***ภูติตัวน้อย [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
ได้ยินเสียงของผู้คน
ฉันพยายามเค้นพลังเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมา
"เพดานกับแสงไฟ… กลับมาที่โรงเรียนแล้วหรือ… ดอง? "
"ฟื้นแล้วหรือคะ? "
"แฟต…? นี่ฉัน…"
"ร่างกายพึ่งพักฟื้นตัว อย่าฝืนเลยค่ะ"
"...อืม"
เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็นชุดวันพีชสีขาวที่มีชุดคลุมสีเทาสวมทับตัวเดิม
ผิวหนังยังคงเหนียวเปรอะเปื้อน อีกทั้งยังมีบาดแผนที่ดูเหมือนพึ่งจะรักษามาอย่างเร่งด่วนด้วย
ไม่มีกลุ่มคณาจารย์หรือนางพยาบาลอยู่บริเวณนี้นอกจากกลุ่มของเรา
ที่สำคัญคือที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล
"ปล่อยผมนะ! "
"เรื่องสิ ปิว~! "
ที่ใจกลางห้อง บนโต๊ะสีขาวตัวยาวคล้ายโต๊ะประชาสัมพันธ์มีเอซถูกจับมัดขึงเอาไว้อยู่
เขากำลังอาละวาดอยู่บนนั้น แต่เนื่องจากถูกยึดอาวุธไปหมด เลยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
"ผมจะไปช่วยดิวซ์! ปล่อยผมเดียวนี้! "
เอซกรีดเสียงดังไม่หยุด
ส่วนพรุน โฮป ไฮเจน ทั้งสามคนกำลังตรวจเช็กอาวุธด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่
"ไพไรต์กับซุนไกท์หายไปไหนดอง…"
ภายในห้องโถงเล็ก ๆ ที่ดูหรูหราอย่างเรียบง่ายแห่งนี้ ไม่มีวี่แววของชนเผ่าท้องถิ่นปรากฏให้เห็น
อย่าบอกนะว่าระหว่างที่ฉันสลบไปมีคนตายเพิ่ม…
"เดียวฉันจะอธิบายให้ฟังเองค่ะคุณลี่"
แฟตพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังในระหว่างที่ฉันคิดเช่นนั้น
" ---เรื่องมันเป็นมาแบบนี้ค่ะ"
"อย่างงั้นหรือดอง.."
สรุปคือพวกเราพบตำแหน่งที่ทุกคนถูกจับตัวไปแล้ว
แต่เนื่องจากมีคนเจ็บเยอะ แถมยังไม่ได้นอนพักกันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เลยตกลงพักฟื้นกันก่อนที่จะหาทางลงไปช่วยเหลือ
แน่นอนว่าคนท้องถิ่นไม่ใจเย็นพอขนาดนั้น พวกเขาเลยล่วงหน้าไปกันก่อนแล้ว
ส่วนเอซนั้น… เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่าพอฟื้นตัวกลับมา มันต้องพุ่งไปหาดิวซ์ทันทีแน่ ทุกคนเลยจับมัดเอาไว้ก่อนเลย
ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น
"ฉันสลบไปนานแค่ไหนดอง? "
"ราวสิบชั่วโมงได้ค่ะ"
แปลว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงกลางคืนของวันที่ 4 แล้ว…
หลังจากนั้นอีกสิบนาที
"ตอนนี้ทุกคนพร้อมกันแล้ว งั้นรีบตามลงไปช่วยทุกคนกันเลยค่ะ"
"รอคำนี้มานานแล้ว! "
แฟตลุกขึ้นยืนพร้อมกับหิ้วย่ามสีดำทรงรังไข่มดขึ้นมาสะพายข้างเอว
ส่วนเจ้าเอซลุกจากโต๊ะด้วยจิตวิญญาณที่ลุกโชน
ยังคิดจะตามไปอีกหรือดอง…
"รอทีมช่วยเหลือไม่ดีกว่าหรือดอง…"
ทุกคนต่างตอบสนองต่อคำพูดของฉันต่างออกไป
เยลโล่ที่กรีดร้องเรียกหารถพยาบาล
พรุนที่มองฉันด้วยสีหน้าห่วงใย
"... คุณลี่หัวกระแทกตรงไหนมาหรือเปล่าคะ? "
และคำถามตรวจสภาพร่างกายจากแฟต
รู้สึกเดจาวูชอบกลแฮะ…
"เปล่าหัวกระแทกเสียหน่อยดอง! ก็แค่… ฉันไม่อยากเห็นใครตายอีกแล้ว…"
"คุณลี่ค่ะ ถ้าแบบนั้นยิ่งควรเดินหน้าต่อค่ะ"
"ทำไมเป็นแบบนั้นละดอง? "
"ดูนี่ค่ะ พรุน รบกวนด้วยค่ะ"
"ได้"
พรุนเดินตรงไปทางประตูบานเลื่อนที่ควรจะเป็นทางเข้า
แต่ไม่ว่าพรุนจะชก หรือพยามยามออกแรงมากแค่ไหน ประตูบานนั้นก็ไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อย
"ประตูนี้มันเปิดให้พวกเราเข้ามา แต่ไม่ยอมให้พวกเราออกไปค่ะ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรค่ะ"
สรุปคือพวกเราถูกขังปิดตายอยู่ในนี้ไปแล้ว
"แถมข้างในยังเป็นจุดอับสัญญาณ คงยากที่จะคนข้างนอกจะรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ข้างในนี้ค่ะ ดังนั้น ถ้าไม่อยากเห็นพวกดิวซ์ตาย มีแต่จะต้องเดินหน้าเผชิญกับมันเท่านั้นค่ะ”
สรุปคือให้เลิกหวังความช่วยเหลือจากภายนอกไปได้เลยสินะดอง…
"แต่ว่า… มันอันตราย…"
ฉันไม่อยากเห็นใครตายเพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากสนุก รวมไปถึงความเอาแต่ใจของฉันอีกแล้ว
ฉันนะ…
"อูวอ๊าอี่!? "
โฮปเดินเข้ามาตบแก้มสองข้างของฉันจนเปล่งออกมาไม่เป็นคำพูด
"มาพูดอะไรตอนนี้กันลี่"
ปล่อยนะดอง!
"อ่ายอามอ่าไอ? "
"ไม่มีใครในที่นี้คิดจะโทษเธอหรอกนะ"
พะ… พูดอะไรของนายกัน โฮป?
"แออันเอ็นอนพาอุกอนมา…"
"ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่ามันอันตราย อย่างผมเองยังรู้สึกคัดค้านที่จะมาทวีปนี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็มา ดังนั้นไม่มีใครจะมามัวโทษคนอื่นกันหรอก ชีวิตต่างคนต่างรับผิดชอบกันเอง ดังนั้นอย่ามัวแต่โทษตัวเอง แล้วรีบกลับมาเป็นยัยบ้าคนเดิมได้แล้ว! "
เจ้าโฮปออกแรงขยี้แก้มของฉันสุดแรงจนหน้าบี้เข้าหากัน ก่อนจะยอมปล่อยมือออกในท้ายที่สุด
เจ็บง่า~
จะบอกว่าไม่มีใครคิดจะถือโทษฉันอย่างงั้นหรือดอง…
โฮปพูดถูก แต่ยังไงความตายของโนอาร์ก็ยังคงเป็นตราบาปอยู่ภายในใจของฉันอยู่ดีนั่นละ
จะให้ฉันทำเป็นร่าเริงแล้วพูดว่า "ไปช่วยทุกคนด้วยกันเถอะดอง! " แล้วพาไปเสี่ยงอีกรอบนะ... ฉันไม่อยากทำแบบนั้นอีกแล้ว
อย่าลืมสีว่าหัวหน้ากลุ่มนี้คือฉันนะ
ฉันต้องทำหน้าที่รับผิดชอบชีวิตทุกคน---
"มัวแต่เถียงน่ารำคาญ รีบไปได้แล้ว"
"ดอง? "
ในตอนนั้นเองที่เจ้าเอซเข้ามาจับคอเสื้อของฉัน แล้วหิ้วออกไปด้านหน้าเหมือนถือตะเกียงส่องทาง
"ปกติเธอก็เอาแต่ใจจนทุกคนเอือมระอาอยู่แล้ว แล้วอยู่ ๆ จะมาทำตัวเป็นเด็กดีตอนนี้เนี่ยนะ? ขอเถอะ มันรู้สึกสยองฟะ เพราะงั้น รีบหยุดทำตัวงอแงแล้วนำทางให้พวกเราได้แล้ว! "
"ดองงง!? "
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้
พอรู้ตัวอีกที ฉันก็มาอยู่ในสภาพเป็นตะเกียงยูวีส่องทางให้ทุกคนไปเสียแล้ว
มันเป็นความผิดของเจ้าเอซคนเดียวเลย!
แสงที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังส่องประกายขับไล่พวกพืชนรก ได้เปล่งออกมาโดยรอบกลุ่มพวกเราอย่างไม่ขาดสายโดยฝีมือของฉัน
หากส่วมแว่นตาพิเศษ คงจะมองเห็นเป็นม่านบาเรียทรงโดมที่กำลังคลุมพวกเราเอาไว้
บาเรียรังสียูวีทำให้พวกต้นเถาวัลย์หนามแดงต่างขยับถอยหลีกเข้าไปในเส้นทางเดินสีขาวอย่างรวดเร็ว
แต่จะลดการระวังไม่ได้
เพราะพวกมันยังรอเตรียมโจมตีจากนอกบาเรียนี้อยู่
"รีบเดินหน่อย! มัวแต่ชักช้าเดียวดิวซ์ก็ตายก่อนหรอก! "
เจ้าเอซเดินจี้หลังฉันตามมาติด ๆ พร้อมกับส่งเสียงดังสั่งฉันมาตลอดทาง
หน่อย เดียวแอบยิงรังสียูวีใส่มันให้เป็นมะเร็งตายแม่มดีกว่าดอง
ก็ว่าไปนั่น... ฉันไม่ทำหรอก
"หุ่นยนต์สีขาวเมื่อคราวก่อนก็ดี เส้นทางนี้ก็ดี… ทำไมถึงมีเทคโนโลยีระดับสูงปรากฏอยู่ในทวีปนี้ด้วยละดอง? "
"นั่นสิ แถมไม่มีใครเคยพบของแบบนี้เลย ทั้งที่ทำการสำรวจมาสิบปีแล้วแท้ ๆ ค่ะ"
"คุณพรุนค่ะ ฉันคิดว่าบางทีมันอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างในการเข้าถึงสถานที่พวกนี้อยู่ และบังเอิญว่าพวกเราโชคดีผ่านเงื่อนไขนั้นมาได้ค่ะ"
"เป็นไปได้..."
ฉันละความสนใจจากบทสนทนาระหว่างพรุนกับแฟต แล้วไปมองเส้นทางเดินตรงหน้าอีกครั้ง
ลักษณะของเส้นทางเดินสีขาวนี้ มันกว้างเพียงสามเมตร และสูงเพียงสี่เมตรเท่านั้น
ช่องทางเดินนี้ถือว่ามีขนาดเล็กหากนำไปเทียบกับขนาดร่างกาย ของเผ่ายักษ์หรือของชนเผ่าท้องถิ่นอย่างไพไรน์
มันเป็นเส้นทางที่เรียบง่าย ไร้สิ่งประดับดกแต่งผิดกับห้องโถงเมื่อกี้ แถมยังมีเส้นทางแยกย่อยปรากฏเป็นจำนวนมาก
ราวกับเป็นเส้นทางสำหรับคนงานเช่นนั้น
สาเหตุเดียวที่พวกเราไม่หลงทาง เป็นเพราะว่าแฟตมีเขียนแผนที่ซึ่งลอกมาจากห้องประชาสัมพันธ์เมื่อกี้ ติดตัวมาด้วย
ฉันลองเงียหูฟังลอดผ่านกำแพงสีขาวด้านข้างดู
ข้างนอกเต็มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์กับเสียงจุดระเบิดที่ดังเป็นจังหวะ
เป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับโรงงานอะไรสักอย่าง
"พวกพืชมันรุกรานเข้ามาจากทางไหนกันนะ ปิว? "
"คงมีสักห้องในนี้ที่ถูกพังเข้ามาละมั้ง? "
เยลโล่หันไปมองเถาวัลย์หนามด้านหลังด้วยความหวาดกลัว
สภาพของพวกเราในตอนนี้คือถูกเถาวัลย์หนามแดงล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้
ถ้าหากฉันหยุดแผ่รังสีเมื่อไหร พวกเราคงไม่รอดกันหมด
ว่าแต่เถาวัลย์พวกนี้มันมาจากที่ไหนกันนะ ดอง?
พวกเราไม่พบรอยแตกหรือการพังทลายบนกำแพงของทางเดินนี้เลยสักที่
อาจเป็นอย่างที่ไฮเจนว่า คือพวกมันมาจากทางห้องย่อยที่อยู่นอกเหนือเส้นทางหลักตรงหน้า
เส้นทางหลักสีขาวนี้ นอกจากมีขนาดคับแคบแล้ว ยังมีสีบอกทางถูกทาเอาไว้เป็นเส้นยาวด้วย
สีเหล่านั้นมีลงอักษรบางอย่าง แถมยังเป็นภาษาที่ต่างออกไปจากภาษาชนเผ่าท้องถิ่นที่ได้เรียนมา
ไม่สิ มันมีบางคำที่คล้ายกันอยู่ แต่มีอีกหลายคำที่ดูไม่คุ้นตารวมอยู่ด้วย
มีบางครั้งที่พวกเราผ่านห้องพักริมทางเดิน
ข้างในห้องเต็มไปด้วยกล่องแคปซูลขนาดเล็กบรรจุอยู่ในกล่องเหล็ก
พอลองเปิดออกมา ก็พบว่าพวกมันคืออาหารที่ถูกเก็บเอาไว้
พวกมันไม่ได้ถูกเก็บในระบบแช่เย็นเหมือนพวกเรา แต่ถูกเก็บในสภาวะสูญญากาศ
บรรจุภัณฑ์ของกล่องจะคล้ายกับตู้กดน้ำ ที่พอเลือกของจากหน้ากลล่อง มันจะขับออกมาให้เอง
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าที่จะเปิดออกมากินอยู่แล้วดอง...
"ลี่ไหวหรือเปล่า? จะเอาช็อกโกแลตเพิ่มมั้ย? "
"ด้วยความยินดีเลยดอง"
การรักษาสภาพแผ่พลังเวทนั้นต้องใช้พลังงานร่างกายสูงมาก
ซึ่งอาหารยอดฮิตที่เหมาะสมกับการให้พลังงานนั้น คือช็อกโกแลตนี่แหละดอง
พวกเราเริ่มเดินทางต่อหลังจากหยุดแวะพักราวสามนาที
ถึงจะบอกว่าพัก แต่มีฉันคนเดียวที่ไม่ได้พัก เพราะต้องคอยสร้างบาเรียรังสียูวีนี่แหละดอง
พูดถึงยูวีแล้ว…
"ทำไมแฟตถึงรู้ว่าพวกนี้แพ้ยูวีกันละดอง? "
ใช่ ทำไมถึงบอกให้สร้างยูวีแทนที่จะให้สร้างพระอาทิตย์จำลองละดอง?
ถึงจะบอกว่าการสร้างรังสีมันรวดเร็วกว่าหลายเท่าก็เถอะนะ แต่ทำไมเธอถึงให้ฉันทำแบบนั้น?
"มันคือการคาดเดาและเดิมพันค่ะ"
"เดิมพัน? "
"พวกมันหยุดเคลื่อนไหวเมื่อเจอแสงอาทิตย์ แต่ไม่หยุดเคลื่อนไหวภายใต้แสงจากไฟที่ลุกไหม้ในป่าเมื่อกี้ ฉันเลยคิดถึงสิ่งที่แตกต่างระหว่างแสงอาทิตย์กับไฟธรรมชาติ แล้วลองเดิมพันกับความเข้มของรังสียูวีที่แตกต่างกันค่ะ"
ฉันเข้าใจละ
" แล้วถ้าตอนนั้นเดิมพันพลาดละ ดอง? "
" ฉันไม่มีแผนสำรองเหลือค่ะ ถ้าตอนนั้นไม่ได้ผล ฉันจะรีบขุดดินหนีไปคนเดียวค่ะ"
"เธอนี่ก็กล้าพูดดีนะ"
"คนจะทำการใหญ่ จิตใจมันต้องเหี้ยมค่ะคุณโฮป อย่างที่เคยบอกว่าฉันเล็งตำแหน่งราชินีจากท่านแม่ตัวเองอยู่ ถ้าอยาก NTR ท่านพ่อมาจากท่านแม่ ฉันต้องเหี้ยมให้มากกว่านี้ค่ะ คุณเองก็เช่นกัน ถ้าอยากจะกอบกู้ความไม่เป็นธรรมจากตัวสัญญานั้น บางทีคุณก็ต้องยอมให้ตัวเองแปดเปื้อนสีดำเอาไว้ค่ะ"
"..."
โฮปทำสีหน้าเหนื่อยใจ ก่อนจะหันไปตั้งสมาธิกับเส้นทางเดินตรงหน้าอีกครั้ง
จะทำการใหญ่ จิตใจต้องเหี้ยมเข้าไว้อย่างงั้นหรือดอง…
"จะว่าไป ไม่เจอไพไรต์กับซุนไกท์เลยแฮะ"
พวกเราเดินมาลึกพอสมควรแล้ว และน่าจะใกล้ถึงจุดหมายแล้วด้วย
แต่ทว่ากลับไม่พบวี่แววของสองคนนั้นจากที่ไหนเลย
ร่องรอยการต่อสู้ขัดขืนก็ไม่มีให้เห็นอีกด้วยดอง
"อาจโดนจับตัวไปแล้วมั้งค่ะ คุณโฮป"
ไม่เอานะ!
ขอละ อย่ามองในแง่ร้ายขนาดนั้นเลยได้โปรด
ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่งั้นยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิมแน่นอนดอง…
"ห้องข้างหน้ามีแสงด้วย"
ในตอนนั้นเองที่เสียงของไฮเจนดังแทรกขึ้นมา
เส้นทางเดินข้างหน้านี้มีแสงสว่างลอดผ่านประตูออกมาอยู่
"ทำไมมีของแบบนี้อยู่…"
"สุดยอดไปเลย ปิว…"
ทุกคนต่างหยุดนิ่งทันทีที่เปิดประตูตรงหน้าเข้าไป
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเราคือห้องขนาดใหญ่
มันเป็นห้องทรงหกเหลี่ยมด้านเท่าที่กว้างขวางมากกว่าสามสิบเมตร
พื้นเป็นสีขาวที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงราวกับว่ามันคือทะเลโลหิต
ผนังทั้งหกด้านและเพดานที่ล้อมพื้นที่แห่งนี้ ถูกสร้างจากม่านพลังแสงที่โปรงใส่
ม่านพลังนั้นถูกยิงออกมาจากกำแพงสีขาวที่โผล่เหนือพื้นขึ้นมาสี่เมตร
ฝั่งตรงข้ามของม่านพลังไร้สีนั้นคือโลกของเปลวไฟ
เป็นเปลวไฟที่เกิดจากเตาหลอมเหลวขนาดยักษ์
มันเต็มไปด้วยวัตถุทรงกลมสีขาวที่แผ่ความร้อนสูง กับทะเลลาวาสีแดงอันร้อนระอุ
เปลวไฟพวยพุ่งปะทุไปพร้อมกับความร้อนที่ลอยตัวขึ้นสู่ฟากฟ้า
ทั้งที่ภายนอกร้อนระอุรุนแรง แต่ภายในพื้นที่นี้กลับเย็นฉ่ำสบายตัว
ที่ตรงกลางห้องมีแท่นสีดำทรงกระบอกตั้งเอาไว้อยู่แท่นหนึ่ง
แค่ปรายตามองผ่านก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นหัวใจสำคัญของห้องนี้
“หรือว่าสาเหตุที่ดินแดนแถบนี้ร้อนระอุเสมอ จะเป็นเพราะเจ้าสิ่งนี่นะดอง? ”
ฉันตั้งคำถามให้กับตัวเองเช่นนั้น
“จะอะไรก็ช่าง แต่ต้องรีบเก็บภาพเอาไว้แล้วปิว”
เยลโล่สั่งโกเลมทรงไข่ขึ้นมาบินถ่ายเก็บภาพตรงหน้าอย่างขยันขันแข็ง
เนื่องจากเยลโล่รับหน้าที่เป็นผู้จดบันทึกในการสำรวจ ดังนั้นของใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นโกเลมที่ผนวกวิทยาการโดรนของเผ่ามนุษย์ เพื่อใช้ในการถ่ายภาพเก็บบันทึกเอาไว้
“ปลายทางของพวกเราอยู่อีกฝั่งของประตูนี้สินะ? ”
เอซพูดพร้อมกับชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของกำแพง
“จากแผนที่...ใช่ค่ะ มันอยู่อีกฟากของประตูบานนั้นค่ะ”
“งั้นรีบไปกันเถอะ จะได้จบเรื่องบ้า ๆ นี้เสียที”
ทุกคนต่างมายืนหลบอยู่ข้างหลังฉันพร้อมกัน
ช่างเป็นภาพที่น่าดูมาก ภาพของคนกลุ่มใหญ่ตัวสูงที่มายืนหลบข้างหลังเผ่าภูติตัวสูงหนึ่งเมตรกว่าเนี่ย...
หน้าที่ของฉันตอนนี้มีแค่เปิดประตูตรงหน้า แล้วเร่งพลังรังสียูวีให้เข้มข้นเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเถาวัลย์หนามแดง และใช้ช่วงเวลานั้นช่วยทุกคนออกมา
แน่นอนว่าหลังจากนี้คงต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งกันยกกลุ่ม เพราะการอาบรังสียูวีเข้มข้นมันอันตรายมาก แต่… นั่นเป็นเรื่องหลังจากนี้ละนะดอง
ตอนนี้ต้องเอาชีวิตให้รอดกลับไปกันก่อน
“ตอนแรกนึกว่าจะเจอต้นเถาวัลย์ประหลาดในห้องนี้เสียอีกปิว”
“ทำไมคิดแบบนั้นละเยลโล่? ”
“ก็ห้องนี้ออกจะอลังการเหมือนกับห้องบอสสุดท้ายในเกมส์แบบนั้นเลยนะสิโฮป ปิว~”
ดูเหมือนว่าเทพเจ้าจะตอบรับคำเรียกร้องของเยลโล่
เพราะว่าประตูบานใหญ่ตรงหน้าได้เปิดออกกว้าง พร้อมกับมีเถาวัลย์จำนวนมากพุ่งออกมาจากห้องนั้นราวกับจะตอบรับการเรียกขานของเยลโล่
“...ถูกจับตัวไปจริง ๆ ด้วยดอง”
เจ้าเถาวัลย์หนามสีแดงนั้นมีขนาดของตัวเถาวัลย์ที่หนามากกว่าหนึ่งเมตร
มันมีจำนวนมาก มากจนมองเห็นเป็นกลุ่มก้อนของตัวไฮดร้าขนาดใหญ่
ที่ใจกลางของเถาวัลย์หนามแดงมีร่างของเหยื่อสัตว์ร้ายที่ถูกจับตัวมัดรวมกันเอาไว้อยู่หลายสิบตัว
มากกว่าครึ่งได้กลายเป็นร่างมั่มมี่ตากแห้งหุ้มกระดูกไปแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นเป็นสภาพของร่างไร้วิญญาณที่รอวันถูกสูบสารอาหารออกไป
มีเพียงแค่พวกดิวซ์ที่ยังคงมีลมหายใจกันอยู่
ท่ามกลางผู้เสียหายนั้น มีไพไรน์กับซุนไกท์ที่วิ่งล่วงหน้ามาก่อนรวมอยู่ด้วย
“ดิวซ์! พี่มาช่วยแล้ว! ”
“พี่...คะ? ”
เสียงที่อ่อนล้าของดิวซ์ดังขานรับเสียงของเอซ
ดีละ ในเมื่อออกมาปรากฏตัวให้เห็นเอง แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาทางนี้ไปได้เยอะเลย
คราวนี้จะไม่ยอมให้ใครตายอีกแล้วดอง!
