกหน่อย
แต่ไม่เสียทีที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายเป็นหลานสาวแท้ๆของผู้อาวุโสหยวนมู่ วันนี้จัดสรรหอพักผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เรียกสุภาพสตรีสองคนให้ติดตาม คอยช่วยเหลือพวกนางยามจำเป็นเห็นชัดว่าของจริงย่อมแตกต่างจากของปลอม
แต่เยี่ยนเจาเจาก็คิดเช่นนี้นางไม่คาดหวังว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะให้ความสำคัญกับตนเองอยู่แล้ว
สำหรับผู้อาวุโสหยวนมู่เยี่ยนเจาเจาก็เหมือนคำบัญชาที่ตกใส่หัวเขาเท่านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่นิด ถึงจะมีความชื่นชมเล็กน้อยก็มิอาจข้ามผ่านสายสัมพันธ์ครอบครัวที่แท้จริงได้อยู่ดีจึงไม่มีความจำเป็นที่ผู้อาวุโสหยวนมู่จะต้องดูแลนางเหมือนเจินเจินและอ้ายอ้าย
เยี่ยนเจาเจายังเข้าใจหลักเหตุผลพวกนี้ดีนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็มองข้ามสิ่งที่ไม่จำเป็นไปเยอะทีเดียว
ตอนนี้ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เปรียบเสมือนผู้หลักผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างใกล้ชิดของนางแต่ไม่ใช่ครอบครัวของตนแน่นอน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่กับเรื่องเช่นนี้
อย่างไรเสียมีพี่ชายรองดูแลตนก็เพียงพอแล้ว
หวังชิงซานพูดคุยกับหนานหมิงเหอมากมายว่าการจากน้องสาวเป็นเรื่องทำใจลำบากแค่ไหนจนกระทั่งเขานึกขึ้นได้ว่าตนลืมเอาบางอย่างมา เลยรีบร้อนบอกว่าต้องออกไปข้างนอกใบหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านเตรียมฉวยโอกาสลงไปซื้อของที่ตลาดนัดตรงเชิงเขาตอนประตูยังไม่ปิด
เขารู้สึกถูกชะตากับหนานหมิงเหอจึงเอ่ยถามหนานหมิงเหอว่าขาดเหลืออะไรที่อยากจะซื้อหรือไม่หลังจากหนานหมิงเหอปฏิเสธ เขาก็จากไปอย่างเร่งรีบ
ส่วนสือโท่วอีกคนก็เหมือนก้อนหินจริงๆไม่ได้พูดอะไรสักคำตั้งแต่ต้นจนจบ เงียบกริบตลอดเวลา เสมือนว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้
หวังชิงซานไปแล้วสายตาหนานหมิงเหอหยุดลงที่ประตูห้องของสือโท่ว ก่อนเบือนหน้าออกไป
เขาหันศีรษะมามองเยี่ยนเจาเจา ก็เห็นว่าสร้อยบนคอของเยี่ยนเจาเจาหายไปแล้ว
----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] พวกน้ำเต้าไร้ปาก หมายถึง คนพูดไม่เก่งหรือพูดน้อย
[2] กินอาหารร้อยบ้าน หมายถึง มีชีวิตรอดจากการขอทาน
[3] แมวขโมยปลา หมายถึง ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมมักหมายถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิง