จักรพรรดิ์จำเป็น

    ตอนที่ 34 เหวินหลงและการสอบข้อเขียน 1

    ขณะนั้นเอง ลำแสงสีแดงขนาดใหญ่ก็ถูกปลดปล่อยออกจากนิ้วชี้ข้างขวาของเหวินอวี้ในทันที
     

    ตู้มมม!!!
     

    ร่างของอสูรตนนั้นถูกพลังดัชนีของเหวินอวี้ทะลวงผ่านร่างจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่ที่กลางลำตัว เสืออสูรที่กำลังพยายามสะบัดตัวให้หลุดออกจากตาข่ายพลันสิ้นใจลงทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว แม้แต่ม่านพลังซึ่งถูกสร้างขึ้นจากพลังของเฟยหงก็เกินรอยร้าวขึ้น แสดงให้เห็นถึงพลังทำลายที่น่าหวั่นเกรงเป็นอย่างยิ่ง

     

    หลังจากร่างของอสูรตนนั้นสลายไป เหล่าผู้เข้าทดสอบที่หายจากการตกตะลึงต่อเหตุการณ์ตรงหน้าก็ต่างส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความยินดี

     

    “ เฮ!!!! ”

     

    “ ในที่สุดพวกเราก็ทำสำเร็จจนได้!! ”

     

    “ เหวินอวี้ผู้นั้นยกระดับขั้นลมปราณถึงสามขั้นด้วยกันในการทดสอบในครั้งนี้ มิหนำซ้ำยังสามารถโค่นอสูรตนนั้นด้วยการโจมตีที่ทรงพลังนั่น ช่างเป็นลูกรักของสวรรค์โดยแท้ ”

     

    ผู้ตัดสินที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถูกคลี่คลายลง ก็ประกาศผลการทดสอบในทันที ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันเพื่อไปเตรียมตัวในการสอบข้อเขียน

     

    “ ไว้ข้ากับเจ้ามาเจอกันรอบต่อไป ข้าหวังว่าในภายภาคหน้าข้ากับเจ้าจะได้ประลองฝีมือกันสักครั้ง ”

     

    อู่เจ๋อกล่าวขึ้นก่อนจะลงไปจากลานประลอง ส่วนเหวินอวี้นั้นเพียงพยักหน้าให้เป็นการตอบรับเท่านั้น ผู้เข้าทดสอบหลายคนต่างเข้ามาขอบใจทั้งเหวินอวี้และอู่เจ๋อ หากไม่มีทั้งสองคนเป็นแกนนำพวกเขาที่เหลือทั้งหมดจะต้องสอบตกอย่างแน่นอน

     

    “ การสอบรอบถัดไป จะเป็นการแข่งขันด้านการทำอาหาร ตำแหน่งพ่อครัวแห่งวังหลวง ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเตรียมตัว ส่วนผู้ที่ผ่านการทดสอบองค์รักษ์หลวงให้เดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังสถานที่เตรียมตัวสอบรอบที่สอง ”

     

    หลังจากที่เหวินอวี้เดินลงมาจากลานประลอง ก็มองหาฮุ่ยหรานด้วยความเป็นห่วง

     

    “ พี่ใหญ่! ข้าอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ ท่านเป็นห่วงข้าสินะ ดูนี่สิ ข้าซื้อหมูย่างมาสามไม้ ข้าให้ท่านหนึ่งไม้ ส่วนที่เหลือข้าจะเก็บไว้กินเอง เดิมทีข้าก็อยากจะแบ่งให้พี่เหวินหลงด้วย แต่ดูท่าจะยังสอบไม่เสร็จ ข้าเลยเก็บไว้กินเองดีกว่า ”

     

    ฮุ่ยหรานยื่นหมูย่างหอมกรุ่นให้กับเหวินอวี้ ก่อนที่ตัวเองจะกัดหมูย่างที่ชุ่มช่ำนั้นจนแก้มทั้งสองข้างพองโต เป็นท่าทางที่ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก และอีกสิ่งที่ทำให้บุรุษที่ผ่านมาเกิดความริษยาในตัวเหวินอวี้ที่ทั้งมีพรสวรรค์ที่น่าอัศจรรย์ยังไม่พอ ภายหลังการทดสอบยังมีสตรีที่น่ารักมาคอยส่งอาหารถึงที่ ช่างไม่ยุติธรรม!!

     

    “ เฮ้อ เจ้าเองก็ไปเตรียมตัวได้เเล้วอย่ามัวเดินเอ้อระเหยเช่นนี้ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเอาได้ รีบไปเร็วเข้าว ดูแลตัวเองดีๆด้วย เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่ ”

     

    “ ฮุ่ยหรานทราบแล้วเจ้าค่ะพี่ใหญ่ แล้วนั่นหมูย่างที่ข้าซื้อให้ท่าน รีบทานเข้าไปเร็วๆตอนที่มันยังร้อน เดี๋ยวเย็นแล้วจะเสียรสชาติได้นะเจ้าคะ ”

     

    เหวินอวี้เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาก่อนจะลูบหัวฮุ่ยหราน และกัดหมูย่างที่ฮุ่ยหรานส่งให้กับตนเข้าปากไปคำหนึ่ง

     

    “ อร่อยยิ่งนัก ขอบใจเจ้ามาก ”

     

    “ ตอนนี้การสอบพ่อครัวหลวงกำลังจะเริ่มแล้วขอให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดขึ้นมาบนลานทดสอบ ”

     

    เสียงของผู้คุมสอบดังขึ้น เหล่าผู้สมัครเข้าทดสอบตำแหน่งพ่อครัวหลวงต่างเดินขึ้นลานทดสอบ

     

    “ ถึงคราวของเจ้าแล้ว น้องน้อยของข้าสู้เขานะ เจ้าทำได้แน่นอน ข้าไปก่อนนะ ไว้พวกเรามารวมตัวกันอีกทีหลังสอบเสร็จ สถานที่นัดพบคือที่หน้าประตูทางเข้าลานทดสอบ ”

     

    “ เรื่องนั้นท่านวางใจได้ ข้าฮุ่ยหรานจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังเป็นอันขาด!! ”

     

    ฮุ่ยหรานพูดพลาง เหลือบสายตาไปมองท่านอาจารย์ของตนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในฐานะองค์จักรพรรดิ์ผู้ทรงเกียรติและน่าเกรงขาม

     

    บัดนี้บนลานประลองมีผู้เข้าแข่งขันเพียงแค่เก้าคนเท่านั้นโดยมีสตรีเพียงนางเดียวนั่นก็คือฮุ่ยหราน แต่ทว่าผู้คุมสอบกลับมือสั่นพร้อมกับมองใบรายชื่อด้วยไม่เชื่อในสายตาตนเอง

     

    “ ละ..และผู้เข้าร่วมการทดสอบพ่อครัวหลวงคนสุดท้าย องค์หญิงซูเฟยเฟย!! ”

     

    “ !!!!! ”

     

    “ อะไรนะ!! องค์หญิงจะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยอย่างงั้นเหรอ ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินข่าวมาก่อน ”

     

    “ ตอนแรกข้าก็ตกใจเรื่องที่แคว้นเรามีองค์หญิง คราวนี้ยังต้องตกใจที่องค์หญิงน้อยอยากเข้ารับการทดสอบ ”

     

    ผู้เข้าทดสอบต่างประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งผู้คนนอกลานทดสอบ

     

    “ พ่อจะรอดูฝีมือของเจ้านะ สู้ๆ ข้าเป็นกำลังใจให้เจ้าเสมอ ผลลัพธ์มันจะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญในเมื่อเราทำถึงที่สุดแล้ว สู้ๆนะลูกพ่อ ”

     

    เฟยหงพูดกับเฟยเฟยผู้เป็นบุตรสาวด้วยความรักและเอ็นดู

     

    “ เฟยเฟยเข้าใจแล้ว เสด็จพ่อโปรดวางใจ ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ”

