Pioneer Era

    ตอนที่ 35 หุบเขาสีชาด (2)

    ***ภูติตัวน้อย [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    ได้ยินเสียงของผู้คน

    ฉันพยายามเค้นพลังเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมา

    "เพดานกับแสงไฟ… กลับมาที่โรงเรียนแล้วหรือ… ดอง? "

    "ฟื้นแล้วหรือคะ? "

    "แฟต…? นี่ฉัน…"

    "ร่างกายพึ่งพักฟื้นตัว อย่าฝืนเลยค่ะ"

    "...อืม"

    เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็นชุดวันพีชสีขาวที่มีชุดคลุมสีเทาสวมทับตัวเดิม

    ผิวหนังยังคงเหนียวเปรอะเปื้อน อีกทั้งยังมีบาดแผนที่ดูเหมือนพึ่งจะรักษามาอย่างเร่งด่วนด้วย

    ไม่มีกลุ่มคณาจารย์หรือนางพยาบาลอยู่บริเวณนี้นอกจากกลุ่มของเรา

    ที่สำคัญคือที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล

    "ปล่อยผมนะ! "

    "เรื่องสิ ปิว~! "

    ที่ใจกลางห้อง บนโต๊ะสีขาวตัวยาวคล้ายโต๊ะประชาสัมพันธ์มีเอซถูกจับมัดขึงเอาไว้อยู่

    เขากำลังอาละวาดอยู่บนนั้น แต่เนื่องจากถูกยึดอาวุธไปหมด เลยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

    "ผมจะไปช่วยดิวซ์! ปล่อยผมเดียวนี้! "

    เอซกรีดเสียงดังไม่หยุด

    ส่วนพรุน โฮป ไฮเจน ทั้งสามคนกำลังตรวจเช็กอาวุธด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่

    "ไพไรต์กับซุนไกท์หายไปไหนดอง…"

    ภายในห้องโถงเล็ก ๆ ที่ดูหรูหราอย่างเรียบง่ายแห่งนี้ ไม่มีวี่แววของชนเผ่าท้องถิ่นปรากฏให้เห็น

    อย่าบอกนะว่าระหว่างที่ฉันสลบไปมีคนตายเพิ่ม…

    "เดียวฉันจะอธิบายให้ฟังเองค่ะคุณลี่"

    แฟตพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังในระหว่างที่ฉันคิดเช่นนั้น



    " ---เรื่องมันเป็นมาแบบนี้ค่ะ"

    "อย่างงั้นหรือดอง.."

    สรุปคือพวกเราพบตำแหน่งที่ทุกคนถูกจับตัวไปแล้ว

    แต่เนื่องจากมีคนเจ็บเยอะ แถมยังไม่ได้นอนพักกันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เลยตกลงพักฟื้นกันก่อนที่จะหาทางลงไปช่วยเหลือ

    แน่นอนว่าคนท้องถิ่นไม่ใจเย็นพอขนาดนั้น พวกเขาเลยล่วงหน้าไปกันก่อนแล้ว

    ส่วนเอซนั้น… เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่าพอฟื้นตัวกลับมา มันต้องพุ่งไปหาดิวซ์ทันทีแน่ ทุกคนเลยจับมัดเอาไว้ก่อนเลย

    ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

    "ฉันสลบไปนานแค่ไหนดอง? "

    "ราวสิบชั่วโมงได้ค่ะ"

    แปลว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงกลางคืนของวันที่ 4 แล้ว…



    หลังจากนั้นอีกสิบนาที

    "ตอนนี้ทุกคนพร้อมกันแล้ว งั้นรีบตามลงไปช่วยทุกคนกันเลยค่ะ"

    "รอคำนี้มานานแล้ว! "

    แฟตลุกขึ้นยืนพร้อมกับหิ้วย่ามสีดำทรงรังไข่มดขึ้นมาสะพายข้างเอว

    ส่วนเจ้าเอซลุกจากโต๊ะด้วยจิตวิญญาณที่ลุกโชน

    ยังคิดจะตามไปอีกหรือดอง…

    "รอทีมช่วยเหลือไม่ดีกว่าหรือดอง…"