“เจอนี่หน่อย รังสียูวีชนิดเข้มข้นสูง! ”
เนื่องจากเตรียมสะสมมาตลอดเส้นทาง เลยทำให้ฉันสามารถยิงออกไปได้ในทันที
รังสีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้แผ่พุ่งเข้าใส่เถาวัลย์หนามสีแดงจำนวนมากที่กำลังเลื้อยเข้ามาหาพวกเรา
เถาวัลย์เหล่านั้นสิ้นแรงและหยุดขยับไปในทันที
แต่ร่างหลักของมันที่เป็นพุ่มใหญ่ด้านในสุดยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่
ฉันจึงเร่งความเข้มข้นของรังสีให้มากขึ้น แล้วแผ่กระจายใส่มันเพิ่มเข้าไปอีก
มันเริ่มขยับเถาวัลย์ไปมาอย่างทรมาน
ดีละ อีกแค่นิดเดียว---
*ก๊าสสสสสสส! *
“ทำไมพืชส่งเสียงได้ละดอง!? ”
ในตอนนั้นเองที่เกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นมา
มันมีเสียงของสัตว์ร้ายดังออกมาจากเถาวัลย์หนามแดงเหล่านั้น
เป็นเสียงกรีดร้องที่ปวดร้าวราวกับเสียงของคนที่ถูกทรมาน
มันปล่อยร่างของเหยื่อทั้งหมดทิ้งลงบนพื้น แล้วใช้เส้นเถาวัลย์เหล่านั้นแทงทะลุผ่านม่านโปร่งแสงออกไปด้านนอก
ปลายเถาวัลย์หนามของมันถูกเปลวไฟแผดเผา แต่เถาวัลย์เหล่านั้นกลับไม่ไหม้ไฟ
ในทางกลับกัน เถาวัลย์เหล่านั้นกลับพุ่งตัวลงไปในลาวา แล้วเริ่มดูดลาวาเข้ามาภายในร่างเฉกเช่นรากของพืชที่กำลังดูดสารอาหารจากผิวดิน
ผิวของเถาวัลย์เริ่มเปล่งประกายเป็นสีแดงเข้มราวกับว่ากำลังถูกหุ้มเกราะเอาไว้
ตามผิวของเถาวัลย์ที่เป็นสีแดงเข้ม เริ่มมีรอยปริแตกสีเหลืองปรากฏให้เห็น
สีเหลืองเหล่านั้นดูคล้ายกับเนื้อเยื้อของสิ่งมีชีวิต
มันขยับตัวราวกับว่ามีชีพจรและหัวใจที่คอยสูบฉีดให้มัน
“เออ… ตกลงนั่นมันตัวอะไรกันแน่ปิว? นี่มันไม่ใช่พืชแล้วปิว! ”
“ดูเหมือนเป็นปรสิตที่สิงพืชอยู่มากกว่าค่ะ”
เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นใช้ร่างใหม่ของมันรัดร่างของพวกดิวซ์ แล้วจับโยนเข้าไปทางประตูห้องด้านหลัง
ดูเหมือนว่ามันไม่คิดที่จะคืนเหยื่อให้พวกเรา ถ้าพวกเราไม่ข้ามศพของมันไปก่อนสินะดอง
ภายในจิตใจของฉันนั้นรู้สึกหวาดกลัวมาก แต่… พวกเราจะต้องรอดกลับออกไปให้ได้
เพราะฉะนั้น… ฉันจะมาทำเป็นเล่นเหมือนกับแต่ก่อนไม่ได้อีกต่อไป
คราวนี้ฉันจะไม่ยอมให้ใครตายอีกแล้ว
ไม่ยอมเด็ดขาด