     

    เฟยเฟยพูดจบก็เดินลงไปด้านล่างด้วยท่าทีอันสง่างาม ทุกย่างก้าวของเฟยเฟยล้วนถูกจับตามองจากบุรุษมากมาย ต่างเคลิบเคลิ้มในใบหน้าที่งดงามของนาง

     

    แก้มแดงเหมือนกับลูกตำลึง ผิวกายที่ขาวเนียนดุจหยกขาวมันแพะชั้นเลิศ แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังเรียวสวย ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆที่กระจายออกมาจากชุดที่ถูกอบร่ำด้วยเครื่องหอมชั้นดีล้วนสร้างความตราตรึงใจให้แก่พวกเขา แต่ทว่าจู่ๆแผ่นหลังกลับเย็นวาบขึ้นมาราวกับว่าถูกบางสิ่งจับตามอง อีกทั้งแฝงไปด้วยความน่ากลัว ทำให้เหล่าบุรุษต่างรีบก้มหน้าไม่กล้ามองนางอีก

     

    [ ท่านเล่นปล่อยจิตสังหารออกมาเช่นนี้ เดี๋ยวคนพวกนั้นก็ถูกพลังกดข่มจนตายก่อนพอดี ]

     

    “ ลูกข้าไม่ใช่คนที่ใครจะมาใช้สายตามองนางเยี่ยงนั้นได้ และข้าแค่เตือนเท่านั้น เหอะ!! ลูกข้าใช่คนที่ใครจะมาแตะต้องได้ ”

     

    ในที่สุดเฟยเฟยก็เดินขึ้นมาบนลานประลอง ผู้เข้าคุมสอบและผู้เข้าทดสอบต่างคุกเข่าแสดงความเคารพเฟยเฟย รวมถึง ฮุ่ยหรานด้วยเช่นกัน เฟยเฟยเองก็ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติแก่ทุกคน

     

    “ ถวายบังคมองค์หญิงพะย่ะค่ะ/เพคะ ”

     

    “ ทุกท่านลุกขึ้นได้แล้ว ทำตัวตามสบายเถิด ต่อจากนี้ไปข้าขอฝากตัวด้วยนะ ”

     

    เฟยเฟยคลี่ยิ้มอ่อนหวานออกมา ทันใดนั้นทุกคนกลับรู้สึกเสมือนมีเกาทัณฑ์นับหมื่นพุ่งทะลุเข้าที่กลางอก เฟยเฟยพูดจบก็มองหาฮุ่นหราน ก่อนที่เด็กสาวนั้นจะเดินตรงไปหาพร้อมกับเข้าไปกระซิบใกล้ๆหู

     

    “ ท่านพ่อพูดถึงพวกท่านไว้เยอะเลย ต่อจากนี้ข้าขอฝากตัวด้วยนะเจ้าคะพี่ฮุ่ยหราน ”

     

    ฮุ่ยหรานแม้จะเป็นสตรีด้วยกันเองก็ยังตกหลุมรักความน่าเอ็นดูของเฟยเฟย แต่ต่อให้จะเอ็นดูนางเพียงใด ฮุ่ยหรานนั้นก็ยังตัวแข็งทื่อ เพราะจู่ๆก็ถูกความน่ารักนั้นเข้าจู่โจมแถมผู้ที่กำลังคุยกับนางนั้นก็มีตำแหน่งเป็นถึงองค์หญิงของแคว้นอีกด้วย!!!
     


    .............................................................

    อีกด้านหนึ่ง

     

    ในขณะที่ผู้คนฝั่งการทดสออบพ่อครัวหลวงต่างส่งเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ แต่ลานที่จัดสอบข้อเขียนของกลุ่มข้าราชการทหารกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงัด ในตอนแรกที่ทุกคนได้เปิดดูข้อสอบที่จัดเตรียมไว้บนโต๊ะที่มีชื่อของตนติดอยู่จะเกิดความงงงัน ด้วยข้อสอบข้อเขียนของทุกการสอบนั้นถูกเฟยหงปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่หมด โดยตัวเขาเป็นคนคิดโจทย์และสร้างตัวเลือกคำตอบขึ้นมาให้มีรูปแบบคล้ายกับการสอบในโลกที่เขาเคยอยู่ ซึ่งต่างจากทุกปีที่การสอบข้อเขียนจะเป็นการเขียนบรรยาย 

    ภายนอกอาจมองว่าการเขียนบรรยายนั้นยากนัก แต่ด้วยยุคสมัยของโลกแห่งนี้ การเขียนบรรยายกลับเต็มไปด้วยการสรรเสริญเยินยอองค์จักรพรรดิ์เสียส่วนใหญ่ ส่วนคำตอบที่เกี่ยวกับโจทย์นั้นกลับตอบออกมาด้วยแนวทางที่บางครั้งก็ไม่สามารถใช้ได้จริง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เข้าทดสอบมีสีหน้าที่แตกตื่น บางคนที่ขยันมั่นเพียรตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมตัวมาตลอดกลับไม่รู้สึกเป็นปัญหา เพราะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ส่วนคนบางกลุ่มที่คิดว่าอาศัยเพียงเขียนชื่นชมองค์จักรพรรดิ์ก็มีสิทธ์สอบผ่านนั้นถึงกลับมีสีหน้าที่กลัดกลุ้ม 

    ในขณะที่เหวินหลงนั้นบรรยากาศรอบกายล้วนเต็มไปด้วยความเงียบสงบ แต่เมื่อมาถึงข้อสอบข้อสุดท้ายเหวินหลงนั้นกลับต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถตอบด้วยความไหลลื่นเหมือนทุกข้อ

     

    “ นี่มันอะไรกัน ข้อสอบข้อนี้กล่าวถึงสิ่งใดกันแน่? ”

     

    เหวินหลงสบถออกมาก่อนจะทำการอ่านข้อสอบซ้ำอีกรอบ
     

    “ หากสหายของเจ้าทำงานอยู่ที่หอนางโลม ซึ่งแน่นอนว่าหอนางโลมนั้นเป็นสถานที่ที่มีทั้งประชาชนและเหล่าขุนนางมาใช้บริการบ่อยครั้ง เจ้าจะทำตามตัวเลือกใด
     

    หนึ่ง ทดลองใช้บริการ
     

    สอง ขอส่วนลด
     

    สาม ช่วยอุดหนุน
     

    สี่ สอบถามถึงความจำเป็นและสาเหตุที่ที่มาทำงานที่หอนางโลมแห่งนั้น และช่วยสหายแก้ไขปัญหาและพาตัวออกมาจากสถานที่เช่นนั้น ”

     

    “ หอนางโลม? มันคือสถานที่แบบใดกันแน่ แต่ถึงกับเป็นสถานที่ที่คนทั่วไปและเหล่าขุนนางไปใช้บริการด้วยก็แสดงว่าต้องเป็นสถานที่สำคัญ ตัวเลือกข้อสี่นั้นก็ยาวเกินไปน่าจะไม่ใช่ ตัดทิ้งเลยดีกว่า 

    ข้อหนึ่งทดลองใช้บริการ หากเป็นการทดลองแสดงว่าเราจะไม่ต้องเสียเงิน นี่มันเอาเปรียบคนทำมาหากินชัดๆ!! ต้องตัดข้อนี้ทิ้งด้วยเช่นกัน ข้อสองขอส่วนลดก็ไม่น่าจะใช่ งั้นน่าจะเป็นข้อสามช่วยอุดหนุน ใช่แล้ว! ข้าต้องสนับสนุนสหายสิถึงจะถูก ถึงข้าจะไม่รู้ว่าหอนางโลมเป็นสถานที่แบบใดก็เถอะ.. ”
     

    เหวินหลงเมื่อตัดสินใจเลือกคำตอบเสร็จแล้วจึงกอดอกยกยิ้มขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ

     

    “ ข้านี่มันช่างอัจฉริยะเสียจริง!! ”





     

    จบตอน