    ทุกคนต่างตอบสนองต่อคำพูดของฉันต่างออกไป

    เยลโล่ที่กรีดร้องเรียกหารถพยาบาล

    พรุนที่มองฉันด้วยสีหน้าห่วงใย

    "... คุณลี่หัวกระแทกตรงไหนมาหรือเปล่าคะ? "

    และคำถามตรวจสภาพร่างกายจากแฟต

    รู้สึกเดจาวูชอบกลแฮะ…

    "เปล่าหัวกระแทกเสียหน่อยดอง! ก็แค่… ฉันไม่อยากเห็นใครตายอีกแล้ว…"

    "คุณลี่ค่ะ ถ้าแบบนั้นยิ่งควรเดินหน้าต่อค่ะ"

    "ทำไมเป็นแบบนั้นละดอง? "

    "ดูนี่ค่ะ พรุน รบกวนด้วยค่ะ"

    "ได้"

    พรุนเดินตรงไปทางประตูบานเลื่อนที่ควรจะเป็นทางเข้า

    แต่ไม่ว่าพรุนจะชก หรือพยามยามออกแรงมากแค่ไหน ประตูบานนั้นก็ไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย

    "ประตูนี้มันเปิดให้พวกเราเข้ามา แต่ไม่ยอมให้พวกเราออกไปค่ะ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรค่ะ"

    สรุปคือพวกเราถูกขังปิดตายอยู่ในนี้ไปแล้ว

    "แถมข้างในยังเป็นจุดอับสัญญาณ คงยากที่จะคนข้างนอกจะรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ข้างในนี้ค่ะ ดังนั้น ถ้าไม่อยากเห็นพวกดิวซ์ตาย มีแต่จะต้องเดินหน้าเผชิญกับมันเท่านั้นค่ะ”

    สรุปคือให้เลิกหวังความช่วยเหลือจากภายนอกไปได้เลยสินะดอง…

    "แต่ว่า… มันอันตราย…"

    ฉันไม่อยากเห็นใครตายเพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากสนุก รวมไปถึงความเอาแต่ใจของฉันอีกแล้ว

    ฉันนะ…

    "อูวอ๊าอี่!? "

    โฮปเดินเข้ามาตบแก้มสองข้างของฉันจนเปล่งออกมาไม่เป็นคำพูด

    "มาพูดอะไรตอนนี้กันลี่"

    ปล่อยนะดอง!

    "อ่ายอามอ่าไอ? "

    "ไม่มีใครในที่นี้คิดจะโทษเธอหรอกนะ"

    พะ… พูดอะไรของนายกัน โฮป?

    "แออันเอ็นอนพาอุกอนมา…"

    "ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่ามันอันตราย อย่างผมเองยังรู้สึกคัดค้านที่จะมาทวีปนี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็มา ดังนั้นไม่มีใครจะมามัวโทษคนอื่นกันหรอก ชีวิตต่างคนต่างรับผิดชอบกันเอง ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษตัวเอง แล้วรีบกลับมาเป็นยัยบ้าคนเดิมได้แล้ว! "

    เจ้าโฮปออกแรงขยี้แก้มของฉันสุดแรงจนหน้าบี้เข้าหากัน ก่อนจะยอมปล่อยมือออกในท้ายที่สุด

    เจ็บง่า~

    จะบอกว่าไม่มีใครคิดจะถือโทษฉันอย่างงั้นหรือดอง…

    โฮปพูดถูก แต่ยังไงความตายของโนอาร์ก็ยังคงเป็นตราบาปอยู่ภายในใจของฉันอยู่ดีนั่นละ

    จะให้ฉันทำเป็นร่าเริงแล้วพูดว่า "ไปช่วยทุกคนด้วยกันเถอะดอง! " แล้วพาไปเสี่ยงอีกรอบนะ... ฉันไม่อยากทำแบบนั้นอีกแล้ว

    อย่าลืมสีว่าหัวหน้ากลุ่มนี้คือฉันนะ

    ฉันต้องทำหน้าที่รับผิดชอบชีวิตทุกคน---

    "มัวแต่เถียงน่ารำคาญ รีบไปได้แล้ว"

    "ดอง? "

    ในตอนนั้นเองที่เจ้าเอซเข้ามาจับคอเสื้อของฉัน แล้วหิ้วออกไปด้านหน้าเหมือนถือตะเกียงส่องทาง

    "ปกติเธอก็เอาแต่ใจจนทุกคนเอือมระอาอยู่แล้ว แล้วอยู่ ๆ จะมาทำตัวเป็นเด็กดีตอนนี้เนี่ยนะ? ขอเถอะ มันรู้สึกสยองฟะ เพราะงั้น รีบหยุดทำตัวงอแงแล้วนำทางให้พวกเราได้แล้ว! "

    "ดองงง!? "



    ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้

    พอรู้ตัวอีกที ฉันก็มาอยู่ในสภาพเป็นตะเกียงยูวีส่องทางให้ทุกคนไปเสียแล้ว

    มันเป็นความผิดของเจ้าเอซคนเดียวเลย!

    แสงที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังส่องประกายขับไล่พวกพืชนรก ได้เปล่งออกมาโดยรอบกลุ่มพวกเราอย่างไม่ขาดสายโดยฝีมือของฉัน

    หากส่วมแว่นตาพิเศษ คงจะมองเห็นเป็นม่านบาเรียทรงโดมที่กำลังคลุมพวกเราเอาไว้

    บาเรียรังสียูวีทำให้พวกต้นเถาวัลย์หนามแดงต่างขยับถอยหลีกเข้าไปในเส้นทางเดินสีขาวอย่างรวดเร็ว

    แต่จะลดการระวังไม่ได้

    เพราะพวกมันยังรอเตรียมโจมตีจากนอกบาเรียนี้อยู่

    "รีบเดินหน่อย! มัวแต่ชักช้าเดียวดิวซ์ก็ตายก่อนหรอก! "

    เจ้าเอซเดินจี้หลังฉันตามมาติด ๆ พร้อมกับส่งเสียงดังสั่งฉันมาตลอดทาง

    หน่อย เดียวแอบยิงรังสียูวีใส่มันให้เป็นมะเร็งตายแม่มดีกว่าดอง

    ก็ว่าไปนั่น... ฉันไม่ทำหรอก

    "หุ่นยนต์สีขาวเมื่อคราวก่อนก็ดี เส้นทางนี้ก็ดี… ทำไมถึงมีเทคโนโลยีระดับสูงปรากฏอยู่ในทวีปนี้ด้วยละดอง? "

    "นั่นสิ แถมไม่มีใครเคยพบของแบบนี้เลย ทั้งที่ทำการสำรวจมาสิบปีแล้วแท้ ๆ ค่ะ"

    "คุณพรุนค่ะ ฉันคิดว่าบางทีมันอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างในการเข้าถึงสถานที่พวกนี้อยู่ และบังเอิญว่าพวกเราโชคดีผ่านเงื่อนไขนั้นมาได้ค่ะ"

    "เป็นไปได้..."

    ฉันละความสนใจจากบทสนทนาระหว่างพรุนกับแฟต แล้วไปมองเส้นทางเดินตรงหน้าอีกครั้ง



    ลักษณะของเส้นทางเดินสีขาวนี้ มันกว้างเพียงสามเมตร และสูงเพียงสี่เมตรเท่านั้น

    ช่องทางเดินนี้ถือว่ามีขนาดเล็กหากนำไปเทียบกับขนาดร่างกาย ของเผ่ายักษ์หรือของชนเผ่าท้องถิ่นอย่างไพไรน์

    มันเป็นเส้นทางที่เรียบง่าย ไร้สิ่งประดับดกแต่งผิดกับห้องโถงเมื่อกี้ แถมยังมีเส้นทางแยกย่อยปรากฏเป็นจำนวนมาก

    ราวกับเป็นเส้นทางสำหรับคนงานเช่นนั้น

    สาเหตุเดียวที่พวกเราไม่หลงทาง เป็นเพราะว่าแฟตมีเขียนแผนที่ซึ่งลอกมาจากห้องประชาสัมพันธ์เมื่อกี้ ติดตัวมาด้วย

    ฉันลองเงียหูฟังลอดผ่านกำแพงสีขาวด้านข้างดู

    ข้างนอกเต็มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์กับเสียงจุดระเบิดที่ดังเป็นจังหวะ

    เป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับโรงงานอะไรสักอย่าง

    "พวกพืชมันรุกรานเข้ามาจากทางไหนกันนะ ปิว? "

    "คงมีสักห้องในนี้ที่ถูกพังเข้ามาละมั้ง? "

    เยลโล่หันไปมองเถาวัลย์หนามด้านหลังด้วยความหวาดกลัว

    สภาพของพวกเราในตอนนี้คือถูกเถาวัลย์หนามแดงล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้

    ถ้าหากฉันหยุดแผ่รังสีเมื่อไหร พวกเราคงไม่รอดกันหมด

    ว่าแต่เถาวัลย์พวกนี้มันมาจากที่ไหนกันนะ ดอง?

    พวกเราไม่พบรอยแตกหรือการพังทลายบนกำแพงของทางเดินนี้เลยสักที่

    อาจเป็นอย่างที่ไฮเจนว่า คือพวกมันมาจากทางห้องย่อยที่อยู่นอกเหนือเส้นทางหลักตรงหน้า

    เส้นทางหลักสีขาวนี้ นอกจากมีขนาดคับแคบแล้ว ยังมีสีบอกทางถูกทาเอาไว้เป็นเส้นยาวด้วย

    สีเหล่านั้นมีลงอักษรบางอย่าง แถมยังเป็นภาษาที่ต่างออกไปจากภาษาชนเผ่าท้องถิ่นที่ได้เรียนมา

    ไม่สิ มันมีบางคำที่คล้ายกันอยู่ แต่มีอีกหลายคำที่ดูไม่คุ้นตารวมอยู่ด้วย

    มีบางครั้งที่พวกเราผ่านห้องพักริมทางเดิน

    ข้างในห้องเต็มไปด้วยกล่องแคปซูลขนาดเล็กบรรจุอยู่ในกล่องเหล็ก

    พอลองเปิดออกมา ก็พบว่าพวกมันคืออาหารที่ถูกเก็บเอาไว้

    พวกมันไม่ได้ถูกเก็บในระบบแช่เย็นเหมือนพวกเรา แต่ถูกเก็บในสภาวะสูญญากาศ

    บรรจุภัณฑ์ของกล่องจะคล้ายกับตู้กดน้ำ ที่พอเลือกของจากหน้ากลล่อง มันจะขับออกมาให้เอง

    แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าที่จะเปิดออกมากินอยู่แล้วดอง...



    "ลี่ไหวหรือเปล่า? จะเอาช็อกโกแลตเพิ่มมั้ย? "

    "ด้วยความยินดีเลยดอง"

    การรักษาสภาพแผ่พลังเวทนั้นต้องใช้พลังงานร่างกายสูงมาก

    ซึ่งอาหารยอดฮิตที่เหมาะสมกับการให้พลังงานนั้น คือช็อกโกแลตนี่แหละดอง

    พวกเราเริ่มเดินทางต่อหลังจากหยุดแวะพักราวสามนาที

    ถึงจะบอกว่าพัก แต่มีฉันคนเดียวที่ไม่ได้พัก เพราะต้องคอยสร้างบาเรียรังสียูวีนี่แหละดอง

    พูดถึงยูวีแล้ว…

    "ทำไมแฟตถึงรู้ว่าพวกนี้แพ้ยูวีกันละดอง? "

    ใช่ ทำไมถึงบอกให้สร้างยูวีแทนที่จะให้สร้างพระอาทิตย์จำลองละดอง?

    ถึงจะบอกว่าการสร้างรังสีมันรวดเร็วกว่าหลายเท่าก็เถอะนะ แต่ทำไมเธอถึงให้ฉันทำแบบนั้น?

    "มันคือการคาดเดาและเดิมพันค่ะ"

    "เดิมพัน? "

    "พวกมันหยุดเคลื่อนไหวเมื่อเจอแสงอาทิตย์ แต่ไม่หยุดเคลื่อนไหวภายใต้แสงจากไฟที่ลุกไหม้ในป่าเมื่อกี้ ฉันเลยคิดถึงสิ่งที่แตกต่างระหว่างแสงอาทิตย์กับไฟธรรมชาติ แล้วลองเดิมพันกับความเข้มของรังสียูวีที่แตกต่างกันค่ะ"

    ฉันเข้าใจละ

    " แล้วถ้าตอนนั้นเดิมพันพลาดละ ดอง? "

    " ฉันไม่มีแผนสำรองเหลือค่ะ ถ้าตอนนั้นไม่ได้ผล ฉันจะรีบขุดดินหนีไปคนเดียวค่ะ"

    "เธอนี่ก็กล้าพูดดีนะ"

    "คนจะทำการใหญ่ จิตใจมันต้องเหี้ยมค่ะคุณโฮป อย่างที่เคยบอกว่าฉันเล็งตำแหน่งราชินีจากท่านแม่ตัวเองอยู่ ถ้าอยาก NTR ท่านพ่อมาจากท่านแม่ ฉันต้องเหี้ยมให้มากกว่านี้ค่ะ คุณเองก็เช่นกัน ถ้าอยากจะกอบกู้ความไม่เป็นธรรมจากตัวสัญญานั้น บางทีคุณก็ต้องยอมให้ตัวเองแปดเปื้อนสีดำเอาไว้ค่ะ"

    "..."

    โฮปทำสีหน้าเหนื่อยใจ ก่อนจะหันไปตั้งสมาธิกับเส้นทางเดินตรงหน้าอีกครั้ง

    จะทำการใหญ่ จิตใจต้องเหี้ยมเข้าไว้อย่างงั้นหรือดอง…



    "จะว่าไป ไม่เจอไพไรต์กับซุนไกท์เลยแฮะ"

    พวกเราเดินมาลึกพอสมควรแล้ว และน่าจะใกล้ถึงจุดหมายแล้วด้วย

    แต่ทว่ากลับไม่พบวี่แววของสองคนนั้นจากที่ไหนเลย

    ร่องรอยการต่อสู้ขัดขืนก็ไม่มีให้เห็นอีกด้วยดอง

    "อาจโดนจับตัวไปแล้วมั้งค่ะ คุณโฮป"

    ไม่เอานะ!

    ขอละ อย่ามองในแง่ร้ายขนาดนั้นเลยได้โปรด

    ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่งั้นยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิมแน่นอนดอง…

    "ห้องข้างหน้ามีแสงด้วย"

    ในตอนนั้นเองที่เสียงของไฮเจนดังแทรกขึ้นมา

    เส้นทางเดินข้างหน้านี้มีแสงสว่างลอดผ่านประตูออกมาอยู่

    "ทำไมมีของแบบนี้อยู่…"

    "สุดยอดไปเลย ปิว…"

    ทุกคนต่างหยุดนิ่งทันทีที่เปิดประตูตรงหน้าเข้าไป



    สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเราคือห้องขนาดใหญ่

    มันเป็นห้องทรงหกเหลี่ยมด้านเท่าที่กว้างขวางมากกว่าสามสิบเมตร

    พื้นเป็นสีขาวที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงราวกับว่ามันคือทะเลโลหิต

    ผนังทั้งหกด้านและเพดานที่ล้อมพื้นที่แห่งนี้ ถูกสร้างจากม่านพลังแสงที่โปรงใส่

    ม่านพลังนั้นถูกยิงออกมาจากกำแพงสีขาวที่โผล่เหนือพื้นขึ้นมาสี่เมตร

    ฝั่งตรงข้ามของม่านพลังไร้สีนั้นคือโลกของเปลวไฟ

    เป็นเปลวไฟที่เกิดจากเตาหลอมเหลวขนาดยักษ์

    มันเต็มไปด้วยวัตถุทรงกลมสีขาวที่แผ่ความร้อนสูง กับทะเลลาวาสีแดงอันร้อนระอุ

    เปลวไฟพวยพุ่งปะทุไปพร้อมกับความร้อนที่ลอยตัวขึ้นสู่ฟากฟ้า

    ทั้งที่ภายนอกร้อนระอุรุนแรง แต่ภายในพื้นที่นี้กลับเย็นฉ่ำสบายตัว

    ที่ตรงกลางห้องมีแท่นสีดำทรงกระบอกตั้งเอาไว้อยู่แท่นหนึ่ง

    แค่ปรายตามองผ่านก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นหัวใจสำคัญของห้องนี้

    “หรือว่าสาเหตุที่ดินแดนแถบนี้ร้อนระอุเสมอ จะเป็นเพราะเจ้าสิ่งนี่นะดอง? ”

    ฉันตั้งคำถามให้กับตัวเองเช่นนั้น

    “จะอะไรก็ช่าง แต่ต้องรีบเก็บภาพเอาไว้แล้วปิว”

    เยลโล่สั่งโกเลมทรงไข่ขึ้นมาบินถ่ายเก็บภาพตรงหน้าอย่างขยันขันแข็ง

    เนื่องจากเยลโล่รับหน้าที่เป็นผู้จดบันทึกในการสำรวจ ดังนั้นของใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นโกเลมที่ผนวกวิทยาการโดรนของเผ่ามนุษย์ เพื่อใช้ในการถ่ายภาพเก็บบันทึกเอาไว้

    “ปลายทางของพวกเราอยู่อีกฝั่งของประตูนี้สินะ? ”

    เอซพูดพร้อมกับชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของกำแพง

    “จากแผนที่...ใช่ค่ะ มันอยู่อีกฟากของประตูบานนั้นค่ะ”

    “งั้นรีบไปกันเถอะ จะได้จบเรื่องบ้า ๆ นี้เสียที”

    ทุกคนต่างมายืนหลบอยู่ข้างหลังฉันพร้อมกัน

    ช่างเป็นภาพที่น่าดูมาก ภาพของคนกลุ่มใหญ่ตัวสูงที่มายืนหลบข้างหลังเผ่าภูติตัวสูงหนึ่งเมตรกว่าเนี่ย...

    หน้าที่ของฉันตอนนี้มีแค่เปิดประตูตรงหน้า แล้วเร่งพลังรังสียูวีให้เข้มข้นเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเถาวัลย์หนามแดง และใช้ช่วงเวลานั้นช่วยทุกคนออกมา

    แน่นอนว่าหลังจากนี้คงต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งกันยกกลุ่ม เพราะการอาบรังสียูวีเข้มข้นมันอันตรายมาก แต่… นั่นเป็นเรื่องหลังจากนี้ละนะดอง

    ตอนนี้ต้องเอาชีวิตให้รอดกลับไปกันก่อน

    “ตอนแรกนึกว่าจะเจอต้นเถาวัลย์ประหลาดในห้องนี้เสียอีกปิว”

    “ทำไมคิดแบบนั้นละเยลโล่? ”

    “ก็ห้องนี้ออกจะอลังการเหมือนกับห้องบอสสุดท้ายในเกมส์แบบนั้นเลยนะสิโฮป ปิว~”

    ดูเหมือนว่าเทพเจ้าจะตอบรับคำเรียกร้องของเยลโล่

    เพราะว่าประตูบานใหญ่ตรงหน้าได้เปิดออกกว้าง พร้อมกับมีเถาวัลย์จำนวนมากพุ่งออกมาจากห้องนั้นราวกับจะตอบรับการเรียกขานของเยลโล่


    “...ถูกจับตัวไปจริง ๆ ด้วยดอง”

    เจ้าเถาวัลย์หนามสีแดงนั้นมีขนาดของตัวเถาวัลย์ที่หนามากกว่าหนึ่งเมตร

    มันมีจำนวนมาก มากจนมองเห็นเป็นกลุ่มก้อนของตัวไฮดร้าขนาดใหญ่

    ที่ใจกลางของเถาวัลย์หนามแดงมีร่างของเหยื่อสัตว์ร้ายที่ถูกจับตัวมัดรวมกันเอาไว้อยู่หลายสิบตัว

    มากกว่าครึ่งได้กลายเป็นร่างมั่มมี่ตากแห้งหุ้มกระดูกไปแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นเป็นสภาพของร่างไร้วิญญาณที่รอวันถูกสูบสารอาหารออกไป

    มีเพียงแค่พวกดิวซ์ที่ยังคงมีลมหายใจกันอยู่

    ท่ามกลางผู้เสียหายนั้น มีไพไรน์กับซุนไกท์ที่วิ่งล่วงหน้ามาก่อนรวมอยู่ด้วย

    “ดิวซ์! พี่มาช่วยแล้ว! ”

    “พี่...คะ? ”

    เสียงที่อ่อนล้าของดิวซ์ดังขานรับเสียงของเอซ

    ดีละ ในเมื่อออกมาปรากฏตัวให้เห็นเอง แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาทางนี้ไปได้เยอะเลย

    คราวนี้จะไม่ยอมให้ใครตายอีกแล้วดอง!

    “เจอนี่หน่อย รังสียูวีชนิดเข้มข้นสูง! ”

    เนื่องจากเตรียมสะสมมาตลอดเส้นทาง เลยทำให้ฉันสามารถยิงออกไปได้ในทันที

    รังสีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้แผ่พุ่งเข้าใส่เถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมากที่กำลังเลื้อยเข้ามาหาพวกเรา

    เถาวัลย์เหล่านั้นสิ้นแรงและหยุดขยับไปในทันที

    แต่ร่างหลักของมันที่เป็นพุ่มใหญ่ด้านในสุดยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่

    ฉันจึงเร่งความเข้มข้นของรังสีให้มากขึ้น แล้วแผ่กระจายใส่มันเพิ่มเข้าไปอีก

    มันเริ่มขยับเถาวัลย์ไปมาอย่างทรมาน

    ดีละ อีกแค่นิดเดียว---

    *ก๊าสสสสสสส! *

    “ทำไมพืชส่งเสียงได้ละดอง!? ”

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นมา

    มันมีเสียงของสัตว์ร้ายดังออกมาจากเถาวัลย์หนามแดงเหล่านั้น

    เป็นเสียงกรีดร้องที่ปวดร้าวราวกับเสียงของคนที่ถูกทรมาน

    มันปล่อยร่างของเหยื่อทั้งหมดทิ้งลงบนพื้น แล้วใช้เส้นเถาวัลย์เหล่านั้นแทงทะลุผ่านม่านโปร่งแสงออกไปด้านนอก

    ปลายเถาวัลย์หนามของมันถูกเปลวไฟแผดเผา แต่เถาวัลย์เหล่านั้นกลับไม่ไหม้ไฟ

    ในทางกลับกัน เถาวัลย์เหล่านั้นกลับพุ่งตัวลงไปในลาวา แล้วเริ่มดูดลาวาเข้ามาภายในร่างเฉกเช่นรากของพืชที่กำลังดูดสารอาหารจากผิวดิน

    ผิวของเถาวัลย์เริ่มเปล่งประกายเป็นสีแดงเข้มราวกับว่ากำลังถูกหุ้มเกราะเอาไว้

    ตามผิวของเถาวัลย์ที่เป็นสีแดงเข้ม เริ่มมีรอยปริแตกสีเหลืองปรากฏให้เห็น

    สีเหลืองเหล่านั้นดูคล้ายกับเนื้อเยื้อของสิ่งมีชีวิต

    มันขยับตัวราวกับว่ามีชีพจรและหัวใจที่คอยสูบฉีดให้มัน

    “เออ… ตกลงนั่นมันตัวอะไรกันแน่ปิว? นี่มันไม่ใช่พืชแล้วปิว! ”

    “ดูเหมือนเป็นปรสิตที่สิงพืชอยู่มากกว่าค่ะ”

    เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นใช้ร่างใหม่ของมันรัดร่างของพวกดิวซ์ แล้วจับโยนเข้าไปทางประตูห้องด้านหลัง

    ดูเหมือนว่ามันไม่คิดที่จะคืนเหยื่อให้พวกเรา ถ้าพวกเราไม่ข้ามศพของมันไปก่อนสินะดอง

    ภายในจิตใจของฉันนั้นรู้สึกหวาดกลัวมาก แต่… พวกเราจะต้องรอดกลับออกไปให้ได้

    เพราะฉะนั้น… ฉันจะมาทำเป็นเล่นเหมือนกับแต่ก่อนไม่ได้อีกต่อไป

    คราวนี้ฉันจะไม่ยอมให้ใครตายอีกแล้ว

    ไม่ยอมเด็ดขาด